|
|
|
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนโยบายการเพิ่มค่าน้ำหนักของผลการเรียนเฉลี่ยสะสม(GPA) ในชั้น ม.ปลาย 5% และค่าเปอร์เซ็นไทล์ แรงก์ หรือ PR 5% ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือเอ็นทรานซ์ ประจำปีการศึกษา 2547 ว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปที่จะให้ค่าน้ำหนัก GPA และ PR เพิ่มขึ้นปีการศึกษา 2547 โดยเพิ่ม GPA จาก 5% เป็น 10% ส่วน PR ใช้ 5% เท่าเดิม สำหรับปีการศึกษา 2548 จะเพิ่มค่าน้ำหนัก GPA เป็น 25% ส่วนค่า PR อาจไม่ใช้เพราะเป็นการวัดผลในระดับห้องเรียนเท่านั้น ''การเพิ่มค่าน้ำหนัก GPA เป็น 10% ไม่น่ามีปัญหา เพราะได้หารือกับ ร.ต.อ.วรเดช จันทรศร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กอ.) แล้ว ซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ส่วนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) นั้น คิดว่าไม่น่ามีปัญหา และน่าจะยอมรับได้ เพราะ ทปอ.เองเห็นด้วยที่จะให้ใช้ GPA 25% ในปีการศึกษา 2548 ฉะนั้น ถ้าเพิ่มค่าน้ำหนัก GPA เป็น 10% ในการศึกษา 2547 ก็น่าจะยอมรับได้'' นายอดิศัยกล่าว นายอดิศัยกล่าวอีกว่า สำหรับ GPA ในแต่ละโรงเรียนนั้นจะต้องทำให้มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือน เชื่อว่าสามารถทำได้ เพราะจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่ได้ตรวจสอบการให้ GPA ของโรงเรียนพบว่าไม่มีการเบี่ยงเบน และมีไม่กี่แห่งที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยโรงเรียนเหล่านี้สามารถปรับให้ค่า GPA อยู่ในมาตรฐานได้ ตนเชื่อว่าการเพิ่ม GPA ในวันนี้จะทำให็เด็กไทยตั้งใจเรียนหนังสือกันมากขึ้นเพื่อให้ได้ GPA มากๆ ส่วนการออกข้อสอบวัดความรู้จะยุติธรรมมากขึ้นเพราะจะมีผู้แทนจาก สพฐ.เข้าร่วมออกข้อสอบด้วยประมาณ 30% ร่วมกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องการออกข้อสอบให้แก่นักเรียนมากขึ้น ''วันนี้ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ผมนั่งดูตัวเลข GPA ของ สพฐ.ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดนัก จะมีบางโรงเรียนที่ถูกกระทบบ้าง รวมถึง นักเรียนเก่งๆ เช่น คนที่เรียนแพทย์ใช้ GPA 10–25% จะกระทบไม่ถึง 1% ของคนที่เรียน แต่หากเป็นสาขาที่นักเรียนเก่งน้อยลงมา GPA ก็จะช่วย จะเห็นว่ามันจะประมาณไม่ถึง 1% จนกระทั่งไม่ถึง 10%'' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว นางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.กล่าวว่า การเพิ่มค่า GPA และ PR ดังกล่าว สำหรับการเอ็นทรานซ์ในปี 2547 นั้น หากไม่เพิ่มสูงทันทีคงไม่มีปัญหา เพราะถ้าเพิ่มสูงมากอาจทำให้ผู้ปกครอง และนักเรียนตกใจ และเกิดความสับสนได้ ทั้งนี้ ระหว่างที่ยังเพิ่มค่าน้ำหนักไม่มากนี้ก็จะเร่งให้มีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เพื่อวางมาตรฐาน และเปลี่ยนวิธีวัดผลประเมินผลให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็จะเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในเรื่องมาตรฐานของแต่ละโรงเรียน ฉะนั้น จะหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้ง จะสร้างความชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะจัดระบบรับตรงอย่างไร และให้ สกอ.จัดตั้งหน่วยงานเพื่อทำระบบฐานข้อมูล ซึ่งจะหารือในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ด้าน ร.ต.อ.วรเดชกล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะอยู่ระหว่างพิจารณา เพียงแต่นายอดิศัยได้มอบนโยบายให้ สกอ.ไปศึกษาเรื่องนี้ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่ง สกอ.ได้เสนอข้อมูลไปบางส่วนเกี่ยวกับช่วงการเพิ่ม GPA ตั้งแต่ 25% ลงมาถึง GPA 5% และ PR 5% จะมีผลกระทบอย่างไร และเสนอให้นายอดิศัยพิจารณาอีกครั้ง หากเห็นว่าต้องเพิ่มค่าน้ำหนักในส่วนใด และเท่าไหร่นั้นก็ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะที่ 4 อย่างไรก็ตาม นายอดิศัยได้มอบเป็นนโยบายว่าในปีการศึกษา 2547 อยากให้เพิ่ม GPA เป็น 10% เพื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจเรียนนั้น ทาง สกอ.ก็ต้องรับดำเนินการ แต่จะจัดทำข้อมูลเสนอนายอดิศัยเพื่อให้เห็นข้อมูลชัดเจนว่าผลกระทบจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการประเมินเบื้องต้นพบว่ากระทบน้อยมาก นอกจากนี้ สกอ.ต้องเตรียมข้อมูลสำหรับอธิบายเหตุผล และประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ''ผมได้เสนอข้อมูลการเพิ่ม GPA ที่มีทั้งอธิการบดีที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยให้รัฐมนตรีทราบ โดยได้เสนอว่าถ้าเพิ่ม GPA เป็น 25% ได้จริงๆ ก็จะมีประโยชน์มาก โดยเห็นว่าถ้าทำในปีการศึกษา 2549 จะพร้อมที่สุด แต่ถ้าทำในปีการศึกษา 2548 ก็ได้ แต่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และต้องประสานกับ สพฐ.ในการจัดการทดสอบวัดผลระดับชาติ หรือ National Test เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ส่วน ทปอ.นั้น หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างไร เชื่อว่าท่านรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟัง'' ร.ต.อ.วรเดชกล่าว นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สพจ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะเพิ่ม GPA 10% และ PR 5% แต่ถ้าจะใช้ปีการศึกษา 2547 นั้นเร็วไป ซึ่งตามหลักปฏิบัติทั่วไปควรประกาศให้นักเรียนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเตรียมตัว ส่วนการจะเพิ่มค่าน้ำหนัก GPA เป็น 25% ในปีการศึกษาต่อไปนั้น อาจไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนที่มีมาตรฐาน เช่น นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้เกรด 1 กว่า แต่ถ้าเรียนในโรงเรียนที่มาตรฐานต่ำกว่าก็อาจได้ถึง 3 ฉะนั้น เรื่องมาตรฐานของแต่ละโรงเรียนยังเป็นสิ่งที่ห่วง ส่วนที่จะยกเลิก PR นั้นไม่ควร เพราะจะช่วยนักเรียนในต่างจังหวัดให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ทปอ.มีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้คงตอบไม่ได้ ต้องรอผลประชุมในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ก่อน นายสุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) กล่าวว่า ถ้านายอดิศัยมีนโยบายอย่างไร มหาวิทยาลัยคงต้องปฏิบัติตาม แต่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องการประกาศให้นักเรียนทราบ เพราะควรประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เพื่อจะได้ไม่เกิดความโกลาหล นักเรียนจะได้เตรียมตัวทัน นายธำรงค์ แพรนิมิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนโยธินบูรณะ กล่าวว่า การเพิ่ม GPA เป็น 10% และ PR 5% ถือว่าน้อยมาก ส่วนตัวเห็นว่าควรเพิ่มเป็น 20-25% หรือถ้าเป็นไปได้น่าจะเพิ่มเป็น 50% แล้วไปลดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เหลือเฉพาะสาขาเฉพาะด้านที่จำเป็นเท่านั้น เด็กจะได้ไม่เครียด ซึ่งส่วนตัวมองว่าการเข้ามหาวิทยาลัยควรใช้ National Test, GPA และ PR ประกอบกันเท่านั้น ส่วนที่เห็นควรยกมาตรฐานโรงเรียนให้ใกล้เคียงกันก่อนนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยเองมาตรฐานยังไม่เท่ากัน วันเดียวกันที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยมีอธิการบดี คณบดี คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมถึงนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาวนายกฯ ซึ่งศึกษาอยู่คณะสังคมศาสตร์รอต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ''แนวโน้มของรัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เข้มแข็ง'' พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า การศึกษาแผนใหม่ที่กำลังพูดถึงคือการเรียนรู้ร่วมกันโดยให้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง อาจารย์บางคนยังติดให้เด็กท่องจำ ซึ่งง่ายกับอาจารย์ในการตรวจข้อสอบ แต่ลำบากเด็ก ไม่เกิดประโยชน์กับเด็ก นโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่รัฐบาลกำลังทำคือ การพัฒนาคนไทยให้เข้มแข็ง วันนี้หลายประเทศที่เคยมีสิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลกแทบไม่มีค่า เพราะมีปัญหาการเมืองและผู้บริหาร