[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ครม.อนุมัติกฎก.ค.แก้ปัญหาพื้นที่ศึกษา


ครม.เห็นชอบออกกฎก.ค.-พ.ร.ฎ. ตามที่ “อดิศัย” ชงขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลังจากพ.ร.บ.ครูถูกตีตกไป โดยจะทำให้งานเขตพื้นที่การศึกษา และเงินประจำตำแหน่งผอ.เขตพื้นที่เดินหน้าต่อ “เสมา 1” เผยจากนี้งานบริหารศธ.ฉลุย โดยไม่ต้องรอพ.ร.บ.ครูผ่านสภา 

นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอเรื่องการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอ้างอิงตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ 2546 ซึ่งระบุว่าต้องมีคณะกรรมการ เขตพื้นที่การศึกษา โดยเสนอออกกฎคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ตามความใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เจ้าหน้าที่บริหารการศึกษา 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯรับเงินเดือนในระดับ 8 มีเงินประจำตำแหน่ง 5,600 บาท และให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่รับเงินเดือนระดับ 9 มีเงินประจำตำแหน่ง 9,900 บาท หลังจากนี้จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดูรายละเอียดแล้วนำมาใช้ได้เลย 

นายอดิศัย กล่าวว่า ทั้งหมดนี้จะทำให้การบริหารของ ศธ.สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เคยรอเรื่องตั้งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ตามร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ตกไป ก็สามารถใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 เข้ามาออกกฎ ก.ค.ดำเนินการแต่งตั้งผู้บริหารได้ 

ด้านนางสิริกร มณีรินทร์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้รัฐมนตรีแต่ละคนเอาใจใส่เฝ้าระวังกฎหมายของตัวเอง ติดตามประสานงานตั้งแต่ระดับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และเข้าไปในรัฐสภา เพื่อให้กฎหมายเป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารยกร่างเสนอเข้าไป 

นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม. ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบข้อเสนอยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน และมาตรการเร่งด่วนตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษา โดยให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และมาตรการดังกล่าวให้บังเกิดผลโดยเร็ว และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้ 

“ยุทธศาสตร์ด้านหลักสูตรการเรียนการสอนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยการสร้างความพร้อมและความเข้าใจให้แก่ครู และผู้บริหาร การทบทวนโครงสร้าง สาระของหลักสูตรและมาตรการเรียนรู้-ปรับระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาให้เกื้อกูลกับการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เชื่อมโยงเรื่องหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน กับการประกันภายในและการจัดการภายในสถานศึกษาเพื่อพร้อมกับการประเมินภายนอก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นางสาวศันสนีย์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการผลิตและการพัฒนาครู ประกอบด้วย การฟื้นศรัทธาวิชาชีพครู การพัฒนาศักยภาพครูประจำการ การผลิตครูแนวใหม่ เชิงบริบทและเงื่อนไข ส่วนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย การจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและกิจกรรมที่หลากหลาย เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดสรรงบประมาณที่มุ่งกระจายอำนาจให้ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง การบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการส่งเสริมประสานงานและอำนวยความสะดวก 

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษา ด้านการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ประชาชน ชุมชน และเอกชนในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ การทบทวน ปรับปรุง แก้ไข และการออกนโยบายกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ การส่งเสริมองค์การทางสังคมต่างๆ จัดการศึกษา ให้ภาคประชาชน เอกชน และธุรกิจเอกชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย ติดตามตรวจสอบและประเมินผล และการสร้างความพร้อมในการมีส่วนร่วม 

นางสาวศันสนีย์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ประกอบด้วย การปรับทิศทางและแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาแนวใหม่ (Re-orientating) การปรับระบบบริหารและการจัดการ (Re-organizing) การปรับระบบการเงินและทรัพยากร (Re-financing and remobilizing resources) 

“ส่วน มาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1. ปรับระบบการคัดเลือกเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา 2. จัดตั้งสถาบันพัฒนาและส่งเสริมครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) 3. กำหนดมาตรการทางภาษีที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อจูงใจภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษา 4. เร่งรัดปรับบทบาทกรมการศึกษานอกโรงเรียนให้มุ่งเน้นส่งเสริม ประสานและเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 5. รัฐต้องหยุดและชะลอการจัดตั้งสถานศึกษา เร่งเตรียมความพร้อมให้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนการจัดการศึกษาทางเลือกที่เกิดขึ้นในองค์กรสังคมต่างๆ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว 







ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: สยามรัฐ ฉบับที่ 18482 [หน้าที่ 7 ] ประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง