[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

''อดิศัย''ฟิตลุยสั่งงาน''สพฐ.-สอศ.-สกศ.''

เพียงวันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) คนใหม่ (เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน) นายอดิศัย โพธารามิก ก็สวมบทรัฐมนตรีซีอีโอ ประกาศนโยบายการทำงานที่ชัดเจนไปแล้วหลายเรื่อง อาทิ การปรับรื้อวิธีการดำเนินงานใหม่ในโครงการ ''Education net'' มูลค่าหมื่นล้านบาท เพื่อให้เด็กๆ นักเรียนได้เข้าถึงไอทีได้รวดเร็วขึ้น การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และวิธีการสอนของครูเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้โดยไม่เคร่งเครียด และการให้ปรับแนวทางให้เงินอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่ต้องแยกชัดเจนระหว่างเด็กรวยกับเด็กจน และโรงเรียนที่พร้อมอยู่แล้วกับโรงเรียนที่ขาดแคลน ฯลฯ

และดูเหมือนบทบาท ''ครูใหญ่'' ของนายอดิศัย จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ได้แสดงให้เห็นในระหว่างประชุมรับฟังบรรยายสรุปงานจากผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่สองของการทำงานในฐานะเจ้ากระทรวงศึกษาฯ

การบ้านสพฐ.''ปรับหลักสูตร-อุดหนุนเด็กจน''

ในช่วงเช้านายอดิศัยได้เข้าฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหาร สพฐ. ที่นำโดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. ซึ่งได้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยที่บรรยากาศค่อนข้างจะเคร่งเครียด 

เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่นายอดิศัยระบุชัดเจนว่า ''ผมทราบว่า 1 ปีที่มีการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ค่อนข้างจะมีปัญหา โรงเรียนมีความสับสน มีคำถามเข้ามาเยอะมาก ซึ่งทางศธ.จะต้องตอบคำถามออกไป และประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจ ผมมองว่าที่กำหนดให้นักเรียนได้เรียนประมาณ 800-1,000 ชั่วโมงต่อปี เฉลี่ยแล้วจะได้แค่วันละ 4-5 ชั่วโมง แต่ข้อเท็จจริงแล้วทุกวันนี้เด็กต้องเรียนวันละ 7 คาบ หรือประมาณ 8 ชั่วโมง เราจึงควรจะลดการเรียนลงมาหน่อย โดยให้ใช้วิธีเสริมสาระต่างๆ นอกจากนี้ วิชาเรียนผมต้องการให้เพิ่มด้านกีฬาและดนตรีเข้าไปให้มากขึ้น คิดว่าสัปดาห์หนึ่งอย่างน้อยจะต้องมีเรียน 2 วัน จากเดิมที่เรียนอยู่สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง และต้องแยกออกจากวิชาสุขศึกษาเลย รวมทั้งให้วัดผลว่าผ่านหรือตก เพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นกีฬามากขึ้น จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ ด้านดนตรีก็เช่นกันแต่อาจจะเบากว่ากีฬาหน่อย นอกจากนี้ ในเรื่องการสอนพิเศษในโรงเรียน ไม่อยากให้เน้นมาก หลังเลิกเรียนก็ไม่ควรสอนให้มาก ควรให้เด็กทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ แต่คงไม่ถึงขั้นห้าม''

''อีกส่วนที่อยากเน้นคือเรื่องของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ผมต้องการเน้นให้เด็กรักความเป็นไทย รักชาติ เพราะถ้าไปถามเด็กสมัยนี้จังหวัดไหนอยู่ที่ไหน เขายังไม่รู้เลย เราจึงต้องกลับมาคิดเรื่องนี้ว่าจะทำให้ความเป็นไทยของเราปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เรื่องสุขภาพ สังคม และความเป็นตัวของตัวเอง ต้องดึงกลับมาในชั้นเรียน ต้องระบุในหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น'' 

นายอดิศัยยังพูดชัดมากขึ้นในเรื่องเงินอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ''เราจะทำให้ครบ 12 ปี และเพิ่มอนุบาล 2 หรือ 3 ปี จะมากกว่าที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกำหนดไว้ โดย สพฐ.ต้องไปดูตัวเลขนักเรียนมีอยู่เท่าไรจริงๆ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ไม่ชัดเจน มีชื่อซ้ำกัน หากได้ตัวเลขจริงยอดน่าจะลดลง ในหลักการวันนี้จะให้นักเรียนเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะแรกจะเน้นนักเรียนที่ขัดสนก่อน ดูจังหวัดที่เด็กยากจน จะต้องไปสำรวจออกมา ซึ่งจะอุดหนุนให้ทั่วถึงทั้งหมด จะเหมาจ่ายเป็นรายหัว จังหวัดยากจนมากก็อาจอุดหนุน 100 เปอร์เซ็นต์ไปเลย จังหวัดที่เจริญแล้วก็ลดหย่อนลงมา จากนั้นในอนาคตจะให้อุดหนุนทั่วถึงทั้งหมด ส่วนครูที่เข้ามาสอนก็ต้องปรับคุณภาพมากขึ้นด้วย''

ให้สูตรตั้งบริษัท-ดึงเด็กเรียนอาชีวะ

เสร็จสรรพจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ในช่วงบ่ายนายอดิศัยเข้ารับฟังบรรยายสรุปงานจากผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ที่มีนายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ เป็นเลขาธิการ กอศ. 

นายอดิศัยกล่าวภายหลังว่า ''ได้ทราบข้อมูลว่ามีวิทยาลัยอาชีวะของรัฐและเอกชนรวมกันกว่า 700 แห่ง มีนักศึกษาร่วม 2 แสนคน โดยปัญหาที่พูดคุยกันคือหลักสูตร ซึ่งสายพาณิชยกรรม เกษตรอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม และภาคบริการ ยังทันสมัยอยู่ แต่อาจต้องปรับปรุงวิธีสอน นอกจากนี้ ยังพูดคุยกันในประเด็นนักเรียนที่จบชั้น ม.3 มาเรียนต่อสายอาชีวะเพียง 30% เหตุผลเพราะแรงดึงดูดใจน้อย และคนทั่วไปยังมีค่านิยมว่าต้องจบปริญญา ดังนั้นแนวทางที่จะทำคือเราต้องทำให้นักเรียนเข้าใจว่าวิชาชีพที่เด็กจะเข้ามาเรียนนั้นเป็นเรื่องชัดเจน ถูกต้องและมีทางไปตลอด แต่เราคงไม่ไปโปรโมตว่าจะต้องมาเรียนอาชีวะดีกว่า เพราะจากที่เช็กดูแล้วพบว่าเด็กที่เรียนอาชีวะตกงานถึง 10% จากจำนวนที่เข้าเรียน 30% ดังนั้น การดึงดูดให้เด็กเข้ามา เราต้องมีทางไปให้เด็ก ให้สามารถจบปริญญาตรีในสายวิชาชีพโดยตรง และมีงานทำ ซึ่งเหล่านี้อยู่ในร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาที่กำลังจะเข้าสภา''

''ผมยังได้ให้ความคิดไปและทุกคนก็เห็นด้วยคือ เราต้องเน้นการประกอบอาชีพ ต้องให้เขามีโอกาสเป็นผู้ประกอบการทันที ไม่ใช่ว่าไปฝึกงานอยู่ปีสองปีแล้วค่อยคิดว่าเขาเป็นผู้ประกอบการได้ เราจึงต้องมีหลักสูตรผู้ประกอบการในปีท้ายๆ อาจอยู่ในระดับ ป.วช. หรือ ป.วส.ก็ได้ ซึ่งในต่างประเทศเขามีอยู่เยอะแล้ว หลักสูตรนี้ไม่ใช่การแนะแนว แต่เป็นหลักสูตรการฝึกเป็นผู้ประกอบการจริงๆ อาจตั้งเป็นบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาให้เด็กได้ทำจริงๆ มีการค้าการขายเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ทันที โดยเราต้องนำปัญหาเรื่องทุน เรื่องความรู้ความเข้าใจในการตลาดใส่เข้าไปในหลักสูตรด้วย ดังนั้น ในอนาคตเมื่อเด็กจบ ม.3 จะมีทางเลือกเลย ซึ่งที่ประชุมทุกคนเห็นด้วยกับประเด็นนี้ และภาคเอกชนเองที่เข้าร่วมก็เห็นว่าทำได้ ผมจึงมอบให้ทาง สอศ.ไปดำเนินการต่อ'' 

''ต่อไปเราจะไปนั่งดูว่าประเทศเรามีความต้องการบุคลากรในสาขาใดบ้าง แล้วเชื่อมโยงมายังการเรียนการสอน ซึ่งคงต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละปีมีความต้องการคนประเภทไหน สาขาใด จำนวนเท่าไหร่ แต่ที่ผ่านมาเราทำอย่างโดดเดี่ยว ผมไม่สนใจว่าเด็กเรียนอาชีวะน้อยลงเพราะอะไร แต่ผมสนใจว่า 30% ที่มีอยู่จะมีทางไปเยอะแยะ หากทำได้คนก็จะมาเรียนเพิ่มขึ้นเอง''

ลบภาพเสื่อม''ปฏิรูปศึกษา''

เย็นวันเดียวกัน นายอดิศัยไปรับฟังบรรยายสรุปงานจากผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งมีนายรุ่ง แก้วแดง เลขาธิการสภาการศึกษา และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

นายอดิศัยได้ฝากข้อคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาว่า ''ผมอยากเห็นความต่อเนื่องและเชื่อมโยง แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นความเชื่อมโยง ฉะนั้นสภาการศึกษาในฐานะที่เป็นผู้วางแผนทั้งหมด และเป็นผู้ร่างกฎหมาย ต้องลงลึกเรื่องกฎหมายแบบบูรณาการ โดยดูกฎหมายลูกพร้อมกันไปด้วย เพื่อให้ประชาชนและสภาผู้แทนราษฎรเข้าใจกฎหมายชัดเจน โดยชี้แจงถึงกระบวนการทั้งหมด และขอความร่วมมือจากสภา เพราะการปรับปรุงกฎหมายทำได้ แต่ถ้าปรับสาระอาจเกิดความสับสน''

''ปัญหาที่ผ่านมาคือสาธารณชนมองว่าการปฏิรูปการศึกษายังไม่ได้ผล เพราะดูตัววัดที่นักเรียน อีกทั้งยังมองว่าปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของบุคลากรการศึกษามากกว่า ในขณะที่ครูออกมาเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือน แต่ก็ยังไม่เห็นผลว่านักเรียนจะได้อะไร อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การปฏิรูปกำลังขับเคลื่อน ฉะนั้น เราต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ ไม่สับสน ซึ่งสัปดาห์หน้าผมจะนัดคุยกับผู้บริหารทุกแท่งบริหาร เพราะวันนี้ผมจะเอาสิ่งที่ทำให้ถึงประชาชน'' 






ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9379 [หน้าที่ 20 ] ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง