[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

กฎหมายเกี่ยวกับเช็ค

ในปัจจุบันการใช้เงินสดเป็นวัตถุกลางแห่งการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ลดบทบาทลง เพราะได้มีการใช้ตั๋วเงินชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช็คเพิ่มมากขึ้น 

การที่เช็คได้รับความนิยมใช้กันมาก เพราะช่วยอำนวยความสะดวก และปลอดภัยมากกว่าการใช้เงินสด เนื่องจากผู้ที่ชำระหนี้ด้วยเช็คเพียงแต่มอบกระดาษแผ่นเดียวให้กับเจ้า หนี้ ผู้ที่ยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็ค เจ้าหนี้ ก็สามารถนำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารได้ แทนที่จะมอบเงินสดจำนวนมาก ซึ่งอาจถูกแย่งชิง ในระหว่างที่นำไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ หรือระหว่างที่เจ้า หนี้ นำเงินสดไปเก็บได้ง่าย หากเจ้าหนี้ผู้ได้รับชำระหนี้ด้วยเช็ค ไม่ประสงค์จะเรียกเก็บเงินสดจากธนาคารด้วยตนเอง ก็อาจนำเช็คนี้ไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของตน ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับ หรืออาจนำเช็คนั้นไปขายให้กับบุคคลอื่น (ซึ่งโดยมากผู้รับซื้อมักจะเป็นธนาคารหรือบริษัทการเงินทั้งหลาย) เพื่อ รับเงินสดในขณะที่เช็คยังไม่ถึงกำหนดชำระ โดยยอมเสียค่าธรรมเนียมหักส่วนลด ให้กับผู้ซื้อเช็ค ซึ่งเรียกกันว่าขายลดหากเช็คนั้นลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้า นอกจากนั้นผู้ที่รับชำระหนี้ด้วยเช็ค แม้จะได้รับโอนมาหลาย ทอดโดยไม่ใช่รับจากผู้สั่งจ่ายโดยตรง ก็สามารถ เรียกเก็บจากธนาคารผู้มีหน้าที่ชำระเงินตามเช็คนั้นได้ ซึ่งตามปกติธนาคารก็จะชำระเงินสดให้ แต่หากไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ เพราะเหตุใดๆ เช่นไม่มีเงินในบัญชีของผู้สั่ง จ่ายพอที่จะจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ก็สามารถเรียกร้องให้บุคคล ทั้งหลายที่ลงลายมือชื่อในเช็คในฐานะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง ผู้รับอาวัล (ผู้ค้ำประกัน) ให้รับผิดทางแพ่งโดย ตรงได้ และอาจเรียกให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดทางอาญาได้หากกระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 

อย่างไรก็ตามแม้เช็คจะมีประโยชน์ต่างๆ ต่อผู้ใช้และผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ก็มีผู้ใช้เช็คบางส่วนใช้เช็คผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยง ที่จะไม่ชำระหนี้โดยใช้ชั้นเชิงต่างๆจึงเป็นการสมควรที่จะเรียนรู้และเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวกับเช็คเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีพ และการประกอบธุรกิจ ซึ่งอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการใช้เช็คเพื่อการ ชำระหนี้ หรือเป็นผู้รับชำระหนี้

๑. ความหมายของเช็ค

เช็ค หมายถึง หนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่ง (ที่เป็นลูกหนี้ของผู้ที่จะรับชำระหนี้ด้วยเช็ค) ซึ่งเรียกว่า ผู้สั่งจ่าย สั่งให้ธนาคารซึ่งตนมีบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งให ้แก่บุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ ของตนซึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน และสัญญาว่าตนจะใช้เงินจำนวนนั้นให้ด้วย ตนเองหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อมีการนำเช็คไปเรียกเก็บจากธนาคารโดยชอบ ตัวอย่าง นายดำซื้อบ้านหลังหนึ่งจากนายแดง ราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และตกลงกันว่าให้ชำระหนี้ด้วยเช็ค นายดำจึงเขียนเช็คของธนาคารกรุงธน สำนักงานใหญ่ ซึ่งตนมีบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สั่งให้ธนาคารจ่ายเงิน ให้แก่นายแดงจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และมอบเช็คนั้นให้นายแดงไป ดังนี้นายแดงสามารถนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารกรุงธน ได้ 

๒. ประเภทของเช็ค 

ตามกฎหมายเช็คมี ๒ ประเภท คือ เช็คระบุชื่อและเช็คผู้ถือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

เช็คระบุชื่อ คือ เช็คที่ผู้สั่งจ่ายออกโดยสั่งธนาคารให้จ่ายเงินโดยระบุชื่อผู้รับเงิน หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลนั้น 

