วิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในแปดกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ที่มีความสำคัญซึ่งนักเรียนทุกคนจะต้องเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาเหตุที่หลักสูตรกำหนดเช่นนี้ก็เพราะวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่ง ในการเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ประเทศใดที่มีความเจริญก้าวหน้าและเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกเราจะพบว่าเป็นเพราะประชากรของเขามีศักยภาพและมีคุณภาพซึ่งมีผลพวงมาจากการจัดการศึกษาที่เน้นทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งเราจะเป็นได้จากประเทศเพื่อนบ้านในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น ดังนั้นความคาดหวังของหลักสูตรที่กำลังเปลี่ยนแปลงโดยให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวแล้วนั้น จะบรรลุผลตามเป้าหมายได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ผู้สานต่อหรือเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงซึ่งได้แก่ ครูผู้สอนนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปคุณภาพของครู ครูทุกคนเริ่มตื่นตัวโดยเข้ารับการอบรมตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย หรือด้วยความเต็มใจของตนเองกันอย่างกว้างขวางและในขณะเดียวกันครูจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความกังวลใจว่าจะทำได้ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ซึ่งบางท่านก็ไม่ถนัดเลยแต่จำเป็นต้องสอนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นครูที่จบมาทางด้านวิทยาศาสตร์เลยแล้ว จะทำอย่างไร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยรู้เรื่องกับเขาเลยแล้วจะไปฝึกให้นักเรียนมีทักษะดังกล่าวได้อย่างไร เมื่อมาถึงจุดนี้ใคร่ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เขียน ซึ่งเป็นครูผู้สอนคนหนึ่งเหมือนกัน และมีความเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออก แต่อาจจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความตั้งใจจริงหรือไม่ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคดังกล่าวนั้น
สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอกก็คือ คุณครูทุกคนต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว หรือความแน่นอนคือความไม่แน่นอนนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น คุณครูทุกคนต้องเปิดใจยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลงเสียก่อนเป็นสิ่งแรก ต่อมาเราก็ต้องมาทำการศึกษาถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ในที่นี้คือการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นที่ผู้เรียนหรือที่เราได้ยินกันบ่อยว่า เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นั่นเอง
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำได้หลากหลาย โดยยึดหลักการที่ว่าเด็กนักเรียนจะต้องเป็นผู้ที่คิดเอง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ทำด้วยตนเองและนำเสนอสิ่งที่ได้จาก
การศึกษาค้นคว้านั้น ๆ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย กล่าวโดยย่อคือ คิด หา ทำ และนำเสนอ นั่นเอง (ทิศนา แขมมณี, 2543) กิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเข้าข่ายของการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะเป็นเด็กเป็นผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้ในสิ่งต่าง ๆ โดยธรรมชาติ อยู่แล้ว เรื่องใดที่เขายังไม่รู้จริง เขาจะพยายามคิดหาทางที่จะหาคำตอบอาจโดยการถามผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่ ครู อาจารย์ หรืออ่านจากหนังสือ หรือศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นจากแหล่งอื่น ๆ วางแผนที่จะลงมือทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ เมื่อได้คำตอบแล้วก็นำมาเล่าสู่กันฟังโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกันกับเพื่อน ๆ หรือผู้อื่น ในการจัดการเรียนการสอนทุก ๆ วิชาครูสามารถใช้ ความเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของโครงงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นักเรียนใช้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง มาจัดในลักษณะบูรณาการระหว่างวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน บางครั้ง บางเรื่อง บางกิจกรรม สามารถบูรณาการได้ครบทุกวิชาด้วยซ้ำไปและจะเป็นการเรียนการสอนที่เป็นธรรมชาติมากกว่าการสอนเป็นวิชาโดด ๆ เพราะนักเรียนจะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งได้ใช้ปัญญาครบทั้ง 