|
|
|
แนวคิดของนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีแนวคิดเสนอให้เพิ่มค่าน้ำหนักคะแนนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย GPA และ PR ประกอบการพิจารณาการสอบเอ็นทรานซ์ จาก 10% เป็น 20-25% เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้สนใจเข้าเรียนในห้องเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพนักเรียนสูงขึ้น โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และอาจเริ่มใช้ปีการศึกษา 2547 ซึ่งเบื้องต้นมีความเห็นจากบรรดาอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย อ้างว่ามาตรฐานโรงเรียนทั่วประเทศยังไม่เท่ากัน แต่อธิการบดีจำนวนหนึ่งก็เห็นด้วย และเพื่อให้ฝ่ายเกี่ยวข้องได้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการพิจารณาด้วย ''มติชน'' จึงได้สุ่มสัมภาษณ์นักเรียนชั้นมัธยมปลายทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดว่า มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร นายนิติ สุบรรณาโรจน์ นักเรียนชั้น ม.5/2 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา ''ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของนายอดิศัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อจะทำให้เกรดเฉลี่ยดีขึ้นตามไปด้วย การเพิ่มค่าน้ำหนักคะแนนสะสมชั้น ม.ปลาย จะเป็นผลดีโดยตรงกับนักเรียน ถือว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ที่สำคัญการเพิ่มค่าน้ำหนักคะแนน ม.ปลาย น่าจะจำเป็นต้องมีข้อสอบกลาง เพราะมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน บางโรงเรียนเกรดหิน บางโรงเรียนอาจจะอ่อนไป จึงควรมีข้อสอบกลาง'' น.ส.กัตติยา อาแว นักเรียนชั้น ม.5/9 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา ''ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าน้ำหนักคะแนน ม.ปลาย มองว่าเป็นการเพิ่มคะแนนที่ไม่ได้ใช้ความคิดในการทำข้อสอบ และเป็นการไม่ได้ใช้ความสามารถเท่าไหร่ เห็นว่า 10% ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือนักเรียนควรใช้ความสามารถในการเตรียมสอบและทำข้อสอบเอ็นทรานซ์อย่างเต็มที่ ถ้าทำข้อสอบได้จะเป็นความสามารถของตัวเองอย่างแท้จริง และมีความภาคภูมิใจมากกว่า'' น.ส.แพรไพลิน ลัคนทิน นักเรียนชั้น ม.6/1 วิทยาลัยนาฏศิลป์ จ.จันทบุรี ''คิดว่าการให้ค่าน้ำหนักคะแนนสะสม ม.ปลาย 10% ก็ดีอยู่แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็น 25% เกรงว่าจะรับไม่ได้ เพราะสถานการศึกษาในบางโรงเรียนเขาปล่อยเกรดมากไป มากกว่าในบางโรงเรียนที่แข่งขันกัน จะไม่ปล่อยเกรดง่ายๆ'' น.ส.ชุธิญา พิทธยาพิทักษ์ นักเรียนชั้น ม.6/5 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จันทบุรี ''การเพิ่มเป็น 25% คิดว่าไม่ดีที่ใช้ระบบเดิม 10% ก็ดีแล้ว เพราะมีบางโรงเรียนปล่อยเกรดมากไป บางโรงเรียนเข้มงวดไม่ปล่อยเกรด เพราะเขาแข่งขันคุณภาพ'' นายจักรพันธ์ จันทร์สว่าง นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนวิสุทธรังษี จ.