ทำนองเสนาะ เป็นการอ่านคำประพันธ์ให้มีทำนองเสียงสูง ต่ำ ๆ มีจังหวะลีลาและการเอื้อนเสียงเป็นทำนองแตกต่างกันไปตามลักษณะของคำประพันธ์นั้น ๆ ก่อให้เกิดความไพเราะ เกิดจินตนาการคล้อยตาม ทำให้คำประพันธ์มีชีวิตชีวา มีความเคลื่อนไหว และทำให้เกิดความซาบซื้ง
การอ่านทำนองเสนาะเป็นเรื่องหนึ่งที่กำหนดไว้ในการเรียนการสอนตามหลักสูตร และเป็นกิจกรรมหนึ่งจัดให้มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรและเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จัดให้มีการประกวดทั้งในระดับหน่วยงานและระดับชาติ สำนักการศึกษาก็จะจัดประกวดการอ่านทำนองเสาะแยกชาย-หญิงระดับชั้น ป.5–ป.6 และ ม.1–ม.3 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2545 นี้ แต่มีครูหลายคนบ่นมาว่าไม่มีความสามารถในการอ่านทำนองเสนาะ ทำให้ขาดความมั่นใจในการสอน และไม่ค่อยมีการจัดอบรมในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจค่ะ
ทำนองเสนาะ : วิธีง่าย ๆ แต่ได้ผล
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2545 ผู้เขียนมีโอกาสไปเป็นกรรมการจัดกิจกรรมภาษาไทยของสมาคมครูภาษาไทยในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ซึ่งได้จัดให้มีกิจกรรม สรรค์สร้างภาษา พัฒนาการเรียนการสอน และเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอ่านทำนองเสาะ โดยมีวิทยากร 3 คน คือ ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์กาญจนา รอดเชื้อ และอาจารย์สมปอง พรหมเปี่ยม ซึ่งทั้งสามท่านเป็นผู้มีความสามารถและมีชื่อเสียงในด้านการอ่านทำนองเสนาะเป็นอย่างมาก ผู้เขียนได้รับเอกสารประกอบการบรรยาย ซึ่งอาจารย์กาญจนา รอดเชื้อ ได้เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ในการอ่านและฝึกฝนให้นักเรียนอ่านทำนองเสนาะจนประสบความสำเร็จ และตั้งใจถ่ายทอดออกมาให้ผู้สนใจได้นำไปใช้ นับเป็นเอกสารที่มีคุณค่ามากค่ะ เพราะเน้นถึงการฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งขออนุญาตนำมาเพียงบางส่วนเพื่อให้ครูนำไปพัฒนาตนเอง และฝึกฝนนักเรียนให้อ่านทำนองเสนาะอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
อาจารย์กาญจนา รอดเชื้อ แห่งโรงเรียนวัดราชบพิธ สังกัดกรมสามัญศึกษา ได้นำเสนอวิธีการฝึกอ่านทำนองเสนาะจากประสบการณ์การอ่านและการฝึกฝนให้นักเรียนอ่านจนประสบผลสำเร็จ โดยอาจารย์กาญจนา ฯ ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการฝึกไว้ สรุปได้ดังนี้ค่ะ
ช่วงที่ 1 เปล่งเสียงได้ให้ความเสนาะ
: วิธีเริ่มเพิ่มเสน่ห์แก่เสียง
1. การเปล่งเสียง คำที่มีเสียงโท ให้เป็น 3 ระดับเสียง ใช้วิธีเปล่งเสียงผ่านลำคอรวดเร็วให้เสียงต่อเนื่องลดหลั่นกันเป็น 3 ระดับอย่างมีศิลปะ เริ่มจากเสียงโท-สามัญ-เอก ตามลำดับ เช่น
พี่ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า พี่-อี-อี่
พ่อ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า พ่อ-ออ-อ่อ
แม่ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า แม่-แอ-แอ่
เพื่อน ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า เพื่อ-เอือ-เอื่อน
2. การเปล่งเสียง คำที่มีเสียงตรี ให้ขึ้นถึงเสียงตรีใช้วิธีเปล่งเสียงผ่านลำคอรวดเดียว ให้ต่อเนื่องถึงระดับของเสียงตรี โดยเปิดหาเสียงให้สูง แล้วให้เสียงผ่านออกทางปาก โดยเริ่มจากเสียงสามัญ-ตรี-แล้วทอดเสียง โดยเปิดหางเสียงให้สูงในระดับเสียงตรี ตามลำดับ เช่น
ฟ้า ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า ฟ้า-ฮ้า—T
นี้ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า นี-ฮี้---ธ
3. การเปล่งเสียง คำที่มีเสียงจัตวา แบบผวันเสียงธรรม ใช้วิธีเปล่งเสียงผ่านลำคอรวดเร็ว โดยอ่านคำนั้นให้สเยงสูงระดับจัตวา ทอดเสียง แล้วเอื้อนท้ายเสียงให้ดังก้องขึ้นจมูกเป็นเสียง ฮื้อ-อือ เช่น
เสียง ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า เสียง- -T- ฮื้อ-อือ
ถือ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า ถือ- -T- ฮื้อ-อือ
ผอม ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า ผอม—T – ฮื้อ-อือ
4. การเปล่งเสียง คำที่มีเสียงจัตวา ให้เป็น 5 ระดับเสียง ใช้วิธีเปล่งเสียงผ่านลำคอรวดเดียวให้เสียงต่อเนื่องลดหลั่นกันเป็น 5 ระดับเสียง เริ่มจากเสียง สามัญ-ตรี-สามัญ-ตรี-จัตวา ตามลำดับ เช่น
หวาน ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า วา- ฮ้า-ฮา-ฮ้า-หาน
สาม ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า ซา-ฮ้า-ฮา-ฮ้า-หาม
ขอ ให้ออกเสียงผ่านลำคอรวดเดียวว่า คอ-ฮ้อ-ฮอ-ฮ้อ-หอ
5. การเปล่งเสียง คำที่เป็นคำตาย ใช้วิธีเปล่งเสียงคำตายนั้นอย่างปกติ (อย่าลากเสียง เพราะสระเสียงสั้นจะเพี้ยนเป็นสระเสียงยาว) เมื่อริมฝีปากชิดกันแล้วเปล่งเสียงให้เสียง ฮื้อ หรือ ฮื้อ-ฮือ หรือ ฮือ-ฮื้อ หรือ ฮื้อ-ฮือ-ฮื้อ หรือหื่อ หรือ เสียงอื่น ๆ ออกมาทางจมูก เช่น
พบ ให้ออกเสียงว่า พบ – ฮือ หรือ พบ-ฮื้อ-ฮือ หรือ
พบ – ฮือ-ฮื้อ หรือ พบ-ฮื้อ-ฮือ-ฮื้อ
หรือ พบ – หื่อ ตามควรแต่กรณี
ช่วงที่ 2 เพียงสังเกตชีวิต
: พิชิตอารมณ์ของคำประพันธ์
การใส่สำเนียงและอารมณ์ให้เหมาะกับบทประพันธ์ต่าง ๆ นั้น ต้องสังเกตจากชีวิตจริง โดยสังเกตทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในภาวะต่าง ๆ และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาของคำประพันธ์ โดยปรับเปลี่ยนเสียง ให้หนัก ให้เบา ให้ช้า ให้เร็ว ตามอารมณ์ของคำประพันธ์
อ่านอารมณ์ต่าง ๆ จะใช้ลีลาดังนี้
1. การอ่านบทรัก ควรปรับเสียงให้นุ่มนวล และอ่านเบากว่าเสียงปกติ ทั้งไม่สบตาผู้ฟัง
คนใดเป็นพิเศษ
m ชมแข / คิดใช่หน้า นวลนาง
เตือนตำหนิ /วงกลาง ต่ายแต้ม
พิมพ์พักตร์ / แม่เพ็ญปราง จักเปรียบ ใดเลย
ขำกว่า / แขไขแย้ม ยิ่งยิ้มอัปสร
(นิราศนรินทร์ นายนรินทรธิเบศร์)
2. การอ่านบทเศร้า บทสะเทือนอารมณ์ ควรครั่นเสียงเครือเสียง อ่านช้าและเนิบกว่าปกติ ทั้งปรับน้ำเสียงและสีหน้าให้เศร้าสร้อย
m เสียงให้ / ทุกราษฎร์ให้ ทุกเรือน
อกแผ่นดิน / ดูเหมือน จักขว่ำ*
บ่เห็น / ตะวันเดือน ดาวมืด มัวนา
แลแห่งใด / เห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน
(ลิลิตพระลอ)
3. การอ่านบทตลก บทขบขัน ผู้อ่านต้องไม่หัวเราะไปก่อน และใช้เสียงให้มีชีวิตชีวา
เน้นบางคำหรือเน้นความสำคัญให้เด่นชัด หากผู้ฟังหัวเราะ ควรหยุดเว้นจังหวะสักระยะ แล้วจึงอ่านย้อนสักนิด แล้วอ่านโดยใช้เสียงหนัก เบา ดัง ค่อย ตามควรต่อไป
4. การอ่านบทตื่นเต้น บทที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวให้ใช้น้ำเสียงที่เร้าใจได้ โดยปรับเสียงให้ดัง เบา ตามบทอ่าน เพื่อดึงดูดผู้ฟังให้ติดตามตลอดเวลา ทั้งควรปรับสีหน้าและแววตาให้ดูตื่นเต้นด้วย
ตัวอย่างบทตื่นเต้นโลดโฟนด้วยโวหาร
m ถึงสามร้อยยอดเงื้อม งำทะเล
ทะเลจะ / หลาก ลมเห หาดขว่ำ*
สามร้อย / คีรีเท ทับอก เล่าฤๅ
ใจจะปล้ำ / สุดปล้ำ เสน่ห์น้องหนักทรวง
(นิราศนรินทร์ นายนรินทร์ธิเบศร์)
5. การอ่านบทโกรธ ให้ใช้น้ำเสียงดังกว่าปกติ และอ่านให้กระชับลงเสียงหนัก ทั้งนี้ให้ศึกษาบทว่าผู้โกรธ เป็นคน เป็นเทพ เป็นกษัตริย์ หรือเป็นใคร เพราะหากผู้โกรธเป็นคนควรใช้เสียงดังกระแทกเสียง หากผู้โกรธเป็นกษัตริย์หรือเป็นเทพ ควรใช้เสียงต่ำ เสียงหนัก กระชับ ไม่กระแทกเสียง เป็นต้น ทั้งขณะอ่านในมองต่ำ ไม่ควรมองสบตาผู้ฟัง หรือจ้องหน้าผู้ฟังคนใด เพราะอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด
ช่วงที่ 3 ฉันทลักษณ์ : หลักเทียบเสียง
ทำนองการอ่านคำประพันธ์โบราณาจารย์จะสอนต่อ ๆ กันมาว่า คำประพันธ์ชนิดใดอ่านอย่างไร โดยจะใช้คำกำหนดทำนองเพียง 2 คำ คือ คำว่า “เสียงสูง” และ “เสียงต่ำ”
“เสียงสูง” หมายถึง เสียงที่สูงเกินกว่าเสียงต่ำอยู่เพียง 1 ระดับเสียง เป็นเสียงสูงที่เจ้าของเสียงกำหนดเอง เลือกเองตามสภาพเสียงของตน ว่าสูงระดับใดไพเราะที่สุด เพราะการอ่านทำนองเสนาะไม่มีเครื่องดนตรีกำกับ จึงไม่ต้องพะวงว่าเสียงสูงจะต้องสูงเท่ากับระดับเสียงของเครื่องดนตรี ดังการขับร้องเพลงไทยเดิม
“เสียงต่ำ” หมายถึง เสียงที่ต่ำกว่าเสียงสูง (ของเจ้าของเสียงนั้น) อยู่เพียง 1 ระดับเสียง
หากมิได้ระบุระดับเสียงไว้ เช่น “อ่านเสียงเสมอกันทั้งบท” ก็หมายถึง ให้อ่านในระดับเสียงที่ไพเราะที่สุดของตน
ทำนองการอ่านคำประพันธ์
1. อ่านเสียงเสมอกันทั้งบท ได้แก่ โคลง 2 โคลง 3 มาลินีฉันท์ 15 สัททุลวิกกีฟิตฉันท์ 19 กาพย์ฉบัง 16 ร่าย เป็นต้น
2. อ่านสูง 2 วรรค ต่ำ 2 วรรค ได้แก่ กลอนต่าง ๆ เช่น กลอนแปด ดอกสร้อย สักวา เสภา นิราศ เป็นต้น
กลอน
m อารมณ์นางเหมือนน้ำค้างที่ร่มพฤกษ์
เมื่อยามดึกดั่งจะรองไว้ดื่มได้
พอรุ่งแสงสุริย์ฉายก็หายไป
มาเห็นใจเสียเมื่อใดจะขาดรอน
(นิทานคำกลอนจันทโครบ)
3. อ่านต่ำ 2 วรรค สูง 2 วรรค ได้แก่ กาพย์ยานี 11 อินทรวิเชียรฉันท์ 11 โตฎกฉันท์ 12 ภุชงคประยาตฉันท์ 12 วสันตดิลกฉันท์ 14 สาลินีฉันท์ 15 เป็นต้น
กาพย์ยานี 11
m ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคลับคล้ายเห็น
4. อ่านต่ำ 2 บาท สูง 2 บาท ได้แก่ โคลงสี่สุภาพ
โคลงสี่สุภาพ
m เสียงลือเสีงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
(ลิลิตพระลอ)
5. อ่านสูงวรรคที่ 5 อ่านต่ำวรรคที่ 7 บางคนนิยมอ่านต่ำวรรคที่ 3 ด้วย ได้แก่ มาณวกฉันท์ 8 วิชชุมมาลาฉันท์ 8 กาพย์สุรางคนางค์ 32
มาณวกฉันท์ 8
m ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ง ณ นิยม ท่านทวิชงค์
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร
|