|
|
| นิสัยแห่งความสำเร็จ 7 ประการ
Stephen Covey เชื่อว่า คนที่ต้องการประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง จะต้องเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยที่ถูกต้องให้กับตนเองก่อน ''นิสัย'' ในที่นี้หมายถึงระบบความคิดความเชื่อที่เป็นกรอบกำหนดการมองโลกและพฤติกรรมของเราทั้งหมด ในแง่นี้ Covey แตกต่างจากนักเขียนหนังสือ self-help อื่น ๆ ที่มักแนะนำให้ผู้อ่านใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่นเทคนิคในการพูด การเจรจา การเป็นผู้นำ หลักการบริหาร มาเป็นหลักในความสำเร็จของตน เพราะ Covey แย้งว่าความสำเร็จต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากภายใน (inside-out) ไม่ใช่จากการใช้เทคนิคต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความคิด ความเชื่อของเราจริง ๆ เห็นว่าคนบางคนอาจจะอ่านทฤษฎีการเป็นผู้นำ แล้วพยายามนำมาใช้ในที่ทำงาน แต่หากบุคคลคน ๆ นี้เลียนแบบแค่เทคนิคการใช้อำนาจของผู้นำ การใช้น้ำเสียง การแบ่งแยกแล้วปกครอง ในขณะที่เขาขาดนิสัยภายใน เช่น ความกล้าหาญ ความเสียสละ และการตัดสินใจที่ดี ในที่สุดลูกน้องหรือคนภายนอกก็ย่อมจะมองออกอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว ว่าเขาขาดความเป็นผู้นำ อีกตัวอย่างหนึ่งคือคนที่ไปอ่านหนังสือประเภทหลักมนุษย์สัมพันธ์ซึ่งสอนให้คนเราหัดยิ้มแย้มกับคนอื่น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใครต่อหน้า หัดพูดคุยเฉพาะเรื่องที่อีกฝ่ายมีความสนใจ ต่อให้คน ๆ นี้ทำตามคำแนะนำของหนังสือเหล่านี้ได้ทุกอย่าง แต่หากภายในใจของเขาเป็นบุคคลที่เย่อหยิ่งดูถูกดูแคลนผู้อื่น ไม่เคยสนใจเรื่องอะไรทั้งสิ้น นอกจากผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง คน ๆ นั้นก็มองโลกในแง่ดีเกินไปถ้าคิดว่าคนอื่นเขาจะมองไม่ออกว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นคือความดูถูกดูแคลนและความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เช่นเดียวกัน บรรดานักขายซึ่งพลิกตำราเทคนิคการขายเป็นร้อยเล่ม แต่ถ้ามีนิสัยหลวกลวงลูกค้า ขายสินค้าไม่มีคุณภาพ ตำราเทคนิคการขาย 1,000 เล่ม ก็ช่วยให้นักขายคนนี้ประสบความสำเร็จในการขายยั่งยืนไม่ได้ ดังนั้น ความสำเร็จที่จีรังยั่งยืนจะต้องเกิดขึ้นจากการปลูกฝังนิสัยภายใน อันเป็นนิสัยที่จะเกื้อกูลให้เรามีความสำเร็จ เป็นสุข ซึ่ง Covey เห็นว่ามีอยู่ 7 ประการด้วยกัน คือ 1. นิสัย Proactive หรือ ''การรู้และเลือกด้วยตนเอง'' หมายถึงการไม่ยอมให้จิตใจของเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของความเคยชินเดิม ๆ การไม่ตกเป็นทาสประสาทสัมผัสทั้ง 5 การไม่ถูกครอบงำโดยเพื่อน ญาติพี่น้อง แฟชั่น หรือแนวโน้มของสังคม แต่เราจะต้องเป็นผู้คิดตัดสินใจ และเลือกทุกอย่างอย่างมีสติด้วยตนเอง 2. Begin with the End in Mind หรือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอน Covey เห็นเช่นเดียวกับนักเขียนหนังสือ Self-help อื่น ๆ ว่าคนเราจะทำอะไรได้จนเป็นผลสำเร็จ เขาจะต้องมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอนไว้ในใจเสียก่อน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในขณะที่นิสัย Proactive คือการมีความเชื่อว่าเราคือ programmer ที่สามารถ programme ชีวิตเราเองได้ นิสัยที่ 2 คือการที่เราในฐานะเป็น