8 ด้าน ที่เรียกกันว่า พหุปัญญา (Multiple Intelligences) อีกด้วย เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความเก่งที่แตกต่างออกไป บางคนเก่งทางด้านภาษา บางคนเก่งวาดรูป บางคนเก่งคำนวณ บางคนเก่งดนตรี การทำโครงงาน จึงเป็นกิจกรรมที่เด็กได้แสดงออกถึงความเก่งของตนเองจนเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ๆ และเป็นโอกาส ที่เขาจะได้พัฒนาความเก่งของตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กับยอมรับจุดด้อยของตนเองได้ด้วย และถ้าหากครูช่วยส่งเสริมโดยการเสาะแสวงหาวิชาการที่จะพัฒนาจุดด้อยของเขา ก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง ผลพลอยได้ที่จะได้รับคือเด็กจะรู้จักความเป็นตนเองของเขา ยอมรับในจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง พร้อมกับรู้จักแสดงความชื่นชมในความเก่งทั้งของตนเองและผู้อื่นด้วย สิ่งที่จะเกิดตามมาคือความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดในเด็กไทยทุกคน
จุดที่สำคัญในการพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามศักยภาพของตนเองคือครูจะต้องเริ่มด้วยการศึกษา หาข้อมูล และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อเสริมจุดเก่งของเขา โดยการกระตุ้นให้แรงเสริมเพื่อให้เขามีความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าของตนเองและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกันครูต้องพร้อมที่จะช่วยหาแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่เป็นจุดด้อยหรือจุดบกพร่องของเขาพร้อมทั้งให้กำลังใจในการต่อสู้ไม่ถ้อถอยจนสามารถพัฒนาไปได้ ดังนั้น กิจกรรมโครงงานจึงสามารถจะตอบสนองการพัฒนาเด็กได้ในทุกด้าน และเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างชัดเจน เพราะผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมนั้นด้วยตนเอง ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเรื่องที่สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ เหมาะกับวัยตนเอง เป็นเรื่องที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ จากความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นด้วยตนเองและกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ในการศึกษาหาความรู้นั้น ผู้เรียนได้มี
โอกาสปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ที่สำคัญ คือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโครงงานเรื่อง ดอกกุหลาบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาปัญญา ทั้ง 8 ด้าน ดังนี้
ด้านภาษา - การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับดอกกุหลาบ
- ศึกษาความเป็นมาของดอกกุหลาบที่ใช้เป็นดอกไม้ในวันแห่งความรัก
- เล่าเรื่องดอกกุหลาบที่ชอบให้คนอื่น ๆ ฟัง
ด้านอารมณ์/เหตุผล - ศึกษาการเจริญเติบโตของต้นกุหลาบโดยใช้ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ และสรุปผลที่ได้จากการเรียนรู้
ด้านดนตรี - แต่งเพลงวันแห่งความรักที่มีดอกกุหลาบเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
- ประกวดร้องเพลงที่แต่งขึ้น
ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย - คิดท่าทางประกอบเพลงที่แต่งขึ้น
ด้านมิติสัมพันธ์ - วาดภาพดอกกุหลาบที่มีดอกตูมและดอกบานในสวนหย่อม
- วาดภาพดอกกุหลาบกับความเกี่ยวข้องในวันแห่งความรัก
- อธิบายเปรียบเทียบลักษณะของดอกกุหลาบที่เป็นดอกตูมและดอกบานเต็มที่
ด้านการรู้จักตนเอง - วิเคราะห์สิ่งดีที่นำดอกกุหลาบมาเป็นดอกไม้ในวันแห่งความรักกับแม่ของเรา
เพื่อนของเรา ฯลฯ
ด้านการรู้จักคนอื่น - แบ่งกลุ่มศึกษาเกี่ยวกับดอกกุหลาบในแง่มุมต่าง ๆ แล้วจำความรู้ที่ได้
มาเรียนร่วมกัน
ด้านรอบรู้ธรรมชาติ - ศึกษาวิธีการปลูกดอกกุหลาบในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
- วิเคราะห์สภาพแวดล้อมในชุมชนเกี่ยวกับการปลูกดอกกุหลาบให้ได้ผล
- เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของดอกกุหลาบในสถานการณ์ต่าง ๆ
โดยภาพรวมเมื่อนักเรียนทำโครงงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สิ่งที่นักเรียนได้รับคือ ความรู้ในเนื้อหาสาระวิชานั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝนจนเป็นนิสัย ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้อย่างยั่งยืน ทัศนคติ เจตคติที่ดีต่อการ เรียนรู้ ความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้ของตนเอง โดยผ่านกระบวนการแก้ปัญหาและยังได้ คุณสมบัติอื่น ๆ ที่พึงประสงค์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความมานะอดทน ความเพียรพยายาม ความเชื่อมั่นในตนเอง ลักษณะการทำงานที่เป็นระบบ การรู้จักประหยัด การเห็นคุณค่าของตนเอง การยอมรับศักยภาพของตนเองและผู้อื่น และการรู้จักการทำงานกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
ความหมายของโครงงาน
นักการศึกษาหลายท่านรวมทั้งสถาบันหลายแห่งได้ให้ความหมายของคำว่า “โครงงาน” ไว้ดังนี้
จิราภรณ์ ศิริทวี (2542 : 34) กล่าวว่า โครงงานเป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักทำโครงการวิจัยเล็ก ๆ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ระเบียบวิธีดำเนินการเป็นระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จุดประสงค์หลักของการสอนแบบโครงงานต้องกระตุ้นให้นักเรียน รู้จักสังเกต รู้จักการตั้งคำถาม รู้จักการตั้งสมมติฐาน รู้จักวิธีแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อตอบคำถามที่ตนอยากรู้ รู้จักสรุปและทำความเข้าใจกับสิ่งที่ค้นพบ
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542 : 18) กล่าวว่า โครงงาน เป็นการเรียนรู้อย่างหนี่งที่ต้องการให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในหัวข้อที่กำลังเรียน การศึกษาค้นคว้านี้อาจทำเป็นรายบุคคล เป็นทีม ลักษณะที่สำคัญของโครงงานคือการศึกษาที่มุ่งเพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยในเรื่องนั้น ๆ ที่ผู้เรียนหรือกลุ่มเพื่อนตั้งข้อสงสัยขึ้นมา เป้าหมายของโครงงานคือให้ได้เรียนรู้มากขึ้นในเรื่องนั้น ๆ มากกว่า ที่จะค้นหาคำตอบที่ถูกต้องเพื่อตอบคำถามของผู้สอน
กระทรวงศึกษาธิการ (2536 : 5) ให้ความหมายว่า โครงงานเป็นการทำกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของครู ตั้งแต่การคิดสร้างโครงงาน การวางแผนดำเนินการ การออกแบบลงมือปฏิบัติ รวมทั้งร่วมกำหนดแนวทางในการวัดและประเมินผล
โครงงานเป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน ได้เลือกและสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการและแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
โครงงาน เป็นวิธีการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักสูตรกับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างกลมกลืนกัน
เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต
เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจ ใคร่รู้คำตอบของตัวผู้เรียนเอง
เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ (construct) ด้วยตนเอง
เป็นวิธีการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง มีระบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง
เป็นการหาคำตอบข้อสงสัยโดยใช้ทักษะการเรียนรู้และปัญญาหลาย ๆ ด้าน
(อ้างถึงใน โครงงาน : การเรียนรู้ที่ลุ่มลึก สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ลำดับที่ 16 : 2)
การเรียนการสอนแบบโครงการ/โครงงาน เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกสิ่งที่สำคัญ กำหนดเรื่องที่จะศึกษาหรือโครงการที่สนใจจะทำเป็นการศึกษาด้วยตนเองในสิ่งที่มีความคล้ายคลึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือสภาพปัญหาที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ความรู้ ความคิดที่ลึกซึ้ง เชื่อมโยงสัมพันธ์กับ จนได้ความรู้ใหม่ที่มีความหมายสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ได้ใช้ทักษะที่มีในการทำงานตามความต้องการและความสนใจทำให้เด็กได้พัฒนาความรับผิดชอบ ความมีวินัยในตนเองและความรอบคอบในการปฏิบัติงาน (อ้างถึงในการเรียนรู้...สู่ทักษะชีวิต สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541)
จากความหมายดังที่ได้กล่าวมาแล้วผู้เขียนขอเสนอความหมายของโครงงานที่ได้จากการวิเคราะห์และสรุปดังนี้ “โครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนที่อยากจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลาย ๆ สิ่งที่สงสัยและอยากรู้คำตอบให้ลึกซึ้งชัดเจน หรือต้องการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ทักษะกระบวนการและปัญญาหลาย ๆ ด้าน มีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนต่อเนื่อง มีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ” ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า “โครงงานเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำวิจัยโดยเด็ก ๆ เพราะเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อที่จะพัฒนาความรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีการทำงานที่เป็นระบบและใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นหาความรู้ ความจริง จนได้ข้อสรุปเป็นองค์ความรู้หรือความรู้ใหม่ด้วยตัวเขาเอง”
