|
|
| ดาวเคราะห์ดวงใหม่
คอลัมน์ โลกสามมิติ โดย บัณฑิต คงอินทร์ [email protected] นับเป็นเรื่องตื่นเต้นของวงการดาราศาสตร์ต้อนรับ ปี 2006 กันเลยทีเดียว เมื่อนักดาราศาสตร์ทีมหนึ่งค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กคล้ายโลกนอกระบบสุริยะ และอีกทีมหนึ่งพบว่า ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ของระบบสุริยะมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต การค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกเป็นผลงานของนักดาราศาสตร์นานาชาติ 73 คน จาก 32 สถาบัน ซึ่งตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ''journal Nature'' เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2006 ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า ''OGLE-2005-BLG-390Lb'' บริวารของดาวแคระแดงซึ่งมีมวล 1 ใน 5 ของดวงอาทิตย์ อยู่บริเวณใกล้ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ที่ ''กลุ่มดาวคนยิงธนู'' (constellation Sagittarius) ซึ่งคนไทยเรียกว่า ''กลุ่มดาวกาต้มน้ำ'' ไกลจากโลก 20,000 ปีแสง OGLE-2005-BLG-390Lb มีมวลมากกว่าโลกเพียง 5 เท่า น้อยที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ค้นพบแล้วประมาณ 170 ดวง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นดาวก๊าซขนาดยักษ์เท่าดาวพฤหัสบดีหรือใหญ่กว่า และโคจรใกล้ดาวแม่มากคือประมาณวงโคจรของดาวพุธในระบบสุริยะของเรา ทำให้ดาวเคราะห์เหล่านี้ร้อนยิ่งกว่าไฟนรก ทว่า OGLE-2005-BLG-390Lb เป็นดาวเคราะห์หินเหมือนโลกและมีวงโคจรไกลจากดาวแม่เกือบสามเท่าของวงโคจรของโลก อุณหภูมิที่พื้นผิวประมาณ 50 เคลวิน หรือ -220 องศาเซลเซียส ก่อนหน้านี้ เจฟ มาร์ซี และพอล บัตเลอร์ กับทีมงานค้นพบดาวเคราะห์หิน ''ซุปเปอร์ เอิร์ท'' ซึ่งมีมวลมากกว่ามวลของโลก 7.5 เท่า ที่ดาวฤกษ์ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 15 ปีแสง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีดาวเคราะห์หินอย่างโลกอยู่ทั่วไปในจักรวาล ทีมนักดาราศาสตร์ตรวจจับ OGLE-2005-BLG-390Lb ด้วยวิธีที่เรียกว่า ''Gravitational Microlensing Technique'' โดยศึกษาจากปรากฏการณ์ ''ไมโครเลนซิ่ง'' (Microlensing) ซึ่งเกิดขึ้นตามหลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ เมื่อแสงจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งเดินทางผ่านดาวฤกษ์อีกดวงในระยะใกล้ (จากการสังเกตบนโลก) แรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ดวงที่สองจะทำให้แสงจากดาวฤกษ์ดวงที่หนึ่งโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งของดาวฤกษ์ทั้งสองดวงปรากฏอยู่ห่างจากกันกว่าที่ควรจะเป็น นักดาราศาสตร์ประยุกต์ใช้ทฤษฎีของไอน์สไตน์ในการตรวจจับดาวเคราะห์ ในกรณีที่ดาวฤกษ์ดวงที่หนึ่งโคจรมาบังดาวฤกษ์ดวงที่สอง (เมื่อมองจากโลก) สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ด้านหน้าจะทำหน้าที่เสมือนเลนส์ขยายแสงจากดาวฤกษ์ด้านหลังให้สว่างขึ้น ความสว่างที่ดาวฤกษ์ด้านหน้าอาจจะเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 เท่า และกินเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับเวลาที่ดาวฤกษ์ทั้งสองดวงโคจรออกจากกัน นักดาราศาสตร์ไม่สามารถแยกแสงของดาวฤกษ์ทั้งสองดวงได้ แต่สามารถวัดความเข้มของแสงทั้งหมดได้ ดังนั้น หากดาวฤกษ์ด้านหน้ามีดาวเคราะห์บริวารอยู่ด้วย แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะทำให้แสงจากดาวฤกษ์ด้านหลังโค้งเล็กน้อยและทำหน้าที่เลนส์ขยายแสงจากดาวฤกษ์ด้านหลังเช่นเดียวกับดาวฤกษ์ด้านหน้า จึงทำให้ความสว่างเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์นี้สามารถสังเกตเห็นได้ และสามารถวัดได้ว่าดาวเคราะห์มีมวล อุณหภูมิ และอยู่ห่างจากดาวแม่ในระยะทางเท่าใด วิธีการตรวจจับดาวเคราะห์โดยอาศัยปรากฏการณ์ไมโครเลนซิง เป็นความหวังของนักดาราศาสตร์ที่จะพบดาวเคราะห์ขนาดเล็ก ดังนั้น การค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กในครั้งนี้จึงยืนยันว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้เราพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กเท่าโลกหรือเล็กกว่าในอนาคต ในขณะที่นักดาราศาสตร์อีกทีม ค้นพบว่า ''2003 UB313'' หรือนิคเนมว่า ''ซีนา'' ( Xena) ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ของระบบสุริยะอย่างไม่เป็นทางการ มีขนาด 3,000 กิโลเมตรใหญ่กว่าดาวพลูโตดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ 700 กิโลเมตร ทีมนักดาราศาสตร์เยอรมนี นำโดย ศาสตราจารย์แฟรงก์ เบอร์โทลดี จากมหาวิทยาลัยบอนน์และสถาบันดาราศาสตร์วิทยุแม็กพลังก์ ทำการวัดขนาดของ 2003 UB313 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ''ไอแรม'' ขนาด 30 เมตร ในสเปน ตรวจจับความร้อนที่แผ่มาจาก 2003 UB313 ประกอบกับข้อมูลปริมาณของแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากพื้นผิว ซึ่งเป็นวิธีการวัดที่มีความแม่นยำสูง ผลการคำนวณแสดงว่า 2003 UB313 มีขนาด 3,094 กิโลเมตรหรือ 1,856 ไมล์ ใหญ่กว่าดาวพลูโตซึ่งมีขนาด 2,360 กิโลเมตร หรือ 1,380 ไมล์ 30% มันจึงเป็นเทหวัตถุนอกวงโคจรดาวเนปจูนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การค้นพบดาวเนปจูนเมื่อมี 1846 2003 UB313 ถูกค้นพบโดยไมเคิล บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ดาวเคราะห์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียร์และทีมงาน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2005 อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 97 AU.หรือ 97เท่าของระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือราว 3 เท่าของระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวพลูโต 2003 UB313 โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีเช่นเดียวกับดาวพลูโต และมีวงโคจรลาดเอียง 45 องศาโดยจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดที่ระยะ 36 A U. ใน 240 ปี บราวน์เคยประมาณว่ามันมีขนาด 2,700 กิโลเมตร หรือ 1,620 ไมล์ ก่อนหน้านี้มีการค้นพบเทหวัตถุขนาดใหญ่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนที่เรียกว่า วงแหวนคุยเปอร์ (Kuiper Belt) หลายดวง คือ ควาอัวร์ขนาด 1,250 กิโลเมตร 2004 DW ขนาด 1,600 กิโลเมตรและยังพบเทหวัตถุที่อยู่ไกลออกไปจากวงแหวนคุยเปอร์อีก 1 ดวง คือ เซดนาขนาด 1,600 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดนี้เล็กว่าดาวพลูโต ขนาดของ 2003 UB313 ที่ใหญ่กว่าพลูโตกำลังเป็นประเด็นร้อนของนักดาราศาสตร์ว่าควรจะเรียกมันว่า ดาวเคราะห์หรือไม่ และพลูโตควรจะถูกปลดออกจากดาวเคราะห์หรือไม่ด้วย เบอร์โทลดีให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า เขาไม่ต้องการจะถอดพลูโตออกจากดาวเคราะห์ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะจะทำความยุ่งยากให้กับนักเรียนและหนทางที่ยุติธรรมที่สุดก็คือเรียกเทหวัตถุที่ใหญ่กว่าพลูโตว่า ''ดาวเคราะห์'' นักดาราศาสตร์หลายคนก็เห็นด้วยในแนวทางนี้ แต่การยอมรับว่า 2003 UB313 เป็นดาวเคราะห์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการชี้ขาดของ สหภาพดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union -IAU) ซึ่งมีกำหนดประชุมใหญ่ประจำปีในเดือน สิงหาคม 2006 นี้ หากสหภาพดาราศาสตร์นานาชาติยอมรับว่า 2003 UB313 เป็นดาวเคราะห์เพราะขนาดที่ใหญ่กว่าพลูโต ก็เป็นไปได้สูงว่าในอนาคตอันใกล้จะมีการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะซึ่งอยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนเพิ่มขึ้นอีกหลายดวงและอาจเจอดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อย่างที่ อลัน ฟิตซ์ซิมมอนส์ จากมหาวิทยาลัยควีน เบลฟาสต์ สหราชอาณาจักรบอก ''ทฤษฎีกำเนิดระบบสุริยะของเราบ่งชี้ว่าน่าจะมีเทหวัตถุที่ใหญ่ขนาดดาวอังคารอยู่ที่นั่น หน้า 19 ฉบับวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย:
งาน: งานบริหารฝ่ายบริการ อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|