Programmer เริ่มเขียน software ให้ตนเอง แต่ Covey ก้าวไปไกลกว่านักเขียน self-help คนอื่นมาก เพราะเขาเห็นว่าเป้าหมายในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องเราจะเป็นเศรษฐีเมื่อไร จะทำธุรกิจอะไร จะแต่งงานเมื่อใด จะมีลูกกี่คน ในบั้นปลายชีวิตจะมีเงินสดฝากในธนาคารเท่าไร แต่มนุษย์เราต้องมีเป้าหมายในใจด้วยว่า ตนนั้นต้องการเป็นคนที่มีนิสัยอย่างไร มีความคิดความเชื่ออย่างไร และมีหลักการอะไรที่สำคัญต่อชีวิต โดยสรุป Software ที่ Covey แนะนำให้เราเลือกหาใส่ไว้ในใจคือ หลักการต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตและภาพลักษณ์เกี่ยวกับนิสัยที่เราต้องการ เช่น · ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ จริงใจ จะไม่ยอมให้ลาภ ยศ เงินทอง ชื่อเสียงมามีอำนาจเหนือคุณสมบัติข้อนี้ได้ · ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี · ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่มีเมตตากับคนที่อยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า · ข้าพเจ้าจะให้ความสำคัญกับความสงบภายในมากกว่าวัตถุ · นิสัยอื่น ๆ ที่ท่านต้องการ Software ข้างต้นจะทำให้เราเป็นคนใช้ชีวิตอย่างมีหลักการ (principle-centered) ทำให้เรามีเครื่องนำทางชีวิต มีแสงสว่างแห่งปัญญา ช่วยให้เรามีวิจารณญาณที่ดี จะคิดอะไร ทำอะไรก็มีพลังเพราะรู้ว่าเรากำลังทำตามหลักการที่เราเลือกด้วยตนเอง หลักการเหล่านี้จะบอกเราเองว่าเราจะเป็นผู้นำแบบไหน จะเลือกใช้เวลาอย่างไร จะเลี้ยงลูกอย่างไร ในแง่การประกอบอาชีพ เราก็จะรู้ว่าจะวางตัวอย่างไรในอาชีพที่เราเลือก ยกตัวอย่าง Software ข้อที่ว่า ''ข้าพเจ้าจะให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ และความสงบภายในมากกว่าวัตถุ เงินทอง'' คนที่มีระบบวิธีคิดนี้อยู่ในใจ จะเป็นเจ้านายที่ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกน้อง จะเป็นสามีชอบอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตกับครอบครัวมากกว่าจะเที่ยวเตร่ตามสถานที่เริงรมย์ ถ้าเขามีอาชีพเป็นแพทย์ หรือทนายความ ก็จะไม่ขูดรีดขูดเนื้อลูกค้า ทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้องมากกว่าเพื่อเงิน เมื่อต้องเลือกระหว่างความถูกต้อง กับ ลาภยศเงินทองก็จะไม่หวั่นไหว คลอนแคลน เมื่อจะเลือกซื้อเสื้อผ้า ก็จะไม่เดือดร้อนว่าจะต้องเป็นยี่ห้อต่าง ๆ แพง ๆ เมื่อจะเลือกโรงเรียนให้ลูก ก็จะรู้ทันทีว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรงเรียนที่เต็มไปด้วยลูกคนใหญ่โตหรือนักการเมือง โดยสรุปก็คือ Software สั้น ๆ นี้ จะเป็นแสงแห่งปัญญาในการตัดสินใจแทบทุกเรื่องทุกแง่มุมของชีวิตต่างกับคนที่ขาด software เช่นนี้ ซึ่งจะเป็นคนโลเล เลือกยาก ตัดสินใจยาก หรือตัดสินใจแล้วก็มาเสียใจในภายหลัง หรือขอเปลี่ยนแปลงในภายหลังเป็นต้น 3. First Thing First หรือการบริหารเวลาให้ถูกต้อง Covey เห็นว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่เป็นเรื่องด่วน หรือไม่ก็ใช้เวลาไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คนที่มีปัญญา จะต้องใช้เวลาให้มากกับเรื่องที่ไม่ด่วน แต่มีความสำคัญ อันได้แก่ การวางแผน และคิดยุทธศาสตร์ การคิดถึงอนาคตและการคิดป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นแทนที่จะไปไล่ตามแก้ไขปัญหาทีละข้อ 4. นิสัยการคิดแบบ win/win การมองโลกแบบ win/win คือการมีความคิด มีการกระทำที่ตั้งอยู่บนหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่คิดแค่ผลประโยชน์ของตน และสนใจแต่ความคิดของตนเองโดยไม่แคร์ความรู้สึกของคนอื่น win/win ตรงกันข้ามกับนิสัยเอารัดเอาเปรียบคนอื่น หรือวิธีคิดตายตัวว่า ถ้าฉันถูก-เธอต้องผิด ถ้าเธอได้ประโยชน์-ฉันต้องเสียประโยชน์ นิสัยชอบเอารัดเอาเปรียบหรือไม่แบ่งอะไรให้ใคร จะก่อให้เกิดความสำเร็จก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายไม่รู้ หรือขาดอำนาจต่อรอง แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย โดยนิสัยของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนาใด ไม่ว่าจะเป็นเพศใด อายุเท่าไหร่ ก็จะต้องมีความเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบ และจะต้องโต้ตอบ การคิดแบบ win/win นี่เองที่เป็นพื้นฐานของการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นปัจจัยให้เราเป็นที่เคารพ ชื่นชอบของคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเป็นนักเจรจา นักการขายที่ประสบความสำเร็จ และจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนทุกประเภทรวมทั้งบุคคลในครอบครัวมีความราบรื่น เป็นสุข นอกจากนี้ การมองโลกแบบ win/win เป็นพื้นฐานสำคัญของการไว้วางใจซึ่งกันและกัน (trust) เกี่ยวกับโลกนี้ Covey เห็นว่า ชีวิตคนเราเสียเวลาไปมากมายที่จะแก้ไขความเข้าใจผิด ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งระหว่างบุคคลในที่ทำงาน ในครอบครัว นอกจากนี้ คนเรายังเสียเวลาไปมากกับการเรียนรู้ศาสตร์แห่งการเป็นผู้นำ การพูด การเจรจา เพื่อทำให้คนอื่นเข้าใจเรา ยอมทำตามเงื่อนไขที่เราต้องการ แต่ Covey แย้งว่า ความพยายามใด ๆ ในการพูดเจรจา การเป็นผู้นำ ไม่มีทางประสบผลสำเร็จได้ ถ้าอีกฝ่ายเขาไม่มีความไว้วางใจในตัวเรา trust หรือความไว้วางใจเป็นเงื่อนไขสูงสุดของการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คนเราพอมีความไว้วางใจกัน จะพูดจาผิดหูไปบ้าง ทำอะไรผิดไปบ้าง อีกฝ่ายก็พร้อมที่จะรับฟังและให้อภัย ถ้าเป็นบริษัท ส่งของไม่มีคุณภาพ ผิดสเป็ก ถ้าไว้วางใจกันก็จะค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จา แต่ถ้าความสัมพันธ์ไม่มีความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน อีกฝ่ายก็อาจจะฟ้องฐานละเมิดสัญญาซื้อขายไปเลยแทนที่จะค่อย ๆ คุยกันดี ๆ 5. หัดเข้าใจคนอื่น ก่อนที่จะเรียกร้องให้คนอื่นมาเข้าใจตน การสื่อสารเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตแต่มนุษย์ 90 เปอร์เซ็นต์ ในโลกต่างก็เข้าใจผิดคิดว่า communication skills คือความสามารถในการพูด การให้ความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ แต่ลืมไปว่า communication skills ที่สำคัญประการหนึ่งคือ ''การฟัง'' เมื่อกล่าวเช่นนี้ หลายคนจะต้องสงสัยในทันทีว่า มีใครที่ไหนจะไม่รู้จักการฟังแต่การฟังที่ Covey หมายถึง คือ ฟังให้รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดอะไร มีความต้องการอะไร มีปัญหาอะไร มีความรู้สึกตอนพูดอย่างไร คนเรามี tactic ในการฟังหลายประเภท เช่น แกล้งทำเป็นฟัง แต่คิดเรื่องอื่น ในขณะทำเป็นตั้งใจฟังใจก็คิดว่าเราจะพูดโต้ตอบอย่างไร แต่การฟังที่ดี จะต้องอาศัยการทำงานของทั้งสมองด้านซ้าย และสมองด้านขวา ใช้สมองด้านซ้ายฟัง เพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นคำพูดใช้สมองด้านขวาฟัง เพื่อหยั่งความรู้สึก ความต้องการลึก ๆ ของอีกฝ่าย การฟังที่ถูกวิธีจะทำให้เราหลีกเลี่ยงแนวโน้มที่จะเอาความคิดความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยคิดเอาเองว่ามนุษย์คนอื่นเขาก็คิดเหมือนเรา และยังทำให้เราสามารถให้คำแนะนำ ตีความ แก้ปัญหาให้คนอื่น ๆ อย่างตรงกับความต้องการและความรู้สึกของอีกฝ่ายจริง ๆ ที่คนเราขัดแย้งกัน ก็เพราะไม่เข้าใจความคิด ความรู้สึกของกันและกัน ดังนั้น การตั้งใจฟังจะช่วยสร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ระหว่างกันได้ 6. การยอมรับความแตกต่างของคนอื่น นิสัยการยอมรับความแตกต่างของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางความคิด นิสัยใจคอ เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนเราสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นทีม ขณะนี้ใน Business School ทั่วอเมริกามีการจัดระบบการทำงานของนักศึกษาให้ทำรายงานเป็นทีม เสนอ presentation เป็นทีม และมีกำหนดการให้นักศึกษาไปทำการบ้านร่วมกันเป็นทีม เพื่อปลูกฝังนิสัยสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนอเมริกันมีความเชื่อในเรื่อง Synergy หรือการที่พลังความคิดของคน 2 คน รวมกันแล้วจะได้ผลดีกว่าให้คน 2 คน ไปต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในสูตรคณิตศาสตร์ปรกติแล้ว 1+1 เท่ากับ 2 แต่ในสูตรของ synergy นั้น 1+1 มากกว่า 2 เสมอ และยิ่งเมื่อสามารถทำงานกันเป็นทีมหลาย ๆ คน ผลลัพท์ที่ได้ก็จะยิ่งใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบมากขึ้น 7. นิสัยการแบ่งเวลาเพื่อใช้ในการฟื้นฟูพลังชีวิต มนุษย์เราที่ประกอบกิจการต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จได้ ก็เพราะใช้พลัง 4 ประการคือ พลังกาย พลังใจ พลังความคิด และพลังจิต พลังเหล่านี้ มีอยู่ก็หมดไปได้ หรือถึงจะมีอยู่มาก แต่คนอื่นก็อาจจะก้าวตามทัน หรือแซงหน้าเราไปได้ ทำให้เราอาจจะประกอบการงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม หรือทำได้เหนือคนอื่นอีกต่อไป ดังนั้น Covey จึงเน้นให้คนเรารู้จักฟื้นฟูพลัง ดังนี้ พลังกาย ฟื้นฟูด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย พลังใจ คือใช้เวลาพัฒนาความสัมพันธ์กับสมาชิก ครอบครัว เพื่อนฝูงบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้เกิดปัญหาให้เราต้องมาตามแก้ในภายหลัง และเพื่อให้เราได้รับความรัก ความเอื้ออาทร และความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง อย่าลืมว่ามนุษย์เราอยู่ในสังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครมีชีวิตอยู่คนเดียวได้ในโลก พลังความคิด คือการหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อก้าวให้ทันโลก และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พลังจิต คือหมั่นแสวงหาความรู้ที่นำมาซึ่งความสงบภายในหรือหมั่นทำสมาธิภาวนาบ้าง เพื่อให้จิตมีกำลังแข็งแกร่ง รับสภาพต่าง ๆ ได้ในทุกสถานการณ |
รายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย:
งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: บทคัดย่อรายการ New Dimensions โดยมี ดร.บุญชัย โกศลธนากุล |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|