ตัวอย่าง

นายดำเขียนเช็คสั่งจ่ายธนาคารกรุงธนให้จ่ายเงินให้แก่นายแดงจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เช็คฉบับนี้เป็นเช็คระบุชื่อ 

เช็คผู้ถือ คือ เช็คที่ผู้สั่งจ่ายออกโดยสั่งธนาคารให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ หรือจ่ายตามคำสั่งของผู้ถือ หรือระบุชื่อผู้รับเงินและมีคำว่า หรือผู้ถือรวมอยู่ด้วย 

ตัวอย่าง 

นายดำเขียนเช็คสั่งธนาคารกรุงธนให้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือจ่ายเงินให้แก่นายแดงหรือผู้ถือ จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เช็คฉบับนี้เป็นเช็คผู้ถือ

๓. รายการในเช็ค 

หนังสือตราสารที่จะเป็นเช็คตามกฎหมายนั้นจะต้องระบุรายการต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งทางปฏิบัติก็จะเป็นกระดาษเช็คที่ธนาคารมอบให้กับผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน กับธนาคาร โดยจะ มอบให้เป็นสมุดเช็คเพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินฝากจากธนาคาร และในกระดาษเช็คก็จะเป็นแบบพิมพ์ของธนาคารที่มีรายการต่างๆ ที่จะให้ผู้ออก เช็คเขียนหรือพิมพ์ลงไป ได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

๑) คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค

๒) คำสั่งซึ่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนโดยไม่มีเงื่อนไขในการใช้เงิน 

๓) ชื่อหรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร 

๔) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ 

๕) สถานที่ใช้เงิน

๖) วัน เดือน ปี และสถานที่ที่ออกเช็ค 

๗) ลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของผู้สั่งจ่าย

รายการต่างๆดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ หากขาดไป ย่อมทำให้ตราสารนั้นไม่สมบูรณ์ที่จะเป็นเช็คตามกฎหมาย อันทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกให้ธนาคารจ่ายเงิน หรือไม่มีสิทธิ เรียกให้ลูกหนี้ต่างๆ ชดใช้เงินหากธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินให้ แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางรายการที่หากขาดไปกฎหมายยังถือว่าตราสารนั้นสมบูรณ์เป็นเช็คอยู่ โดยกฎหมายบัญญัติทาง แก้ไว้ดังนี้

๑) สถานที่ใช้เงินนั้นหากไม่ระบุไว้ให้ถือว่าให้ใช้เงินนั้น ณ ที่อยู่ (ภูมิลำเนา) ของผู้จ่าย (ธนาคาร) เพราะผู้จ่ายเงินเป็นผู้ใช้เงิน

๒) วัน เดือน ปี ที่ออกเช็คนั้นหากไม่ระบุไว้ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนใดคนหนึ่ง ผู้ทำการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้ 

๓) ส่วนสถานที่ที่ออกเช็คนั้นหากไม่ระบุไว้ให้ถือว่าเป็นเช็ค ออก ณ ที่อยู่ (ภูมิลำเนา) ของผู้สั่งจ่ายเพราะผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ออกเช็ค ดังนั้นผู้ที่จะออกเช็ค และผู้ที่จะรับเช็คจะต้องพิจารณาว่ามีรายการ ที่ขาดไม่ได้ครบถ้วนหรือไม่ อันได้แก่รายการดังต่อไปนี้

๑) คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค 

๒) คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนโดยไม่มีเงื่อนไขของการใช้เงิน 

๓) ชื่อหรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร 

๔) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ 

๕) ลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของผู้สั่งจ่าย 
 

ตามตัวอย่างที่นายดำออกเช็คให้นายแดงเพื่อชำระหนี้ มีรายการ ครบถ้วนตามกฎหมายทั้ง ๕ ประการดังนี้ 

๑. มีคำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค เพราะมีการระบุว่าเป็นเช็คเลขที่ ๑๓๔๖๘๙๐

๒. มีคำสั่งให้ใช้เงินจำนวนแน่นอนโดยปราศจากเงื่อนไข เพราะมีการระบุไว้ว่าจำนวนสามล้านบาทถ้วน

๓. มีชื่อและยี่ห้อ และสำนักงานของธนาคาร เพราะระบุไว้ว่าธนาคารกรุงธนสำนักงานใหญ่ 

๔.มีชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือเพราะระบุไว้ว่าจ่ายนายแดงหรือผู้ถือ 

๕. มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย เพราะมีการเซ็นชื่อนายดำผู้สั่งจ่าย 

ดังนั้นเช็คฉบับนี้จึงเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และมีผลผูกพันให้นายดำต้องชำระเงินตามเช็คให้แก่นายแดง หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน 

นอกจากรายการต่างๆ ในเช็คที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้สั่งจ่ายอาจเขียน เรื่องอื่นๆ ที่กฎหมายอนุญาตให้เขียนลงไปได้และมีเงื่อนไขหนึ่งที่น่าสนใจ คือการขีดคร่อมเช็คซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

การขีดคร่อมเช็ค คือ การขีดเส้นคู่ขนานไว้ที่เช็ค โดยอาจเป็นเช็คระบุชื่อหรือเช็คผู้ถือก็ได้ ซึ่งมักจะทำกันที่ด้านซ้ายของหัวมุมเช็คด้านบน อันทำให้เช็คนั้นเป็นเช็คขีดคร่อม โดยถ้ามีเส้นคู่ขนานเพียงอย่างเดียวเป็นการขีดคร่อมทั่วไป แต่ถ้าระบุชื่อข้อความธนาคารลงไปในระหว่างเส้นคู่ขนานเป็นการขีดคร่อมเฉพาะ ซึ่งมีผลทำให้ผู้ทรงจะนำเช็คไปเบิกเงิน สดจากธนาคารโดยตรงมิได้ แต่ต้องนำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของตนเอง หรือผู้อื่นเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บจากผู้สั่งจ่าย โดยอาจเป็นธนาคารใดธนาคารหนึ่งที่ตนมีบัญชีเงินฝากก็ได้หากเป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป หรือให้ธนาคารที่มีชื่อระบุในเส้นคู่ขนานในเช็คเป็นผู้เรียกเก็บหากเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะ

๔. คู่สัญญาในเช็ค 

การที่ลูกหนี้จะชำระหนี้ด้วยเช็คแทนเงินสดได้นั้น ต้องมีสัญญาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ คือ มีการตกลงกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ กล่าวคือลูกหนี้จะต้องขอชำระหนี้ด้วยเช็คแทน เงินสดต่อเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ ยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น แทนที่จะรับเงินสด (ซึ่งตามปกติเจ้าหนี้ไม่จำต้องยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็ค เพราะเป็นการชำระหนี้ด้วยของอย่างอื่น อันทำให้เจ้า หนี้สามารถปฏิเสธได้) 

หลังจากที่มีการตกลงกันที่จะชำระหนี้ด้วยเช็คแล้ว ลูกหนี้ก็จะต้องออกเช็คโดยสั่งให้ธนาคารที่ตนมีสมุดเช็คอยู่จ่ายเงิน โดยอาจระบุชื่อเจ้าหนี้เป็นผู้รับเงินหรือจ่ายให้ผู้ถือและมอบ ให้เจ้าหนี้ไป และเจ้าหนี้ก็อาจ นำเช็คนั้นไปเบิกเงินสดจากธนาคารเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ หรืออาจโอน เช็คนั้นต่อไป โดยถ้าเป็นเช็คชนิดระบุชื่อก็จะโอนโดยการสลักหลังและส่ง มอบให้ผู้รับ โอน แต่ถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือก็ส่งมอบให้ผู้รับโอน และผู้รับโอนก็อาจโอนตั๋วนั้นให้บุคคลอื่นๆ ต่อไป 

จากสภาพหรือลักษณะของเช็คที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่ามีบุคคลหลายฝ่ายหรือหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเช็ค ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็นฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามเช็คดังต ่อไปนี้ 

๑) ฝ่ายเจ้าหนี้

ผู้ที่ได้รับชำระหนี้ด้วยเช็คและยึดถือครอบครองเช็คนั้นอยู่ ย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามเช็ค ซึ่งตามกฎหมายเรียกว่า ผู้ทรง โดยอาจเป็นผู้รับชำระหนี้จากผู้สั่งจ่าย ซึ่งเป็นผู้ที่ออกเช็ค นั้นหรือได้รับชำระหนี้จากผู้รับเช็คจากผู้สั่งจ่าย หรือบุคคลอื่นๆ ที่มีสิทธิตามเช็คนั้น และถ้าเป็นเช็คชนิดระบุชื่อก็อาจเป็นผู้รับเงิน (ผู้รับตั๋วจากผู้สั่งจ่าย) หรือผู้รับสลักหลังซึ่งมีการสลักหลังติด ต่อกันมาถึงตนโดยไม่ขาดสาย แต่ถ้าเป็นเช็คผู้ถือ ผู้ถือ (ครอบครองตั๋วนั้นอยู่ก็เป็นผู้ทรงตั๋ว) นั้นโดยไม่ต้องมีการสลักหลัง ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระเงินตามเช็ค โดยอาจนำ เช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระหรือโอนเช็คนั้นให้บุคคลอื่นต่อไป หากเช็คยังไม่ถึง กำหนดชำระ

๒) ฝ่ายลูกหนี้ 

ผู้ที่เป็นลูกหนี้ตามกฎหมายเช็ค คือ ผู้ที่จะต้องชำระเงินให้แก่ผู้ทรงเช็ค หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอันได้แก่ผู้ลงลายมือชื่อในเช็คนั้น ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลที่เป ็นลูกหนี้ในเช็คดังต่อไปนี้ 

๑) ผู้สั่งจ่าย 

ผู้สั่งจ่าย คือ บุคคลที่ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของตน (ไม่ว่าในเช็คระบุชื่อ หรือเช็คผู้ถือ) ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดตามเช็ค นั้น หากผู้ทรงนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต ่ไม่ได้รับเงิน เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม

๒) ผู้สลักหลัง

ผู้สลักหลัง คือ ผู้ที่โอนตั๋วเงินชนิดระบุชื่อที่ตนยึดถือครอบครองอยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งต้องกระทำโดยการสลักหลังและส่งมอบตั๋วนั้นให้กับเจ้าหนี้ของตน อันทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นผู้ทรงและตนเองซึ่งเป็นผู้สลักหลัง ย่อมกลายเป็นลูกหนี้ที่จะรับผิดตามเช็คหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ตัวอย่าง

ดำออกเช็คสั่งธนาคารกรุงธน จำกัด ให้จ่ายเงินให้แดงจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แดงสลักหลังโอนตั๋วนั้นให้ขาวเพื่อชำระหนี้ ขาวสลัก หลังโอนตั๋วดังกล่าวให้เขียวเพื่อชำระหนี้ ดังนี้แดง และขาวเป็นผู้สลักหลัง

๓) ผู้รับอาวัล 

ผู้รับอาวัล คือ ผู้ค้ำประกันการใช้เงินของลูกหนี้ตามเช็ค ซึ่งจะรับผิดเมื่อผู้ที่ตนค้ำประกันต้องรับผิด ซึ่งก็คือเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค การรับอาวัลกระทำโดยเขียนข้อความว่า ''ใช้ได้เป็นอาวัล'' หรือถ้อยคำสำนวนอื่นๆ ที่หมายความเป็นอย่างเดียวกันและลงลายมือชื่อผู้รับอาวัล โดยอาจเขียนด้านใดของ เช็คก็ได้ แต่อาจเขียนด้านหลังเพื่อความสะดวก เพราะมีเนื้อที่ว่างมากกว่าด้านหน้า พร้อมทั้งระบุว่าค้ำประกันลูกหนี้คนใดกล่าวคือ ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังคนใด แต่หากไม่ ระบุกฎ หมายให้ถือว่าค้ำประกันผู้สั่งจ่าย แต่ถ้าเขียนลายมือชื่อของตนลงในด้านหน้าของเช็คโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็อาจรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล และเป็นการรับอาวัลผู้สั่งจ่าย

นอกจากนั้นบุคคลใดก็ตามที่สลักหลังเช็คผู้ถือ กฎหมายให้ถือว่า บุคคลนั้นผูกพันรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล โดยที่ไม่ต้องเขียนข้อความใดๆ และมีความตั้งใจที่จะสลักหลังโอนเช็คก็ตาม

ตัวอย่างการรับอาวัลโดยระบุชัดเจน


๓) ธนาคาร

นอกจากในกฎหมายเช็คจะมีเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งเป็นคู่สัญญากันตามเรื่องเช็คโดยตรงแล้ว แต่ก็มีบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกับเช็ค คือธนาคาร แม้ธนาคารจะมิใช่ลูกหนี้ใน เช็คแต่ก็มีความสำคัญต่อเช็คมาก เพราะเป็นผู้จ่ายเงินตามเช็ค

ธนาคารที่จ่ายเงินตามเช็ค คือ ธนาคารที่มีสัญญาฝากเงินกับผู้สั่งจ่าย กล่าวคือธนาคารที่ผู้สั่งจ่ายมีเงินฝากบัญชีกระแสรายวัน โดยผู้สั่งจ่ายยื่นคำขอเปิดบัญชี พร้อมตัวอย่างลายมือ ชื่อและธนาคารมอบสมุดเช็คให้ไว้เพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินจากธนาคาร แม้ธนาคารจะมีสัญญากับผู้สั่งจ่ายที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ซึ่งนำเช็ค มาเบิกเงินจากธนาคาร 

แต่ก็ไม่มีหน้าที่ต่อผู้ซึ่งนำเช็คมาเรียกเก็บเงินที่จะต้องจ่ายเงินให้ผู้นั้น ถ้าธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินผู้ซึ่งนำเช็คมาเรียกเก็บเงิน ก็ไม่มีสิทธิฟ้องธนาคารให้รับผิดแต่อย่างใด แต่ธนาคารอาจต้องรับผิดต่อ ผู้สั่งจ่ายตามสัญญาฝากเงิน อย่างไรก็ตาม แม้ธนาคารจะไม่มีสัญญาต่อผู้ซึ่งนำเช็คมาเก็บเงิน ธนาคารก็มักจะจ่ายเงินให้เมื่อมีผู้นำเช็คมาเรียกเก็บเงินตามกฎหมาย เว้น แต่เป็นกรณีที่ธนาคารมีดุลพินิจที่จะ ไม่จ่ายเงิน หรือไม่มีอำนาจที่จะจ่ายเงินตามกฎหมาย 

๕. การโอนเช็ค

การโอนเช็คนั้นมีวิธีการโอนที่สัมพันธ์กับประเภทของเช็คซึ่งมีราย ละเอียดดังนี้ 

๑) การโอนเช็คระบุชื่อ การโอนเช็คระบุชื่อกระทำโดยผู้โอนสลักหลังและส่งมอบเช็คนั้นให้แก่ผู้รับโอน ส่วนการสลักหลังนั้นมี ๒ ชนิด คือการสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังระบุชื่อ และสลักหลังลอย

การสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังระบุชื่อ คือ การสลักหลังที่ผู้โอนเซ็นชื่อของตนในเช็ค (ซึ่งมักกระทำในด้านหลังของเช็คเพราะมีที่ว่าง มากกว่าด้านหน้า) และเขียนระบุว่าโอนเช็คให้แก่บุคคลใด โดยเขียนชื่อผู้นั้นลงไปอย่างชัดเจน

การสลักหลังลอย คือ การสลักหลังที่ผู้โอนเซ็นชื่อของตนในด้าน หลังของเช็ค โดยไม่ระบุชื่อผู้รับโอน (ถ้าเซ็นชื่อในด้านหน้าของเช็คโดยไม่ระบุข้อความใดๆ อาจรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล) 


๒) การโอนเช็คผู้ถือ 

การโอนเช็คผู้ถือกระทำโดยผู้โอนส่งมอบเช็คนั้นให้แก่ผู้รับโอน แต่ ถ้าผู้โอนสลักหลังและส่งมอบเช็คให้ผู้รับโอน ผู้โอนนั้นจะต้องมีความรับผิด ในฐานะผู้รับอาวัล (ผู้ค้ำ ประกัน) ผู้สั่งจ่ายมิใช่ผู้สลักหลัง 

ข้อยกเว้นของการโอนเช็ค 

ตามปกติเช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนกันได้ง่ายและเสรี อย่างไร ก็ตามผู้สั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ อาจมีคำสั่งห้ามผู้ที่รับเช็คจากตนโอนเช็คนั้นต่อไปได้ โดยเขียนหรือพิมพ์ข้อความลง ไปในเช็คว่าห้ามเปลี่ยนมือหรือข้อ ความอื่นใด ที่มีความหมายเป็นอย่างเดียวกันลงในด้านหน้าของเช็ค เช่น Account (AC) payee only

ในกรณีที่เช็คระบุชื่อมีคำสั่งห้ามโอนของผู้สั่งจ่าย ผู้ทรงจะโอนเช็ค ต่อไปตามกฎหมายเช็ค คือสลักหลังและส่งมอบเช็คให้ผู้รับโอนมิได้ แต่จะโอนโดยวิธีการที่เรียกว่าการโอนสามัญ กล่าวคือ ผู้โอนต้องทำหนังสือ โอนสิทธิเรียกร้องที่ตนมีในเช็คนั้นให้แก่ผู้รับโอน และมีหนังสือแจ้งไปยังผู้สั่งจ่ายเช็คทำให้ทราบว่าตนโอนสิทธิเรียกร้องในเช็คให้ผู้รับโอนหรือใหัผู้สั่งจ่ายยินยอมให้ตนโอนสิทธิเรียกร้องในเช็คให้ผู้รับโอนโดยทำหนังสือ ในการยินยอมนั้น 


นอกจากผู้สั่งจ่ายเช็คจะห้ามโอนเช็คได้แล้ว ผู้สลักหลังก็อาจห้าม โอนเช็คได้เช่นกัน โดยระบุถ้อยคำใดๆ ที่มีความหมายว่าห้ามผู้รับโอนโอนเช็คนั้นต่อไป แต่ผลในทาง กฎหมายนั้นแตกต่างไปจากกรณีผู้สั่งจ่าย ห้ามโอน กล่าวคือผู้รับโอนเช็คยังสามารถโอนเช็คนั้นต่อไปได้ เพียงแต่ ผู้สลักหลังที่มีคำสั่งห้ามโอนจะไม่ต้องรับผิดตามเช็คต่อผู้ที่รับโอนเช็ค คน ต่อๆ ไป โดยตนเพียงแต่รับผิดต่อผู้ที่รับโอนเช็คจากตนโดยตรงเท่านั้น 

๖. การใช้เงินตามเช็ค 

การใช้เงินตามเช็คเป็นหัวใจของเรื่องเช็ค เพราะเช็คนั้นมีขึ้นเพื่อเป็นวัตถุที่ใช้ในการชำระหนี้แทนเงินสด ซึ่งจะมีการชำระหนี้ตามเช็คโดยสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้มีการนำเช็คไปเรียกเก็บ เงินจากธนาคาร เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระและธนาคารชำระเงินสดให้ผู้ทรงเช็คซึ่งเป็นเจ้าหนี้แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

๑) ผู้มีสิทธิเรียกให้ใช้เงิน

ผู้มีสิทธิเรียกเงินตามเช็คคือ เจ้าหนี้ในเช็คซึ่งก็คือ ผู้ทรงเช็คในขณะที่เช็คถึงกำหนดชำระโดยผู้ทรงอาจเรียกเก็บเงินจากธนาคารด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นเรียกเก็บเงิน แทนก็ได้ 

๒) ระยะเวลาของการยื่นเช็คต่อธนาคาร 

การนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารนั้นต้องไปดำเนินการในระยะ เวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้

(๑) ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในจังหวัดเดียวกันกับจังหวัดที่ผู้สั่ง จ่ายออกเช็ค เช่น ผู้สั่งจ่ายออกเช็คที่กรุงเทพฯ และให้ใช้เงินที่ธนาคารกรุงธน จำกัด ที่กรุงเทพฯ ผู้ทรงก็ต้องยื่นเช็คต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงินตามเช็คภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้ออกเช็ค (คือวันที่ผู้สั่งจ่ายระบุลงไปในเช็คว่าเป็นวันออกเช็ค ซึ่งอาจไม่ใช่วันที่ผู้สั่งจ่าย เขียนหรือพิมพ์เช็คนั้นก็ได้) หากผู้ทรงยื่นเช็คให้ธนาคารจ่ายเงินภายหลังกำหนด ระยะเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าว และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินผู้ทรงจะเรียก ให้ผู้สลักหลังทั้งหลายใช้เงินมิ ได้ และจะเรียกเงินจากผู้สั่งจ่ายได้บางส่วน โดยต้องหักส่วนที่ผู้สั่งจ่ายเสียหาย เพราะการที่ตนไม่ยอมเรียกเก็บเงินจากธนาคารภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับเงินเลย ถ้าเสียหายมากเท่าจำนวนเงินที่ตนจะได้รับหรือมากกว่า 

(๒) ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในจังหวัดอื่นที่มิใช่จังหวัดที่ผู้สั่งจ่าย ออกเช็ค เช่นผู้สั่งจ่ายออกเช็คที่กรุงเทพฯ แต่ให้ใช้เงินที่ธนาคารที่จังหวัด เชียงใหม่ ผู้ทรงต ้องยื่นเช็คเรียกเก็บเงินต่อธนาคารที่จังหวัดเชียงใหม่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็ค หากผู้ทรงนำเช็คไปเรียกเก็บเงินหลังกำหนดสามเดือนและธนาคารไม่ยอมจ่าย เงิน ผู้ทรงย่อมเสียสิทธิที่จะเรียกเงินจากผู้สลักหลังทั้งหลาย และจะเรียกเงินจากผู้สั่งจ่ายได้บางส่วนโดยต้องหักส่วนที่ผู้สั่งจ่ายเสียหาย เพราะการที่ตนไม่ยอมเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับเงินเลยถ้าเสียหายมากเท่ากับจำนวนเงินที่ตนจะได้รับหรือ มากกว่า 

อย่างไรก็ตามธนาคารอาจจ่ายเงินให้ผู้ทรงเช็คที่เรียกเก็บเงินเกินกว่า ระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามที่กล่าวมาแล้วก็ได้ เว้นแต่จะยื่นเช็คให้ใช้เงินเกินกว่าหกเดือนนับแต่วัน ออกเช็ค ซึ่งในกรณีนั้นธนาคารมีดุลพินิจที่จะไม่จ่ายเงินให้ผู้ทรงได้ตามกฎหมาย 

๓) หน้าที่ของธนาคารในการใช้เงินตามเช็ค 

ธนาคารที่ผู้สั่งจ่ายได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ทรงมีอำนาจ และหน้าที่ที่จะจ่ายเงินให้ผู้ทรงที่ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แม้ว่าธนาคารนั้น จะไม่มีความผูกพันตามกฎหมาย ต่อผู้ทรงก็ตาม เพราะตนมีความผูกพันต่อผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นคู่สัญญาของตนตามสัญญาฝากเงิน ซึ่งถ้าไม่จ่ายเงินอาจต้องรับผิดต่อผู้สั่งจ่าย เนื่องจากเป็นการผิดสัญญา

