|
|
| เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดขอนแก่น และผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งนี้นายอดิศัยยังเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหนองอรุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ฯขอนแก่น เขต 3 สอนอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 58 คน โดยนายอดิศัย และผู้บริหารได้เข้าไปกล่าวทักทายนักเรียน พร้อมทั้งถามว่ามีหนังสือเรียนพอหรือไม่ ซึ่งนักเรียนตอบว่าเด็ก 3 คนจะมีหนังสือเรียนที่ต้องใช้ร่วมกันเพียง 1 เล่ม ทำให้นาย อดิศัยต้องหันไปถามนายประภาส สุวรรณทำ ครูใหญ่ ร.ร.บ้านหนองอรุณ ว่าปล่อยให้นักเรียนไม่มีหนังสือเรียนได้อย่างไร และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้จัดเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้นักเรียนทุกคนคนละ 1,100 บาทต่อเทอม
ทั้งนี้ นายประภาสชี้แจงว่า ทางโรงเรียนได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุน ค่าใช้จ่ายรายหัวภาคเรียนละ 302.25 บาทเท่านั้น และจะถูกจัดส่งให้ 3 งวด เงินที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอที่จะจัดการศึกษาให้กับนักเรียนได้เต็มที่ นายอดิศัยจึงได้สอบถามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 3 ว่า ทำไมจึงจัดสรรเงินให้นักเรียนเพียงหัวละ 302.25 บาท ซึ่งก็ได้รับการชี้แจงว่า เงินที่หักไว้ต้องนำมาใช้เป็นค่าสาธารณูปโภค ค่าครุภัณฑ์ และค่าเดินทางให้กับครู เพราะเงินค่าสาธารณูปโภคที่ส่วนกลางจัดงบฯให้นั้นไม่เพียงพอทำให้นายอดิศัยกล่าว ออกมาว่าจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องเงินอุดหนุนใหม่ พร้อมทั้งได้ควักเงินส่วนตัวจำนวน 12,000 บาท ให้แก่ครูใหญ่ของโรงเรียนเพื่อซื้อชุดนักเรียนให้กับเด็กทุกคน เพราะเห็นชุดเก่าซิปแตก นายอดิศัยกล่าวหลังตรวจเยี่ยมว่า แม้โรงเรียนบ้านหนองอรุณจะอยู่ใกล้เขตเทศบาล แต่กลับพบว่าเป็นโรงเรียนที่มีความยากจน ขาดแคลนในด้านต่างๆ เท่าที่ทราบค่าใช้จ่ายรายหัวก็ถูกจัดส่งมาแบบผิดเพี้ยน ตนจึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมทั้งให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯขอนแก่นเขต 3 อาจารย์ใหญ่ ครูและกรรมการสถานศึกษาได้ช่วยกันคิดว่า หากจะจัดการศึกษาของโรงเรียนให้มีคุณภาพ จะต้องได้รับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวเท่าใดจึงจะเพียงพอ เพราะขณะนี้เราเห็นแล้วว่าการจัดงบฯอุดหนุนให้เด็ก 100% ณ วันนี้สำหรับโรงเรียนที่ยากจนนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งจากข้อมูลทราบว่าขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ยากจนอยู่ประมาณ 10,000 โรงเรียน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ส่วนเรื่องหนังสือเรียนนั้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นไป ตนอยากให้นักเรียนมีหนังสือเรียนทุกคน ไม่ใช่แบบยืมเรียนที่นำกลับบ้าน หรือจะจดบันทึกอะไรไม่ได้ ทำให้เด็กขาดความซาบซึ้งที่จะเรียนและอ่าน. |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ไทยรัฐ ฉบับที่ 16736 [หน้าที่ 15 ] ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|