หากผู้บริหารไม่มีคุณภาพแถมยังเลวอีกอย่างนี้ยุ่งเลย ดังนั้นคนจะเป็นผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของตนจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น จึงมีคนตั้งคำถามว่าทำไมดีแล้วต้องเปลี่ยน คนประเภทนี้มีอยู่มาก วันนี้รัฐบาลมีหน้าที่ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้ดีและเกิดประโยชน์ที่สุด ไม่ใช่เห็นว่าดีอยู่แล้วก็คงเอาไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยในระยะสั้นอาจต้องใช้วิธีการในสมัยรัชการที่ 5 คือ จ้างชาวต่างประเทศมาเป็นอธิบดีกรมต่างๆ เมื่อจ้างมาแพงก็ต้องขยายเชื้อให้ทั่ว ส่วนในระยะยาวก็จะส่งคนไทยไปศึกษาต่างประเทศ ประเทศไหนที่ลูกคนรวยไม่นิยมไปเรียน เช่น รัสเซีย ก็จะให้ทุนส่งลุกคนจนไปเรียนรู้ เอาวัฒนธรรมของทุกประเทศมารวมกันเพื่อพัฒนาประเทศไทย ทั้งนี้ได้สั่งการให้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้ ความสามารถพิเศษ และทักษะด้านต่างๆ เพื่อดูว่าประเทศไทยมีคนมีความรู้ในสาขาใด จำนวนเท่าไร และขาดแคลนสาขาใด เพื่อจะได้เร่งพัฒนาสาขาที่ขาดแคลน ซึ่งวันนี้ทราบว่าประเทศไทยมีเด็กอัจฉริยะในสาขาต่างๆ ประมาณ 4 แสนคน จึงอาจมีโรงเรียนดนตรี โรงเรียนกีฬา ขึ้นมาทำให้แววอัจฉริยะด้านต่างๆ ของเด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ''ต่อไปมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่แทนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าจะผลิตเด็กในสาขาใด ก็ต้องดูว่าประเทศขาดแคลนคนสาขาใด และให้เด็กเป็นคนเลือกว่าจะเรียนอะไร เรื่องนี้บางคนอาจจะบอกว่าผมพูดมาตั้งแต่ 3 เดือนก่อนแล้วไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นสักที ผมรู้ว่าบางอย่างไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ต้องใช้เวลาปรับตัว 3 ปี 6 ปี หรือ 10 ปี อย่าไปคิดแบบประชาธิปัตย์ อย่างวันนี้เมื่อรู้ว่าไอคิวของเด็กไทยโดยเฉลี่ยต่ำ ก็ต้องแก้ไข'' พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในอนาคตการให้งบประมาณสถานศึกษาจะให้ไปที่ตัวผู้เรียน ให้เด็กมีทางเลือก มหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ จะได้แข่งขันกันให้เกิดคุณภาพ มหาวิทยาลัยไหนเด็กเลือกไปเรียนมากก็แสดงว่าดีมีคุณภาพ ก็ให้เงินไปมากๆ ตนอยากเห็นประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการอ่าน ไม่ใช่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 3 นาที รัฐบาลพร้อมจะลงทุนสร้างปัญญาให้ประชาชน นอกจากนี้ยังสนับสนุนและให้ทุนอาจารย์ทำวิจัยค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า แนวโน้มโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในอนาคตต้องมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ สอนอินเตอร์เน็ต และวัฒนธรรมนานาชาติ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน วิธีการวัดผล ไม่ใช่เรียนเพื่อมุ่งเอาปริญญา ในส่วนของโรงเรียนมัธยมต้องพัฒนาตามโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนในฝัน โดยให้โรงเรียนต้นแบบเป็นเหมือนห้องวิจัยของโรงเรียนอื่นๆ ในบริเวณเดียวกัน ส่วนโรงเรียนอาชีวะศึกษาจะเน้นเรื่องการสร้างหลักสูตรเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ขณะที่ระดับอุดมศึกษาจะสร้างคนโดยดูจากความต้องการของประเทศเป็นหลัก ในอนาคตจะให้แต่ละมหาวิทยาลัยแข่งกันผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยรัฐบาลจะมีเงินจากกองทุนต่างๆ คอยสนับสนุน มีการจดสิทธิบัตรว่าสามารถผลิตบุคคลสาขาใดได้ ''อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แก้ไขกฎหมายฉบับเดียวแล้วปรบมือให้ตัวเองบอกว่าเก่งจังปฏิรูปการศึกษาเสร็จแล้ว แต่ต้องมีการถ่ายเลือดในแต่ละรุ่น บางทีผมฟังนักวิชาการบางคนวิจารณ์เรื่องเดียวในมุมเดียว ผมก็ออกมาชี้แจงให้ฟังอย่างรอบด้าน ผมไม่ใช่คนที่มีทิฐิ เอาชนะคนอื่นได้แล้วสบายใจ เพียงแต่อยากบอกให้เห็นความจริงว่าเป็นอย่างไร'' นายกรัฐมนตรีกล่าว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9405 [หน้าที่ 1 ] ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|