ดังนั้น โครงงานจึงเป็นกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง เพราะนักเรียนเป็นผู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเองเริ่มจากการตัดสินใจในการเลือกและวางแผนการเรียนด้วยตนเอง โดยทำการศึกษาปัญหาที่เขาสนใจปัญหาใดปัญหาหนึ่ง มีการกำหนดจุดประสงค์ไว้ว่าต้องการจะศึกษาอะไร จะศึกษาอย่างไร ซึ่งมีการวางแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เลือกหา เลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ออกแบบการทดลอง การสำรวจข้อมูลด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติเอง บันทึกผลการปฏิบัติเองว่าศึกษาแล้วได้อะไร ผลเป็นอย่างไร แล้วนำผลที่ได้จากการกระทำหรือศึกษาปัญหาดังกล่าวมาทำการแปลผล เพื่อนำเสนอหรือเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เข้าใจ และทราบถึงผลที่เกิดจากการศึกษานั้น สามารถนำไปศึกษาต่อหรือนำไปใช้ประโยชน์ ผู้เรียนมีโอกาสได้แสดงออกอย่างอิสระ ได้คิดอย่างหลากหลาย คิดอย่างสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้จากการเป็นผู้ปฏิบัติในสภาพความเป็นจริง ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ได้ทำกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเองและมีความสุขในการเรียนรู้ นอกจากนั้นการทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีมทำให้ผู้เรียนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน ได้ฝึกการประเมินตนเอง รู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของตนเองและยอมรับผู้อื่น เกิดการเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นและการควบคุมตนเอง เป็นการช่วยพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ หรือ ระดับสติปัญญาทางอารมณ์ หรือความสามารถในการตระหนักถึงความรู้สึกของตนเอง (การมีสติ) และผู้อื่น พร้อมทั้งสามารถบริหารหรือจัดการอารมณ์ของตนได้ เช่น การฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเองทำให้เป็นคนมีวินัยในตนเองและตรงต่อเวลาและสามารถสร้างสัมพันธภาพ (การมีมนุษยสัมพันธ์) กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี รู้จักกระตุ้นและจูงใจตนเองทำให้เกิดความพยายาม มุมานะในการทำงานจนประสบความสำเร็จในชีวิตและยังเป็นการพัฒนาระดับสติปัญญาทางศีลธรรม หรือระดับความไม่เห็นแก่ตัว (Moral Quotient) ให้กับผู้เรียนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
หลักการและแนวคิดของโครงงาน
การจัดการเรียนการสอนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนจะต้องทำให้ผู้เรียนมองเห็นความสำคัญว่าสิ่งที่เรียนไปนั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างไร นำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่และจะใช้ได้อย่างไร ความรู้ที่เรียนไปแล้วนั้นเขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับความรู้อื่น ๆ และสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากแบบเรียนได้อย่างไรและโดยวิธีใด แต่ละวิชาที่เรียนไปนั้นมีประโยชน์กับตัวเขาอย่างไรบ้าง ครูจะต้องสอนให้นักเรียนมีความเข้าใจถึงกระบวนการในการเรียนรู้ นักเรียนจะสามารถพัฒนาความคิดของตนเองได้ก็ต่อเมื่อสามารถถามและตอบคำถามด้วยตนเองได้ เช่น คำถามที่ว่า ทำไม...อย่างไร หมายความว่าอะไร...มีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม...อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีอะไรมาเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น...เป็นต้น
กิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่นักการศึกษาหลายท่านยอมรับว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนในทุกระดับการศึกษา ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและคณาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัย ควรจะต้องนำไปใช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรือแม้แต่นิสิต นักศึกษาในการค้นหาความรู้ด้วยตนเองโดยการทำโครงงาน เพราะกิจกรรม โครงงานถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้เป็นอย่างดี และยังเป็นกิจกรรมที่ครูทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนการสอนทุกสาระการเรียนรู้ โครงงานเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กยุคใหม่ที่อยู่ในสังคมของแหล่งข่าวสารข้อมูลที่หลากหลายและมากมาย ซึ่งต้องมีความสามารถในการเลือกสรรให้ถูกต้องและเหมาะสมกับระดับและวัยของเขาเอง รวมไปถึงความสามารถที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี สามารถปฏิรูปเด็กยุคใหม่ในสังคมไทยให้รู้จักสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ดังที่นักการศึกษาหลาย ๆ ท่านได้พูดไว้ว่า เด็กยุคใหม่ต้องรู้จักที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (life long education)
กิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยการบูรณาการสาระความรู้ต่าง ๆ ที่อยากรู้ให้เอื้อต่อกันหรือร่วมกันสร้างเสริมความคิด ความเข้าใจ ความตระหนัก ทั้งด้านสาระและคุณค่าต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน โดยอาศัยทักษะทางปัญญาหลาย ๆ ด้าน ทั้งที่เป็นทักษะขั้นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และทักษะขั้นสูงที่จำเป็นในการคิดอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ เป็นต้น โดยมีครูเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ รวมไปถึงการให้กำลังใจ การนำแนวคิด วิธีการและแนวทางในการทำโครงงานไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต
การจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมโครงงานตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อและหลักการปฏิรูปกระบวนการเรียน รู้คือเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนภายใต้หลักการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น (อ้างถึงใน โครงงาน : การเรียนรู้ที่ลุ่มลึก เอกสารการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ลำดับที่ 16 : 3) กล่าวคือ
- ผู้เรียนได้เลือกเรื่อง/ประเด็น/ปัญหา ที่ต้องการจะศึกษาด้วยตนเอง
- ผู้เรียนเลือกและหาวิธีการตลอดจนแหล่งของข้อมูลที่หลากหลายด้วยตนเอง
- ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (เรียนรู้) ด้วยตนเอง
- ผู้เรียนได้บูรณาการทักษะ/ประสบการณ์/ความรู้/สิ่งแวดล้อม รอบตัวตามสภาพจริง
- ผู้เรียนเป็นผู้สรุป (สร้างองค์ความรู้) ด้วยตนเอง
- ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น
- ผู้เรียนได้นำความรู้ไปใช้จริง
การให้นักเรียนทำโครงงานเป็นวิธีการหนึ่งที่นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเองและปฏิบัติเอง ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดอย่างอิสระ ได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม ได้ฝึกทักษะกระบวนการในการค้นคว้าหาความรู้ เช่น การสังเกต การวัด การสำรวจ การตั้งสมมติฐาน การทดสอบ การทดลอง การรวบรวมข้อมูล การหาข้อสรุป การอภิปรายของสมาชิกในกลุ่ม การวางแผนการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลข้อมูล การสื่อความหมายและการตีความหมายของข้อมูล การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแสดงรูปแบบจำลอง การจัดนิทรรศการ การเขียนในรูปของแผนภูมิ แผนผัง การเขียนเป็นรายงาน การจัดทำแผงโครงงาน การแสดงละคร การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น เริ่มตั้งแต่ปัญหาที่เขาสนใจและอยากรู้คำตอบจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจจากเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เรียนมา ใช้กระบวนการและทักษะต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานภายใต้การให้คำแนะนำปรึกษาและการดูแลของครูหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ
การทำโครงงาน ไม่ใช่เป็นการเพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่จะเป็นกระบวนการในการฝึกปฏิบัติงานประจำที่เป็นระบบมากขึ้น โครงงานควรเริ่มให้นักเรียนได้รู้จักและฝึกทำมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา โดยที่แรกเริ่มนั้นครูอาจจะต้องเป็นผู้คิดปัญหาง่าย ๆ หลากหลายให้เด็กได้ลองเลือกทำตามความสนใจ เมื่อนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโครงงานแล้ว ต่อไปครูควรให้นักเรียนได้คิดปัญหาโครงงานด้วยตนเองอย่างอิสระตามความสนใจ โดยอาศัยทักษะพื้นฐานง่าย ๆ เช่น การสังเกต การวัด การจัดจำแนก การคำนวณ การตั้งสมมติฐาน การทดลอง การหาข้อสรุป และ เผยแพร่ข้อมูลที่ค้นพบด้วยวิธีการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว
การเรียนรู้ในรูปแบบของโครงงาน เป็นการจัดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ความชำนาญทักษะที่มีอยู่ รวมทั้งจุดเด่นของตนเองที่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกในที่ใดมาก่อน นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรมโดยการเป็นผู้สร้างความรู้บ้าง แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แต่เพียงฝ่ายเดียวซึ่งไม่มีวันที่จะรับได้ทั้งหมด ถ้าผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัตเองเขาจะจดจำสิ่งเหล่านั้นติดตัวไปตลอดชีวิตโดยไม่มีวันลืม การเรียนรู้โดยวิธีนี้อาจทำคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยมีการวางแผนร่วมกันก่อนที่จะลงมือทำโครงงาน นักเรียนจะต้องรู้วิธีการทำงานโดยใช้กระบวนการกลุ่มที่มีการตั้งจุดประสงค์ร่วมกัน