พระราชดำริ 14 ข้อนักบริหาร ''ป๋า'' ย้ำคุณธรรม-เพื่อส่วนรวม วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2549
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
''ป๋าเปรม'' ยกแนวพระราชดำริ 14 ข้อ สอนนักบริหาร เน้นย้ำความซื่อสัตย์สุจริต-เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ระบุ ความเก่ง และฉลาด แต่ไม่มีคุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่ดี ชี้ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง
เรื่องที่เราไม่ค่อยพูดกันถึงบ่อยนัก คือ เราไม่ค่อยพูดว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพในการบริหาร และลดความเชื่อถือของประชาชน
ความเห็นของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องน้อมรับฟังด้วยความเคารพ และตรึกตรองอยู่เสมอ เพราะวาทะของท่านมักจะกระตุ้นเตือนให้คนไทยยึดถือคุณธรรม จริยธรรม เป็นหลักชัยแห่งชีวิต ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใยความเป็นไปในบ้านเมืองอยู่เสมอ
ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ในงานสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ''การบริหารจัดการภาครัฐตามแนวทางพระราชดำริเพื่อประเทศไทยในอนาคต'' ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พล.อ.เปรม ได้แสดงปาฐกถา เรื่อง ''แนวทางพระราชดำริสู่การบริหารจัดการภาครัฐ''
โดยมีความในตอนหนึ่งว่า นักศึกษาที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ถือเป็นปัญญาชนที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตบ้านเมือง เป็นพลังประชาธิปไตยที่ชาติกำลังเฝ้ามองด้วยความหวัง หวังว่านักศึกษาจะสำนึกถึงความสำคัญของตนเอง และไม่ทำให้คนที่เฝ้ามองผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม หัวข้อที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น เป็นหัวข้อที่มีความสำคัญ และลึกซึ้งมาก เพราะพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่พสกนิกรนับตั้งแต่เสวยสิริราชราชสมบัติจนครบ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ พวกเหล่าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ นักธุรกิจ และบัณฑิตทั้งหลายที่จบจากสถาบันต่างๆ ได้ยินมาโดยต่อเนื่อง
''มีคนเป็นจำนวนมากที่รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไปปฏิบัติ มีคนจำนวนมากที่เข้าใจชัดเจน มีจำนวนน้อยที่เข้าใจไม่ชัดเจน และบางคนก็ไม่เข้าใจเลย แต่ถ้าพวกเราพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นได้ชัดว่า พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้วนทรงคุณค่ามหาศาลมีประโยชน์อย่างยิ่ง และมีความสำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือทรงยึดหลักการที่สอดคล้องมาโดยตลอด
ทรงย้ำเตือนให้ผู้รับผิดชอบในการบริหารชาติบ้านเมืองทุกระดับนำไปตรึกตรองพิจารณา และปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และความมั่นคงของชาติ แนวพระราชดำริที่เชิญมาเล่าให้ฟังในวันนี้ ผมได้พยายามรวบรวมเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริหาร ได้พยายามรวบรวมให้ครบถ้วนมากที่สุด แต่ก็อาจจะขาดไปบ้าง'' พล.อ.เปรม กล่าว
พล.อ.เปรม กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่พวกท่านสนใจที่จะนำพระราชดำริมาพูดถึง พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งบริสุทธิ์สะอาด และศักดิ์สิทธิ์ ผู้ได้รับไปปฏิบัติย่อมเป็นมงคลต่อชีวิต เป็นเกราะป้องกันความเสื่อมเสีย การปฏิบัติตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานลงมาทั้งหมดยากมาก ผู้ใดสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนต้องได้รับการยกย่องสรรเสริญ เพราะผู้ที่จะปฏิบัติได้ครบถ้วนจะต้องเป็นคนที่สะอาด มีความเพียร เพียบด้วยคุณธรรม และจริยธรรมสมบูรณ์ แต่พวกเราไม่ต้องท้อถอย แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใด พวกเราก็สามารถปฏิบัติได้
รู้สึกดีใจที่พวกเราคนไทยทุกระดับพูดกันถึงเรื่องคุณธรรม และจริยธรรมกันมาก ซึ่งสมัยก่อนไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน
ความเก่ง ความฉลาดเป็นเรื่องที่ดี แต่ความเก่ง ความฉลาด ที่ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่น่าจะดี พวกเราทั้งหลายที่อยู่แห่งนี้ล้วนเป็นนักการศึกษา ทุกท่านรู้ดีว่าการศึกษา คือการสอนวิธีทำคนให้เป็นคนดี สอนให้เป็นคนที่รู้จักเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน การศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ นอกตำรา หรือจากประสบการณ์ชีวิต ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งนั้น
พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า การนำแนวพระราชดำริมาศึกษาก็เช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติตามย่อมต้องเป็นคนดี เป็นคนมีประโยชน์ เป็นคนที่ชาติต้องการ
การเชิญแนวพระราชดำริมาเล่าสู่ให้ฟังในวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ย่อมกระทบต่อการบริหารงานของภาครัฐระดับต่างๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะตำหนิใคร ไม่มีเจตนาตำหนิองค์กรใด เมื่อใครฟังแล้วไม่ชอบใจก็ต้องขออภัย
แนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่รวบรวมได้มีอยู่ 14 ประการ คือ
1.การบริหารจะต้องเป็นการ บริหารเพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อความเจริญของประเทศ และเพื่อความผาสุกของประชาชน การบริหารจะต้องไม่เอาประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของญาติพี่น้อง ประโยชน์ของบริวารเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คงจำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่า ''เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม'' เป็นพระบรมราชโองการที่ทรงดำรงไว้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเข้าใจว่าธรรมที่รับสั่ง ย่อมหมายถึงทั้งธรรมะ คือคุณความดี และความยุติธรรม
2.จะต้อง บริหารด้วยความสามัคคี ทรงเห็นว่า ความสามัคคีปรองดองจะนำไปสู่ความร่วมมือ และความเข้มแข็ง ทำให้งานบรรลุผลสำเร็จ ตนมีความเห็นว่า ผู้บริหารทุกระดับจะต้องรู้จักรักษาความสามัคคีในหน่วยงาน ในชาติของเรา ผู้บริหารจะต้องรู้จักกำหนดนโยบาย ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า ยุทธศาสตร์ ผู้บริหารจะต้องรู้จักกำหนดมาตรการเพื่อให้บรรลุนโยบายหรือยุทธศาสตร์นั้นๆ
จะต้องเข้าใจว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ใช่ความขัดแย้ง ขัดขืน ผู้บริหารที่ดีจะต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ให้โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วม เพราะพวกเราทุกคนหรือส่วนใหญ่ต่างมีความปรารถนาดีต่อหน่วยงาน และชาติบ้านเมืองเหมือนกัน
3.จะต้อง บริหารด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พระองค์รับสั่งว่าจะต้องซื่อสัตย์สุจริตทั้งในความคิด การพูด และการกระทำ พระองค์ทรงเน้นในเรื่องนี้อยู่เสมอ ขอให้ความเห็นส่วนตัวเป็นการขยายความ เป็นผู้บริหารนอกจากจะซื่อสัตย์สุจริตแล้ว จำต้องดูแลคนรอบข้างตัวเราให้ซื่อสัตย์สุจริตด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผู้บริหารจำต้องเพิ่มเติมคำว่า ''เสียสละ'' และ ''จงรักภักดี'' เข้าไปด้วย
ในบ้านเมืองของเรา ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในการบริหารภาครัฐที่จะมาพูดกัน จะพูดได้ยาวและนานมาก พูดกันได้เหมือนเรื่องสนุกสนาน แต่เรื่องที่เราไม่ค่อยพูดกันถึงบ่อยนัก คือ เราไม่ค่อยพูดว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพในการบริหาร และลดความเชื่อถือของประชาชน ซึ่งมีต่อผู้บริหาร และหน่วยงานของรัฐ
4.จะต้องเป็น การบริหารที่ถูกต้อง คือ ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เที่ยงธรรม เที่ยงตรง มีประสิทธิภาพ และให้ประสิทธิผลสูง
ความเห็นส่วนตัว เห็นว่าผู้บริหารจะต้องมีมาตรฐานเดียวเสมอหน้ากัน ทั่วถึงกัน ต้องไม่มีหลายมาตรฐาน หรือไม่มีมาตรฐานเลย หรือใช้มาตรฐานตามอารมณ์ มาตรฐานตามกิเลส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงย้ำเตือนเสมอว่า ความสุจริต และความถูกต้องเป็นของคู่กัน
5.จะต้องเป็น การบริหารงานที่เป็นเอกภาพ คือ การประสานงาน ประสานประโยชน์ระหว่างหน่วยงาน พระราชดำรินี้ชัดเจน และเข้าใจง่าย แต่โดยข้อเท็จจริง หน่วยงานภาครัฐค่อนข้างละเลยจนเป็นอุปสรรคที่ไม่มีในตำรา บางทีก็กลายเป็นการแข่งขัน หรือกลายเป็นการแก่งแย่งกันเองระหว่างหน่วยงานต่างๆ
6.จะต้อง บริหารด้วยความเฉียบขาดอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น (พระราชนิพนธ์) พระมหาชนก ผู้บริหารจะต้องไม่กลัวลำบาก กลัวเหนื่อย ดำรงความมุ่งหมายอย่างกล้าหาญ กล้าเผชิญอุปสรรค และอดทนต่อความยากลำบาก ตนเห็นว่า ผู้บริหารจะต้องมีความเพียรพยายาม โดยไม่คำนึงถึงว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่อย่างไร มุ่งแต่ความสำเร็จของการบริหาร และผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
7.ผู้บริหารจะต้องไม่หวาดกลัวต่ออิทธิพลใดๆ และต้องอยู่กันคนละฝ่ายกับความไม่ถูกต้อง ตนเห็นว่า ผู้บริหารจะต้องหนักแน่น สงบนิ่ง และสง่างาม
ในบ้านเมืองของเราผู้บริหารมักเผชิญกับการเรียกร้อง และความกดดันของกลุ่มอิทธิพล เพื่อผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมหรือเพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์
และความต้องการของกลุ่ม กรณี เช่นนี้ผู้บริหารจะต้องเลือกเองว่าจะยืนหยัดหนักแน่นรับใช้ประชาชน หรือรับใช้กลุ่มอิทธิพล
8.ผู้บริหารจะต้องศึกษาหาความรู้ อย่างจริงจัง อย่างลึกซึ้ง อย่างกว้างขวาง ทั้งทางลึก และทางกว้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงย้ำเตือนให้ทุกคนตื่นตัวสนใจการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาวิชาการอยู่ตลอดเวลา ตนมีความเห็นว่า ผู้บริหารจะต้องเปิดใจกว้าง มีความบริสุทธิ์ ซื่อตรงต่อวิชาชีพ และวิชาการ ที่กล่าวเช่นนั้นมิได้หมายความว่า ให้ผู้บริหารยึดติดกับตำรา ยึดติดกับทฤษฎี แต่ผู้บริหารจะต้องประยุกต์ได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารจะต้องเป็นมืออาชีพ รู้จริง ทำได้จริง และแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ รู้จักหน้าที่ชัดเจน รู้จักใช้คน รู้จักวางคนให้เหมาะสมกับงาน โดยไม่ลำเอียง
พวกเราทั้งหลายคงทราบอยู่แก่ใจว่า ผู้บริหารของเราเรียนจบจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ละประเทศสอนไม่เหมือนกัน เรื่องนี้ในบางอาชีพ เช่น นักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริหารต่างเรียนกันคนละตำรา คนละระบบ ทำให้เกิดความเห็นขัดแย้งกัน กรณีเช่นนั้น ผู้บริหารจึงจำต้องปรึกษาหารือกัน หาแนวทางที่หน่วยงานจะได้รับประโยชน์สูงสุด เหมาะสมดี และมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นประโยชน์กับประเทศเรามากที่สุด
9.ผู้บริหารจะต้องมีความสำนึกในความรับผิดชอบ และเห็นความสำคัญของงาน ความรับผิดชอบหมายรวมถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุตามกฎที่กำหนด ตนขอแสดงความเห็นส่วนตัวว่า ถ้าผู้บริหารไม่ตั้งใจจริง แสดงว่าไม่ต้องการรับผิดชอบ ในทางกลับกันเมื่อผู้บริหารเห็นความสำคัญของงาน ก็ย่อมนำไปสู่ความรับผิดชอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าการเห็นความสำคัญของงาน ความสำนึกในความรับผิดชอบ และความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ต้องทำพร้อมและควบคู่กันไป
10.ผู้บริหารจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และฉลาด มีความถูกต้องเหมาะสม ทรงย้ำเตือนให้ทุกคนทุกระดับทุกสาขาอาชีพ เข้าใจชัดเจนถึงความสำคัญยิ่งของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทฤษฎีใหม่ที่ได้ยินจนชินหูว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นการชี้แนวทางในการดำรงชีวิตใหม่ให้พวกเราพออยู่พอกิน ทำให้เกิดการสมดุลในการดำรงชีพอย่างประหยัด และฉลาด
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ มีหลายภาคส่วนที่ไม่เข้าใจชัดเจน...
ขอแนะนำว่า พวกเราจะต้องศึกษาทำความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงให้ถ่องแท้แน่นอน และจริงจัง จะได้นำไปสอนไปใช้ไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ และจะเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยว่า ทฤษฎีใหม่ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน มีค่ามหาศาล และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกชนจนถึงระดับชาติ นำไปใช้ได้ทุกสาขา ทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ นำไปใช้เรื่องการศึกษา วัฒนธรรม อย่างมีประสิทธิภาพทุกเรื่อง
11.ผู้บริหารจะต้องมีสติมีปัญญา สามารถพิจารณาปัญหาได้กว้างไกลรอบคอบทุกแง่มุม ส่วนตัวเห็นว่า ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ทั่วโลก โดยเฉพาะในสาขาอาชีพของตน ยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก ระดับสูงแค่ไหนก็ตามจะต้องรอบรู้ ต้องตามให้ทันเหตุการณ์ต้องสามารถแยกแยะความเปลี่ยนแปลงที่ดี และไม่ดีออกจากกันได้โดยชัดเจน
12.ผู้บริหารจะต้องแน่วแน่ที่จะแก้ไขในสิ่งผิด ทุกคนคงได้ยิน ตนเชิญมาจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ผู้บริหารต้องกล้าที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ผิด และมีความแน่วแน่ที่จะแก้ไข การบริหารย่อมผิดพลาดได้ แม้ว่าจะรอบคอบ และระมัดระวังแล้ว ดังนั้น การแก้ไขสิ่งที่ผิดจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย การทำชั่ว ประพฤติชั่วต่างหากที่น่าละอาย
13.ผู้บริหารจะต้องบริหารแบบ ''ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา'' ข้อนี้มาจากเพลงพระราชนิพนธ์เช่นเดียวกัน ตนเดาว่า ทรงหมายถึงการไม่โอ้อวด มุ่งแต่ผลงาน ไม่หวังคำชมเชย ภูมิใจแต่ความสำเร็จ
14.ผู้บริหารต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ข้อนี้ยืนยันกับพวกเราได้ เพราะตนถือปฏิบัติมาโดยตลอดชีวิต และได้ผลน่าชื่นใจมาก
ขอให้ทุกคนสังเกตว่าพระราชดำริที่เชิญมาเล่าให้ฟังเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ส่วนใดที่เป็นความเห็นของตนเองจะบอกไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น อย่าได้นำไปปะปนกัน
พล.อ.เปรม กล่าวว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (มศว) ได้เชิญไปพูดเรื่อง ''สร้างอนาคตของประเทศด้วยการศึกษา จากฐานรากปรัชญาพอเพียง''
โปรดสังเกตคำว่า ''ปรัชญาพอเพียง'' ซึ่ง มศว นำไปใช้ ทั้งนี้ จะไม่ลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับปรัชญาพอเพียง แต่สิ่งที่ได้กล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ใช้อยู่ในวงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ได้ให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ในเรื่องการศึกษา เรียกว่าปรัชญาพอเพียง ในวันนั้น ที่ มศว ผู้ฟังคือผู้แทนผู้บริหารมหาวิทยาลัย 50 แห่ง ที่ได้รับภารกิจสำคัญจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ไปสรรหา ให้ไปพิจารณาหลักสูตร 5 ปี สำหรับผลิตครูให้แก่ชาติบ้านเมืองของเรา
ภารกิจที่สำคัญที่ 50 มหาวิทยาลัยจะต้องตอบคำถาม หรือจะต้องสร้างมาให้ได้ คือ ''การผลิตครูต้นแบบ'' ได้ยิน และไม่เข้าใจว่า ครูต้นแบบเป็นอย่างไร ก็ได้ขอความรู้จากบรรดาท่านทั้งหลายว่าครูต้นแบบมีบรรทัดฐานอย่างไร ซึ่งแต่ก่อนเราไม่มีครูต้นแบบหรืออย่างไร ถ้าไม่มีครูต้นแบบ จะเรียกครูแต่ก่อนว่าอย่างไร ซึ่งจนขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าครูต้นแบบที่จะผลิตมีหน้าตาอย่างไร
การที่นำเรื่องนี้มาเล่า เพราะว่าสนใจเรื่องครูมาก นานหลายปีมาแล้ว ได้เคยคุยกับผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ สมัยโครงสร้างเดิม ไม่ใช่สมัยโครงสร้างเดี๋ยวนี้ สมัยนั้น คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ยังเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา ดร.ประพัฒน์พงศ์ เสนาฤทธิ์ ยังเป็นอธิบดีกรมวิชาการ คุยกันในเรื่องครู ตนได้เรียนกับผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้คุยกันว่าครูในความรู้สึกนึกคิดของตนมี 2 ประเภท คือ
ครูอาชีพ หมายถึงครู ''มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู'' มีความรักความเป็นครูอยู่ในสายเลือด รักและห่วงใยศิษย์ประดุจลูกหลานทุกลมหายใจ รักสถาบัน เสียสละเวลาส่วนตัวให้แก่ศิษย์ ให้แก่สถาบันด้วยความเต็มใจ เข้าใจ และภูมิใจ ครูอาชีพจะมีความเป็นมืออาชีพในตัวของครูอาชีพ คือ รอบรู้จริง รู้ครบถ้วนในสาขาวิชาที่รับผิดชอบ และใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมเสมอ
ครูอีกประเภทหนึ่ง ตนจะใช้ว่า ''อาชีพครู'' คือ ครูที่รับราชการเพื่อรับเงินเดือนอย่างเดียว สอนไปตามหน้าที่ ไม่สนใจเด็ก ไม่สนใจผลสัมฤทธิ์ นอกเวลาราชการก็ไปทำอย่างอื่น แม้แต่ในเวลาราชการก็ไปทำอย่างอื่น บางทีก็ไปทำในสิ่งที่ไม่ดี และส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความเป็นมืออาชีพ
ที่นำมาเล่าให้ฟัง เป็นของแถม ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์เสียเวลาก็ขอโทษด้วย
พล.อ.เปรม เล่าให้ฟังทิ้งท้าย โดยมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คุณสุเมธไปจดลิขสิทธิ์กังหันชัยพัฒนาในพระนามในแบบของลิขสิทธิ์ มีอยู่ช่องหนึ่งต้องกรอกอาชีพของผู้ก่อ ดร.สุเมธ ก็ไม่สามารถจะกรอกได้ เพราะไม่ทราบจะเขียนว่าอย่างไร
เมื่อกลับไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า อาชีพของพระองค์คือ ''ทำราชการ''
ตนคิดว่าไม่มีใครได้ยินมาก่อน จึงได้มาเล่าให้เป็นความรู้
|