[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

คอลัมน์ สวนสนามนักศึกษา ''เรียน...เรียน...เรียน''


โดย น.ส.ลำใย แดงจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

''ทำไมเมืองไทยเรียนหนักอย่างนี้'' คำพูดของเพื่อนชาวต่างชาติของฉัน คนหนึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย อีกคนเป็นชาวญี่ปุ่น เธอทั้งสองคนมาเรียนที่มหาวิทยาลัยของฉัน

วันหนึ่งเธอทั้งสองมาบ่นกับพวกเราว่า ''เธอเรียนหนักมากเลย มีงานทุกวิชา ทุกวันเลย'' พวกเราเลยมองหน้ากันและพาลนึกในใจว่า ถ้าสองคนนี้เรียนหนัก แล้วพวกเราล่ะเรียนโคตรหนักเรียน เพราะเธอทั้งสองเรียนกันเพียง 3-4 ตัว แต่พวกฉันเรียนกัน 8-9 ตัว เรียนกันจนเกือบจะมีแฟนเป็นพี่คอม(คอมพิวเตอร์) เกือบห่อข้าวไปกินกันในห้องสมุด เพราะวันๆ พวกเราแทบจะไม่ได้ทำอะไร นอกจากทำรายงาน ทำการบ้านที่อาจารย์สั่งมา แล้วก็นำไปส่งให้ทันเวลา

เมื่อฉันได้ยินคำพูดเช่นนี้ มันจึงทำให้เริ่มนึกไปถึงความแตกต่างในระบบการศึกษาของเมืองไทยกับต่างประเทศ ทำไมเพื่อนชาวต่างชาติของฉันทั้งสองจึงบอกว่าเธอเรียนหนัก เพราะต่างประเทศเขาให้เด็กเรียนแค่ในช่วงตอนเช้า พอบ่ายก็ไปทำงาน หรือหากิจกรรมพิเศษทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ หรือที่เรียกกันว่าไปเรียนรู้ ''ประสบการณ์ชีวิต''

ในทางกลับกัน เมืองไทยมีระบบการเรียนที่เรียนแทบเป็นแทบตาย เรียนตั้งแต่ 08.00-15.00 น. ถูกใช้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมและมัธยม เริ่มเปลี่ยนเวลาในช่วงอุดมศึกษาคือ ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งบางคนอาจไม่มีเรียนทุกวัน และแต่ละคนก็จะเรียนไม่เต็มวัน บางวันอาจเรียนเช้า บางวันเรียนบ่าย ช่วงไม่มีเรียนหลายคนจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่อาจารย์มอบหมาย ค้นคว้าหาข้อมูลตามที่มีในหนังสือ และห้องสมุด โดยที่บางครั้งการทำรายงานของแต่ละคนก็ไม่ได้คิดเอง ลอกตามหนังสือมาส่งอาจารย์ ผลออกมาก็เป็นคะแนนอย่างเดียว ในขณะที่เด็กบางคนก็มีเวลาว่างเช่นกัน แต่การใช้เวลานั้นต่างกัน เรียนแบบขอไปที เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้างเอาแค่พอผ่านไม่สนใจกับคะแนนเท่าไร เอาแค่มีกระดาษใบหนึ่งไปยื่นสมัครงานได้ หรือเพื่อเป็นหน้าตาแก่ครอบครัวเท่านั้น

เด็กไทยส่วนใหญ่ใช้เวลากับการเรียนประมาณ 19 ปี กว่าจะได้ใบปริญญามาสักหนึ่งใบ และการเรียนของพวกเขาอยู่กับการท่องจำตำรับตำรา ใช้ความจำเป็นหลักสำคัญในการเรียนมากกว่าใช้ความเข้าใจ

บางคนในขณะเรียนก็ไม่ได้หาอะไรพิเศษที่เป็นประโยชน์ทำ นอกจากเรื่องการเรียน จึงทำให้การทำงานของพวกเขาเมื่อโตขึ้น อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว เพื่อให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างราบรื่น

ไม่จำเป็นหรอกที่ระบบการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนให้เหมือนกับต่างประเทศ แต่อยู่ที่ว่าเด็กไทยสมัยนี้เองนั่นแหละที่ควรเปลี่ยนวิธีการเรียน ควรหากิจกรรมพิเศษที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมทำบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตตนเองในภายภาคหน้า

## มีข้อเขียนดีๆ ส่งมาร่วมสังสรรค์กัน จะเรื่องวัยรุ่นวัยเรียน แนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจความยาวไม่เกินหน้ากระดาษ A4 ส่งไปรษณีย์มาที่ มติชน แคมปัส-คนรุ่นใหม่ 12 เทศบาลนฤมาล ประชานิเวศน์ 1 จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ผลงานโดนใจได้ลงตีพิมพ์รับหนังสือเป็นรางวัลไปเลย ## 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9408 [หน้าที่ 19 ] ประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง