|
|
|
นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษในการประชุมสัมมนา บทบาทใหม่ของศึกษานิเทศก์ในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีหัวหน้ากลุ่มนิเทศก์ติดตามและประเมินผลและศึกษานิเทศก์ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 380 คน ที่โรงแรมเอสดีอเวนิว ว่า ต่อไปบทบาทของศึกษานิเทศก์จะมีส่วนสำคัญในการเข้าไปช่วยดูแลสถานศึกษา นักเรียน หลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงจรรยาบรรณของครูและนักเรียนด้วย ซึ่งศึกษานิเทศก์ควรมีส่วนร่วมในการประเมินผลของครูร่วมกับโรงเรียนเพื่อการประเมินวิทยฐานะด้วย นอกจากนี้ตนกำลังคิดว่าจะจัดทำการสอนต้นแบบของครูผู้สอนใน 4 วิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในระดับชั้น ป.1, ป.6, ม.1, ม.3, ม.4 และ ม.6 แจกจ่ายไปยังทุกโรงเรียน เพื่อเป็นต้นแบบของการสอนที่ดีให้แก่โรงเรียน เรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ศึกษานิเทศก์ก็ควรเข้าไปดูว่าเมื่อมีการปรับหลักสูตรแล้ว โรงเรียนมีการสอนครบวิชา มีการเพิ่มการเรียนด้านดนตรี กีฬาหรือไม่ และสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ซึ่งผมต้องการยกระดับเด็กด้อยโอกาสให้ดีขึ้น โดยภายใน 1 ปีนี้โรงเรียนในชนบทต้องมีรถโมบายคอมพิวเตอร์ได้ใช้ โรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คนจะต้องมีหนังสือเรียนทุกคน รวมไปถึงคู่สายโทรศัพท์ด้วย เป็นต้น อย่างไรก็ตามการบ้านที่ผมให้ศึกษานิเทศก์ไป 4-5 เรื่องนี้ก็อยากจะให้ชั่งน้ำหนักดูว่าโรงเรียนใดที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือหรือดูแลอย่างเร่งด่วนก่อนด้วย รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จากการที่ตนไปหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แล้วเห็นว่าในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเอนทรานซ์ในปีการศึกษา 47 นั้นจะใช้ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย (GPA) 10% และตำแหน่งลำดับที่ (PR) 5% รวมเป็น 15% จากเดิมที่ใช้ GPA และ PR อย่างละ 5% ส่วนในปีการศึกษา 48 จะใช้ GPA 25% และยกเลิกการใช้ PR เพราะ PR เป็นเพียงการวัดผลเฉพาะชั้นเรียนเท่านั้น ซึ่งการเพิ่มค่า GPA เช่นนี้จะทำให้เด็กมีความผูกพันและให้ความสนใจในการเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันศึกษานิเทศก์เองก็มีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปติดตามดูการใช้ GPA ของแต่ละโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน อย่าให้มีการปล่อยเกรดเกินไป อย่างไรก็ตามจากการพิจารณาดูผลการใช้ GPA และ PR ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เห็นว่าหากเราใช้ระบบการสอบเอนทรานซ์แบบเดิมๆ ที่มีข้อสอบยากเกินกว่าหลักสูตรที่เด็กเรียน และสอบในช่วงเดือน ต.ค.ซึ่งเด็กยังเรียนไม่จบหลักสูตรนั้นส่งผลให้เด็กมีความกดดันในการเรียนมากขึ้น ทำให้ต้องออกไปกวดวิชา ดังนั้นจึงต้องทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป ขณะเดียวกันก็ให้มหาวิทยาลัยลดการสอบเข้าโดยให้มีการรับเด็กในพื้นที่เข้าเรียนให้มากที่สุด ตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เราจะใช้ GPA และ PR รวม 15% ขณะเดียวกันข้อสอบเอนทรานซ์ก็จะเริ่มสอบในเดือน มี.ค.และให้มีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมออกข้อสอบ 30% เพื่อให้เป็นข้อสอบที่แฟร์ขึ้น และทำให้นักเรียนมั่นใจได้ว่าข้อสอบที่ออกมานั้นไม่ได้ออกนอกเหนือหลักสูตรที่เรียน ซึ่งเท่าที่ผมนั่งดูตัวเลข GPA ของ สพฐ.ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร มีบางโรงเรียนเท่านั้นที่อาจจะมีผลกระทบบ้าง และต่อไปหลักสูตรที่จะมีการปรับปรุงและการเรียนการสอนจะทดสอบบ่อยขึ้น แทนที่จะสอบนานๆ ครั้ง จะให้มีการทดสอบทุกเดือน สอบไปเรียบร้อยแล้วและทบทวนกันแล้วก็เริ่มทดสอบได้ และเก็บคะแนน จะทำให้เด็กมีความรอบรู้มากขึ้นไม่ใช่รู้เฉพาะตอนสอบเท่านั้น ทั้งนี้ทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ก็เห็นด้วยในหลักการนี้ นายอดิศัย กล่าว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: บ้านเมือง ฉบับที่ 14895 [หน้าที่ 13 ] ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|