วางแผนร่วมกัน ดำเนินการงานและรับผิดชอบร่วมกัน ตลอดจนประเมินผลร่วมกัน แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือควรจะเริ่มต้นจากความสนใจของนักเรียนจริง ๆ และที่สำคัญมากและจำเป็นอย่างยิ่ง คือ การที่ครูจะต้องคอยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการทำโครงงานครั้งแรก เพราะจะเป็นกำลังใจที่มีความสำคัญต่อเด็กเป็นอย่างยิ่งและจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นหรือแรงจูงใจให้เกิดความอยากที่จะทำโครงงานชิ้นต่อไปอีก ถ้าประสบความล้มเหลวเสียตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว โครงงานชิ้นต่อไปก็คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเด็กจะเกิดความท้อแท้และเบื่อหน่าย รวมทั้งทำให้เกิดความท้อแท้ต่อการเรียนโดยภาพรวมด้วย
กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีการนำโครงงานวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นกิจกรรมในการเรียนการสอนมากขึ้น ทั้งที่เป็นกิจกรรมในหลักสูตร และกิจกรรมนอกหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งมีการตื่นตัวกันมาก ได้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวภายในโรงเรียน และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีการนำเสนอผลงานทั้งในและนอกโรงเรียน ทำให้นักเรียนมีความสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันว่าโ ครงงานวิทยาศาสตร์ทำให้ครูทุกระดับการศึกษาต้องพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก เพราะครูจะต้องมีความรู้ความสามารถในการที่จะให้คำปรึกษาแนะนำนักเรียนในความดูแลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมดของโครงงาน จะเห็นได้ว่าโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่เลียนแบบการทำงานของนักวิทยาศาสตร์เพราะเริ่มมาจากการที่มีปัญหาและหาวิธีก้ปัญหานั้น โดยการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าหรือแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นด้วยตนเองจนได้ข้อสรุป สำหรับวิชาอื่น ๆ ก็สามารถนำกิจกรรมโครงงานไปใช้ได้ในทำนองเดียวกันกับวิชาวิทยาศาสตร์ และใช้ทักษะ/กระบวนการทำงานต่าง ๆ เหมือนกันเช่น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการคิด เป็นต้น เพียงแต่ในวิชาอื่น ๆ ไม่เน้นที่การทดลองในการค้นหาคำตอบ ซึ่งถ้ามอบในอีกแง่มุมหนึ่ง จะเห็นได้ว่าโครงงานที่เด็กทำเปรียบได้กับงานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ ตั้งปัญหาขึ้นมา และเป็นปัญหาที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ และพยายามหาแนวทาง ที่จะพิสูจน์เพื่อหาคำตอบของปัญหานั้น กระบวนการในการศึกษาค้นคว้ามีกระบวนการ วิธีการคล้ายกับงานวิจัยของผู้ใหญ่เช่น มีการตั้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์ในการศึกษา มีการคาดเดาคำตอบล่วงหน้าอย่างมีหลักการ หรือการตั้งสมมติฐาน มีการออกแบบเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาจากหลาย ๆ วิธี แล้วเลือกใช้วิธีที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด เหมาะสมที่สุด มีการลงมือปฏิบัติไปตามวิธีที่เลือกอย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ในระหว่างการปฏิบัติงานได้มีการจดบันทึก และเก็บรายละเอียดต่าง ๆของการทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อจบการปฏิบัติตามวิธีการที่เลือก แล้วได้มีการอภิปรายสรุปผลการศึกษาจนได้เป็นข้อสรุป ร่วมกันของกลุ่มหรือเป็นความรู้ใหม่ที่กลุ่มค้นพบ พร้อมทั้งเลือกรูปแบบที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ตนได้ ข้อสรุปมานั้นแก่ผู้สนใจอื่น ๆ ด้วย
โครงงานวิทยาศาสตร์ (Science Project) คืออะไร ?
ธีระชัย ปูรณะโชติ (2531 : 1) ได้ให้ความหมายว่าโครงงานวิทยาศาสตร์คือการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนักเรียนจะต้องเป็นผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีครูเป็นผู้ให้ คำแนะนำรวมทั้งให้คำปรึกษาในทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ในการทดลอง การพานักเรียนไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเพื่อให้การศึกษาค้นคว้านั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2540 : 1) ได้กล่าวว่าโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเพื่อค้นพบ ข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนการเป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แล้วเสนอผลการศึกษาในรูปแบบการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมีครู อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึ |