|
|
|
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่หอประชุมโรงเรียนพรตพิทยพยัต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จัดเสวนาเชิงวิชาการเรื่องแนวทางการรับนักเรียนใหม่ปีการศึกษา 2547 ร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯ ทั้งนี้ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวภายหลังว่า จากการเสวนาครั้งนี้ได้แนวปฏิบัติการรับนักเรียนสังกัด สพฐ.ดังนี้ 1.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จะต้องวางแผนกำหนดแนวปฏิบัติการรับนักเรียนของ สพท.ร่วมกันทั้งจังหวัด 2.สพท.จะต้องแจ้งการจัดที่เรียนให้กับเด็กที่จบชั้น ป.6 ได้เข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ครบทุกคนภายในเดือนมีนาคม 2547 3.หากนักเรียนไม่พอใจโรงเรียนที่จัดให้ก็สามารถสมัครเข้าจับสลากในโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการได้ ประมาณปลายเดือนมีนาคม 4.หากยังไม่พอใจอีกก็สามารถสมัครแข่งขันเข้าโรงเรียนที่ต้องการได้ โดยใช้ผลคะแนนการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (National Test Score) ซึ่งมีทั้งระดับผลการเรียนและแฟ้มสะสมผลงานของนักเรียน 5.สพท.จะต้องกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนของแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน และต้องประกาศให้สาธารณชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งต้องจัดหาที่เรียนให้กับนักเรียนได้เข้าเรียนต่อครบทุกคน 6.กำหนดวันและเวลาการรับนักเรียนพร้อมกันทั่วประเทศในการรับนักเรียนแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท และ 7.การเพิ่มห้องเรียนและขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องต้องเสนอ สพฐ.อนุมัติ ทั้งนี้ จะนำข้อคิดเห็นจากที่ประชุมนี้ไปประมวลและสรุปเสนอนายอดิศัย โพราธามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบในสัปดาห์หน้า นายอดิศัยกล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะใช้ผลการสอบ NT แทนการสอบเข้าชั้น ม.1 แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังในระบบที่ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส ต้องไม่ให้เกิดปัญหาเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งจะต้องลดปัญหานี้ลง ต้องมาดูแนวทางว่า ศธ.จะป้องกันได้อย่างไร แต่ก็คงต้องใช้เวลา และคงต้องใช้ระบบเข้ามาแก้ จะไปห้ามทีเดียวคงไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีโรงเรียนที่อาศัยชื่อเสียงสร้างเศรษฐกิจของโรงเรียนให้ดีขึ้น แต่ก็ไปกระทบกับผู้ปกครอง นอกจากนี้ ในเรื่องการสอนพิเศษในโรงเรียนบางครั้งก็ทำมากเกินไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการศึกษาโดยรวมที่ทำให้ต้องมีการสอนพิเศษ ทั้งนี้ ในแนวทางเบื้องต้นที่ สพฐ.อาจเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีชื่อเสียงในเขตกรุงเทพฯ และโรงเรียนประจำจังหวัดรับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการได้สูงขึ้นถึง 50% นั้น คิดว่าแนวทางที่ สพฐ.ทำมาถูกทางแล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นายพร รุจนเวช ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) กรุงเทพฯ เขต 1 กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับ ผอ.สพท.เขต 2 และ เขต 3 ได้เห็นพ้องกันว่าต้องประกันโอกาสที่เรียนให้กับนักเรียนในเขต โดยต้องแจ้งที่เรียนให้เด็กทราบก่อนปิดภาคเรียนอย่างน้อย 1 แห่ง ส่วนกลุ่มโรงเรียนเด็กพิเศษและความสามารถพิเศษนั้น เห็นตรงกันว่าควรจะแยกมารับก่อนสถานศึกษาทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเด็กจะได้มีทางเลือก สำหรับสัดส่วนการรับชั้น ม.1 ได้ข้อยุติว่า 2 สูตรเดิมมีความเหมาะสมแล้ว ทั้งสูตร 70:30 รับในเขตพื้นทื่บริการโรงเรียน 70% และจากการสอบ เด็กอุปการคุณและเด็กความสามารถพิเศษรวม 30% และสูตร 60:30:10 รับในเขตพื้นทื่บริการ 60% จากการสอบ เด็กอุปการคุณและเด็กความสามารถพิเศษรวม 30% และรับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการอีก 10% แต่อาจจะรับเด็กในเขตพื้นที่บริการมากกว่า 50% ก็ได้ โดย สพท.จะหารือร่วมกับโรงเรียนอีกครั้งเพื่อกำหนดให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลการใช้ข้อสอบ NT จะไม่โปร่งใสนั้น ผอ.สพท.ใน กทม.ได้หารือกันแล้วเห็นว่าสามารถแก้ไขได้ โดยกำหนดสนามสอบกลางในโรงเรียนใกล้เคียง ไม่ควรให้แต่ละโรงเรียนสอบกันเองเช่นที่ผ่านมา และควรมีคณะกรรมการกลางคุมสอบและตรวจข้อสอบด้วย นายทองปอนด์ สาดอ่อน ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.สพท.เชียงราย เขต 1 กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนจาก สพฐ.ก่อน จึงจะกำหนดในระดับจังหวัดได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางเบื้องต้นของ สพฐ.คิดว่าเป็นแนวทางที่ดีจะได้มีเด็กช้างเผือกเข้าโรงเรียนดังได้มากขึ้น แต่การจะให้โรงเรียนรับเด็กนอกเขตได้ถึง 50% นั้น ก็ต้องดูแลสิทธิเด็กในเขตพื้นที่ไม่ให้เสียไปด้วย นางพริ้มพราย สุพโปฎก ผู้อำนวยการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการใช้ผลสอบ NT เพราะจากที่เคยเป็นกรรการในศูนย์ตรวจข้อสอบด้านภาษาไทยของโรงเรียนเอกชนปีที่ผ่านมา พบว่าโรงเรียนเอกชนหลายแห่งที่ทำข้อสอบ NT ระดับ ป.3 และ ป.6 ไม่มีความโปร่งใส นำข้อสอบมาติวให้เด็ก ทั้งยังมีการเขียนคำตอบไว้ให้นักเรียนลอกด้วย เพราะกลัวนักเรียนทำไม่ได้แล้วจะทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง ซึ่งที่ทราบเรื่องนี้เพราะได้ตรวจข้อสอบด้วยตัวเองจนพบกรณีเด็กลอกคำตอบ เพราะมีการเขียนเติมคำเหมือนกันหมดทั้งชั้น แม้แต่ประโยคที่ครูเขียนคำว่า ''ลอกให้หมด'' เด็กก็ยังเขียนลงในกระดาษคำตอบด้วยเลย ซึ่งจะไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนที่ดำเนินการอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ เชื่อว่าในโรงเรียนของรัฐก็คงไม่ต่างกัน เพราะตนก็ทราบข่าวมาเช่นกัน ด้านคุณหญิงกษมากล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า สพฐ.มีบัญชีรายชื่อโรงเรียนที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสแล้ว โดยดูจากการกระจายคะแนนสอบ NT ที่ผิดปกติ และกำลังหาแนวทางแก้ไขอยู่ |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9400 [หน้าที่ 20 ] ประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|