กาญจนบุรี ''ผมไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าน้ำหนักดังกล่าว ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะว่าเกณฑ์การวัดคะแนนของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน บางโรงเรียนอาจจะปล่อยเกรด หรือกดเกรด คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละโรงเรียนจึงมีมาตรฐานการวัดที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้คะแนน GPA ไม่ได้มาตรฐาน ถ้าจะใช้คะแนน GPA จะต้องทำให้แต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่เท่ากันเสียก่อน ที่เห็นได้ชัดคือโรงเรียนต่างจังหวัดกับโรงเรียนในกรุงเทพฯ จริงๆ แล้ว ผมเห็นว่าการใช้คะแนนเฉลี่ย GPA ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกแล้ว และถ้ายิ่งเพิ่มเป็น 20-25% ก็ยิ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีที่คิดว่าเหมาะสมน่าจะเป็นการวัดความรู้ของ สกอ. เพราะได้ใช้มาตรฐานข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ส่วนคะแนน PR ก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการนำมาวัด เพราะเท่ากับเป็นคะแนนซ้ำเติมเด็ก ถ้าเด็กไม่เก่งก็จะได้ PR ค่อนข้างน้อย ถ้านักเรียนคนนั้นฟิตตัวเองสอบของ สกอ.ได้คะแนนดี แต่คะแนน GPA-PR เขาต่ำไปแล้ว ก็เหมือนเป็นการฉุดเด็ก'' น.ส.กมลชนก สาลีพัชราภรณ์ นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนวิสุทธรังษี จ.กาญจนบุรี ''คิดว่าการคิดค่าเฉลี่ยแบบเดิมดีอยู่แล้ว ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป แต่ไม่เห็นด้วยกับการเป็น 20-25% แม้ว่าอาจจะทำให้นักเรียนต่างจังหวัดมีสิทธิสอบติดเอ็นทรานซ์มากขึ้นก็จริง แต่ถ้าเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วเราไม่สามารถสู้นักเรียนในกรุงเทพฯได้ ยกตัวอย่างเช่นนักเรียนต่างจังหวัดที่ติดโควตา ส่วนใหญ่จะต้องปูพื้นฐานให้เขา บางคนก็ถูกรีไทร์ เพราะมาตรฐานการเรียนการสอน การคิดคะแนนของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน อย่างโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจะกดเกรดมาก คะแนน GPA ของนักเรียนจะต่ำ แต่คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของเขาจะสูงกว่าเรา เขาก็สามารถสอบเอ็นทรานซ์ติดอยู่ดี และนักเรียนของเขาก็ยังมีวิธีในการเรียนรู้จากอาจารย์ที่ดี เขาจึงมีโอกาสที่ดีกว่านักเรียนต่างจังหวัด แต่ถ้าไม่ใช้คะแนน GPA เลย นักเรียนต่างจังหวัดก็จะเอ็นทรานซ์ไม่ติดมากขึ้น เป็นการตัดโอกาสเขา เพราะโรงเรียนในต่างจังหวัดไม่มีอาจารย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านมาสอน และไม่มีสถาบันกวดวิชาที่ดีเหมือนในกรุงเทพฯ จึงคิดว่าการคิดคะแนนเฉลี่ยแบบเดิมดีอยู่แล้ว แต่ควรจะปรับปรุงเรื่องระบบการศึกษาที่บอกว่าให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เพราะเท่าที่ผ่านมาไม่เห็นว่าจะได้ผล ที่กระทรวงทำกรอบมาอาจดีจริง แต่ก็อยู่ที่อาจารย์รับมาไม่สามารถปฏิบัติได้ตามนั้น กลายเป็นว่าเด็กจะต้องทำงานเอง ซึ่งกลับเป็นผลเสียต่อเด็กมากกว่า'' น.ส.เกศริน วงทะปา นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร จ.น่าน ''ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าน้ำหนักจีพีเอ เพราะเป็นการให้ความสำคัญกับคะแนนเฉลี่ยจีพีเอมากเกินไป ในขณะที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดมาตรฐานไว้ต่างกัน ทำให้คะแนนจีพีเอที่ได้มาของนักเรียนที่อยู่ต่างโรงเรียนมีค่าไม่เท่ากัน โดยบางสถานศึกษาอาจหวังที่จะสร้างชื่อเสียงโดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ต่ำ นักเรียนจะได้คะแนนเฉลี่ยมาก ทำให้นักเรียนรุ่นต่อไปสนใจที่จะมาศึกษาในสถานศึกษานั้นๆ เพื่อหวังคะแนนเฉลี่ย เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีความทะเยอทะยานอยากได้จีพีเอมากขึ้น ผลที่ตามมาอาจจะมีผลดีคือนักเรียนตั้งใจเรียน แต่ในทางกลับกันอาจเป็นผลเสียที่จะมีการซื้อขายคะแนน หรือมีการใช้วิธีการที่ผิดที่จะได้คะแนนมา'' ''กล่าวกันตามจริงแล้วจะไม่ยุติธรรมสำหรับนักเรียนที่ได้จีพีเอเท่ากัน แต่มีมาตรฐานต่างกัน จะเห็นได้ชัดเจนคือโรงเรียนในชนบทกับในเมือง ด้วยค่าจีพีเอที่เท่ากันแล้วย่อมมองว่าทั้งสองมีความรู้ความสามารถที่ดีใกล้เคียงกัน แต่หากนำมาทดสอบความสามารถกันจริงๆ จะเห็นได้ว่านักเรียนในชนบทด้อยกว่า ดังนั้น จึงควรนำมาพิจารณาในการใช้จีพีเอที่จะไปบวกกับคะแนนเอ็นทรานซ์ ควรใช้ข้อสอบจาก สกอ.หรือจากส่วนกลางมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาความรู้ความสามารถมากกว่าจะยึดคะแนนจีพีเอจากสถานศึกษา โดยข้อสอบที่จะนำมาใช้ทดสอบควรอยู่ในบทเรียนและอยู่ในมาตรฐานไม่ยากหรือง่ายเกินไป จะเป็นการทดสอบที่แท้จริง หากข้อสอบยากเกินไปคะแนนที่ได้จากนักเรียนอาจไม่ได้มาจากความรู้ที่มี แต่อาจจะเป็นคะแนนจากการเดาก็เป็นไป'' น.ส.เอื้ออารีย์ คำดี นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา จ.ยโสธร ''การเพิ่มคะแนน GPA-PR ให้สูงขึ้นจะเป็นผลดีกับนักเรียนที่ขยันเรียน เพราะยิ่งเก็บคะแนนสะสม ม.ปลายได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดความกดดันในการทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้มีความมั่นใจ และกำหนดทางเลือกในอนาคตว่าจะเรียนคณะวิชาใดได้ใกล้กับความเป็นจริงมากที่สุด จะเรียกว่าเป็นตัวช่วยในการเรียนและการตัดสินใจก็ว่าได้'' น.ส.จริยา ชูรัตน์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนศิลาทองพิทยาสรรค์ จ.ยโสธร ''การกำหนดคะแนน GPA-PR ใหม่ให้สูงขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว นับเป็นตัวช่วยที่มีคุณค่าในการสอบเอ็นทรานซ์ โดยเปิดช่องทางเลือกให้ถึง 2 รอบ และสามารถเลือกเก็บคะแนน GPA-PR ในรอบที่ได้คะแนสูงสุด เป็นหลักว่าการสอบครั้งแรกได้คะแนนน้อย ก็มาฟิตแก้ตัวในรอบหลัง เพื่อทำคะแนนให้ได้เพิ่มจากเดิม แต่ที่สำคัญคือ สกอ.ต้องกำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดค่าคะแนนของกลุ่มสถาบันการศึกษาเอาไว้ จึงน่าจะมีความเป็นธรรมสำหรับทุกคน'' น.ส.อัมภัสชา ดิษฐอำนาจ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ปทุมวัน ''ถ้าจะให้เพิ่มน้ำหนัก GPA-PR ทันทีคงไม่ดี เพราะเด็กไม่ได้เตรียมตัวแต่แรก บางคนเตรียมตัวสำหรับเอ็นทรานซ์ จึงไม่ได้ตั้งใจเรียนในห้อง อาจทำให้คะแนนที่ออกมาไม่ดี จึงไม่อยากให้เริ่มใช้ทันทีกับเด็ก ม.6 ปีนี้ นอกจากนี้ มาตรฐานของโรงเรียนแต่ละแห่งก็ยังไม่เท่ากัน จึงยังไม่เห็นด้วยถ้าเพิ่มค่าน้ำหนัก GPA-PR ในตอนนี้ ถ้าจะเพิ่มค่าน้ำหนักก็ควรจะบอกก่อนเพื่อให้เด็กเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4'' นายประพัฒน์ สานดีวงษ์การ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน ''ผมเห็นด้วยที่จะเพิ่มค่าน้ำหนักของ GPA-PR แต่ถ้าจะทำในปีการศึกษา 2547 เลย อาจจะเร็วเกินไปหรือไม่ เพราะบางคนก็ทุ่มให้กับการสอบวัดความรู้มาก จนให้เวลากับการเรียนในชั้น ม.ปลาย น้อยเกินไป สำหรับตัวผมไม่มีปัญหาถ้าเพิ่มค่าน้ำหนัก แต่คนที่ได้เกรดเฉลี่ยน้อยๆ อย่างเพื่อนๆ บางคนจะโดดเรียนบ่อยเพื่อไปกวดวิชาข้างนอก จนทำให้ได้ GPA ต่ำ จะได้รับผลกระทบ ส่วนปัญหามาตรฐานของโรงเรียนไม่เท่ากันนั้น คงไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่ เพราะโรงเรียนดังๆ ที่เด็กจะได้ GPA สูงแต่ PR ไม่สูง ขณะที่โรงเรียนทั่วๆ ไป เด็กอาจได้ GPA ไม่สูง แต่ PR สูง ฉะนั้น คิดว่าไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าไหร่'' |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ 27 [หน้าที่ 28 ] ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|