แต่ในบางกรณีธนาคารมีสิทธิหรือดุลพินิจที่จะไม่จ่ายเงินให้กับผู้ทรง ที่นำเช็คมาเรียกเก็บเงินได้ กล่าวคือ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เกิดขึ้น

(๑) เมื่อไม่มีเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายเพียงพอที่ธนาคารจะจ่าย เงินตามเช็คนั้นได้ ซึ่งอาจเป็นกรณีที่ไม่มีเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายเลย หรือมีน้อยกว่าจำนวนที่สั่งจ ่าย เช่น สั่งจ่าย ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่มีเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่าย ๕๐,๐๐๐ บาท

(๒) เมื่อผู้ทรงนำเช็คไปเบิกเงินเมื่อเกินหกเดือน นับแต่วันที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็ค (วันที่ผู้สั่งจ่ายระบุไว้ในเช็คว่าเป็นวันออกเช็ค) 

(๓)เมื่อธนาคารได้รับการบอกกล่าวว่าเช็คฉบับที่มีผู้เรียกเก็บเงินนั้นสูญหายไปจากผู้ทรงหรือถูกลักไป ซึ่งอาจเป็นการบอกกล่าวโดยผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงก็ได้ 

แต่ถ้าธนาคารเห็นว่าแม้มีกรณีต่างๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ยังควรจ่าย เงินให้แก่ผู้นำเช็คมาเรียกเก็บเงินก็สามารถทำได้อยู่ 

อย่างไรก็ตามในบางกรณีนั้นธนาคารต้องไม่จ่ายเงินให้ผู้ที่นำเช็คมา เรียกเก็บเงิน เพราะอำนาจและหน้าที่ในการใช้เงินของธนาคารหมดลง กล่าวคือ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย ่างหนึ่งดังต่อไปนี้เกิดขึ้น 

(๑) เมื่อผู้สั่งจ่ายห้ามธนาคารใช้เงิน 

(๒) เมื่อธนาคารรู้ว่าผู้สั่งจ่ายตาย 

(๓) เมื่อธนาคารรู้ว่าศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว หรือ มีคำสั่งให้ผู้สั่งจ่ายเป็นคนล้มละลาย หรือได้มีการประกาศโฆษณาคำสั่ง ดังกล่าว 

กรณีตามข้อ (๒) และข้อ (๓) นั้นจะถือว่าธนาคารรู้ก็ต่อเมื่อ ผู้ที่มีอำนาจจัดการธนาคารตามกฎหมายรับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เช่น ผู้จัดการธนาคารรู้ว่าผู้สั่งจ่ายตายหรือล ้มละลายจึงจะถือว่าธนาคารได้รับรู้ 

หากธนาคารจ่ายเงินให้ผู้ที่นำเช็คมาเรียกเก็บเงินในกรณีดังกล่าวแล้ว ธนาคารจะหักเงินจากบัญชีหรือเรียกเก็บเงินจากผู้สั่งจ่ายมิได้ 

๗. อายุความในการฟ้องคดีแพ่ง 

ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นคู่สัญญาในเช็คอาจมีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องคดีบุคคลอื่นๆ ที่เป็นคู่สัญญาตามเช็ค ถ้าเห็นว่าตนเสียสิทธิตามกฎหมาย เช่น ผู้ทรงซึ่งธนาคารไม่ยอมจ ่ายเงินให้และได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ ทั้งหลายรับผิดแล้ว ซึ่งอาจเป็นผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง และผู้รับอาวัล (ถ้ามี) แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ยอมชดใช้ให้ และยังประสงค์ที่จะได้รับเงิน อยู่ก็ต้องฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเรียกเงินจำนวนที่ตนควรได้รับ 

ในการฟ้องคดีดังกล่าวผู้ที่จะฟ้องคดีต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเรียกกันว่าอายุความ หากไม่ดำเนินการจนเกินกำหนดอายุความก็หมดสิทธิฟ้องคดี อัน มีรายละเอียดดังนี้

๑) ผู้ทรงที่จะฟ้องผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังต้องฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็ค

๒) ผู้ทรงซึ่งจะฟ้องผู้รับอาวัลต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ เดียวกับบุคคลซึ่งผู้รับอาวัลค้ำประกันอยู่ เช่น ฟ้องผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่าย ก็ต้องฟ้องภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็ค

๓) ผู้สลักหลังซึ่งจะฟ้องเรียกเงินจากผู้สลักหลังคนก่อนๆ ซึ่งสลักหลังเช็คนั้นมาก่อนตนหรือฟ้องผู้สั่งจ่าย ต้องฟ้องคดีภายในกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังนั้น ได้ใช้เงินตามเช็คไปแล้วและเข้ายึดถือ ครอบครองเช็คนั้น หรือนับแต่วันที่ตนถูกฟ้องในกรณีที่ตนไม่ยอมชำระหนี้จนถูกฟ้องคดี 

๔) ผู้รับอาวัลซึ่งจะฟ้องเรียกเงินจากผู้ที่ตนรับอาวัล และผู้ที่จะต้องรับผิดต่อผู้ที่ตนรับอาวัล ต้องฟ้องคดีภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ตนใช้เงินไป 

๕) ผู้สั่งจ่ายซึ่งจะฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคาร ในกรณีที่ธนาคาร ไม่มีอำนาจหน้าที่จ่ายเงิน แต่ได้จ่ายเงินไปโดยหักบัญชีของผู้สั่งจ่าย ต้อง ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงินไป 

๘. ความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการใช้เช็ค 

ในเรื่องเช็คนั้นนอกจากคู่สัญญาจะมีสิทธิหน้าที่ และความรับผิดต่อกันตามกฎหมายแพ่งซึ่งเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนแล้ว ก็มีส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาด้วย กล่าวคือผู้ที่เป็นคู่สัญญาในเช็คบางคนอาจต้องรับผิดต่อรัฐตามกฎหมายอาญา หากกระทำใดๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องการกระทำที่เป ็นความผิดทางอาญา ผู้มีสิทธิฟ้องคดีอาญา อายุความทางอาญาและการระงับความผิด อันมีรายละเอียดดังจะกล่าวต่อไป

๑) การกระทำที่เป็นความผิดทางอาญา 

ผู้ที่มีความผิดทางอาญา คือ ผู้สั่งจ่ายซึ่งออกเช็คเพื่อชำระหนี้ โดยกระทำการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ทรงไม่ได้รับชำระหนี้ตามเช็คนั้น ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่เป็นความผิดทางอาญาดังต่อไปนี้ 

(๑) ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ผู้ทรงที่จะดำเนินการให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดทางอาญาได้ ต้องได้รับชำระเช็คนั้นมาเพื่อชำระหนี้ที่ผูกพันกันจริงๆ และบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหนี้อะไรก็ตาม เช่น ซื้อขาย เช่า กู้ยืม จ้างแรงงาน แต่ถ้าได้รับเช็คโดยไม่มีหนี้ต่อกันหรือได้รับเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น ชำระหนี้การพนัน การซื้อเฮโรอีน แล้วผู้นั้นก็ไม่สามารถ ดำเนินการ ให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดทางอาญาได้

(๒) มีการกระทำที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอย่างหนึ่งอย่าง ใดดังนี้ 

(ก) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้สั่งจ่ายได้กระทำการใดๆ ที่แสดงว่าเจตนาจะไม่ให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คนั้น เช่น ออกเช็คไม่ระบุชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับ เงินและขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ ในแบบพิมพ์เช็คออก ออกเช็คโดยไม่ประทับ ตราตามที่ตกลงกันไว้กับธนาคาร ออกเช็คโดยเซ็นชื่อนามสกุลไม่ตรงกับ ตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร หรือเช็คต้องลงชื่อผู้สั่งจ่ายสองคน แต่ลงชื่อ เพียงคนเดียว ออกเช็คโดยใช้เช็คของผู้อื่นและลงชื่อผู้อื่นเป็นผู้สั่งจ่าย หรือกรอกจำนวนเงินลงในเช็ค โดยขณะที่ออกได้ป”ดบัญชีของตนที่ธนาคาร แล้ว อันเป็นเหตุให้ธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินตามเช็ค 

(ข) ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็คนั้น ผู้สั่งจ่ายกระทำในการใดๆ อันทำให้ตนไม่มีเงินอยู่ในบัญชี ของธนาคารที่จะใช้เงินตามเช็คซึ่งเป็นสาเหตุที่ธนาคารมีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินได้ 

(ค) ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ ในบัญชีอันพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็คนั้น ผู้สั่งจ่ายมีเงินตามบัญชีจำนวนหนึ่งซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินที่ตนระบุในเช็ค ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ธนาคารมีสิทธิที่จะไม่ใช้เงินตาม เช็คได้ เช่น สั่งจ่ายเงิน ๑๐๐ ,๐๐๐ บาท ในขณะที่มีเงินอยู่ในบัญชี ๘๐,๐๐๐ บาท 

(ง) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอัน จะพึงให้ใช้เงินตามเช็ค จำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ ผู้สั่งจ่ายถอนเงินจากบัญชีจนมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้เงิน ซึ่งเป็นเหตุที่ธนาคารมีสิทธิไม่ใช้เงินตามเช็คได้ 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานการเงิน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ศ.เสาวนีย์ อัศวโรจน์

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 5

อ่าน 0 ครั้ง