[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

เสียงสะท้อน''นักเรียน-ผอ.'' ''ดี-ไม่ดี''??? โรงเรียนดังรับม.1นอกเขต50%


โดย เพ็ญศรี วิสุทธิยา วรรณนี พรำนัก

หมายเหตุ- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้กำหนดแนวทางการรับนักเรียนชั้น ม.1 ปีการศึกษา 2547 ในเบื้องต้นอาจให้โรงเรียนที่ได้รับความนิยมในเขตกรุงเทพฯ และโรงเรียนประจำจังหวัด เปิดโอกาสรับนักเรียนที่จบชั้น ป.6 นอกเขตพื้นที่บริการเข้าเรียนได้สูงสุดไม่เกิน 50% ของจำนวนรับ โดยให้พิจารณาจากความสามารถพิเศษทั้งด้านกีฬา ดนตรี วิชาการ รวมทั้งพิจารณาจากผลการสอบวัดความรู้ระดับชาติ หรือ National Test ซึ่งล่าสุด นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์ไม่ขัดข้องกับแนวทางนี้ โดยให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ระบุว่า แนวทางดังกล่าวยังเป็นการพูดคุยกันเบื้องต้นเท่านั้น ยังจะต้องหารือกับทางสถานศึกษา และอาจจะต้องทำประชาพิจารณ์ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ปกครอง ก่อนที่จะกำหนดกรอบแนวปฏิบัติจริง

''มติชน'' จึงได้สัมภาษณ์ความเห็นของนักเรียนและผู้บริหารโรงเรียน เพื่อสะท้อนว่าพวกเขาเหล่านี้คิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

ด.ญ.ขนิษฐา เต็งสกุล นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโสมนัสวิหาร

''เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพราะว่าจะทำให้นักเรียนมีความรู้มากขึ้น ได้เรียนในโรงเรียนที่ตัวเองอยากจะเรียน ได้มีเพื่อนที่อยู่ไกลๆ ทำให้สามารถเข้ากับสังคมอื่นได้อย่างไม่อาย และได้เรียนรู้ในสิ่งที่โรงเรียนเดิมไม่มี และจะทำให้มีความสุขด้วย แต่ก็อาจมีข้อเสียตรงที่อยู่ไกลบ้าน ทำให้เหนื่อยในการเดินทาง และเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น'' 

ด.ญ.กนกรักษ์ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัลยา

''หนูเห็นด้วย เพราะว่า ถ้าเกิดว่าเรามีโอกาสที่จะไปก็อยากลองไปหาประสบการณ์ในสถานที่เรียนใหม่บ้างว่า โรงเรียนอื่นจะมีการเรียนการสอนที่แปลกไปจากโรงเรียนที่เราเรียนมาอย่างไร และอาจจะมีการเรียนการสอนที่แปลกไปจากที่เคยเรียนมา และอยากรู้ว่าครูอาจารย์มีการสอนอย่างไรบ้าง และอยากมีเพื่อนใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน และอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าจะทำให้เราต้องมีการปรับตัวในเรื่องของการเรียน เพราะว่าเนื้อหาอาจไม่ตรงกัน''

นายอัครเดช มุทาพร นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนวัดราชบพิธ

''ผมคิดว่าเป็นโอกาสให้ไปลองเรียนในโรงเรียนที่ดังๆ เด็กจะได้รู้ว่าโรงเรียนเหล่านี้มีการเรียนการสอนดีหรือแตกต่างจากโรงเรียนอื่นมากน้อยแค่ไหน จะได้ไปเก็บเกี่ยวสิ่งใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด และจะได้รู้ความแตกต่างจากโรงเรียนที่เราเคยเรียนมา จะได้รู้ว่าอาจารย์หรือเพื่อนๆ นักเรียนมีความสามารถและเรียนเก่งมากน้อยแค่ไหน แต่ก็อาจมีข้อเสียบ้างตรงที่โรงเรียนที่เราไปเรียนอาจสอนไม่เหมือนกับโรงเรียนเดิมที่เรียนมา อาจทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน''

นายณัฐพงษ์ ศรีสุขล้อม นักเรียนชั้น ม.3

''ผมคิดว่าโรงเรียนจะดังหรือไม่ดัง จะมีเด็กเรียนเก่งมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างขึ้นกับตัวของเราเองมากกว่า ว่ามีความเข้าใจใส่ใจมากน้อยแค่ไหน ตั้งใจเรียนดีพอไหม คิดว่าทุกอย่างขึ้นกับตัวเราเองมากกว่า ถ้าไปเรียนโรงเรียนดังๆ ที่อยู่ไกลบ้าน ก็อาจมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม''

ด.ญ.ภัทราพร สุขมาก นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีวิทยา 

''หนูเห็นด้วยที่โรงเรียน จะเปิดรับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการมากขึ้น เพราะจะทำให้มีเพื่อนหลากหลายเข้ามา และทำให้มีความรู้แปลกใหม่ไม่ซ้ำซาก แต่เด็กบางคนอาจไม่อยากไปเรียน ถ้าโรงเรียนอยู่ไกลบ้าน แต่ถ้าพ่อแม่สนับสนุนก็อยากไป ยิ่งหากเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงก็อยากจะไปเรียน เพราะคิดว่าอาจารย์อาจจะสอนดี ทำให้มีความรู้มากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ต้องเดินทางไกลและเสียเวลาในการเดินทาง''

ด.ช.เตชินท์ จิรัฐติกาล นักเรียนชั้น ม.2 

''ผมเห็นด้วย เพราะจะทำให้เด็กๆ ตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะได้เรียนในโรงเรียนที่ตัวเองอยากจะเข้าเรียน ถึงแม้โรงเรียนที่จะไปเรียนจะต้องเดินทางไกลก็ไม่เป็นไร เพราะอยากไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบได้หลากหลายกว่าเดิม แต่เด็กบางคนพ่อแม่ก็ไม่สนับสนุนถ้าโรงเรียนอยู่ไกลบ้านเพราะกลัวการเดินทางลำบาก และค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นด้วย''

นายสุนัน คำพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน 

''ผมเห็นด้วยกับการเพิ่มสัดส่วนการรับนักเรียนนอกเขตพื้นที่บริการโรงเรียนเป็น 50% และที่ผ่านมาโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน ก็ได้ตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเรื่อยมา คิดว่าการเพิ่มสัดส่วนอย่างนี้จะทำให้เด็กได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่อยากเข้าเรียน และทางโรงเรียนก็สามารถรับได้ เพราะว่าโรงเรียนมีเด็กในพื้นที่บริการน้อย แต่ก็อาจมีข้อเสียในกรณีโรงเรียนดังบางแห่งที่อาจทำให้เด็กในพื้นที่เสียโอกาส เพราะว่าเด็กนอกเขตจะเข้ามาเบียดที่นั่ง''

นายสุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิ 

''ตามแนวทางดังกล่าวสามารถคิดได้สองแง่ คือ 1.ในแง่สิทธิมนุษยชน ก็เห็นด้วย เพราะว่าเป็นการให้ความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้นกับเด็กทั่วๆ ไป 2.ถ้ามองในแง่คนในพื้นที่ อาจไม่เห็นด้วย เพราะว่าจะทำให้เด็กในพื้นที่ขาดโอกาสมากขึ้น เพราะบางโรงเรียนอาจจะรับเด็กในพื้นที่แทบไม่พออยู่แล้ว ต้องมารับเด็กนอกเขตเข้ามาอีก ก็อาจจะยิ่งทำให้เด็กในพื้นที่เสียโอกาสก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตัวเลขสัดส่วนการรับที่ สพฐ.วางไว้คงเป็นตัวเลขกลางๆ อยู่แล้ว ซึ่งการกำหนดให้เป็นกลางๆ อย่างนี้คงไม่มีปัญหาอะไรในทางปฏิบัติ''

นางกัลยาณีย์ สินสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง

''ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอแนวทางรับเด็กดังกล่าว เพราะว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะสามารถคัดเลือกเด็กที่มีความรู้ความสามารถได้ สามารถสอนให้เด็กเรียนรู้เฉพาะด้านได้ตามความต้องการ แต่สำหรับโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองคงใช้สูตรเดิมในการรับนักเรียนปีการศึกษาหน้า''

นายสมชัย เชาว์พาณิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี 

''ผมคิดว่าที่ใช้สูตรรับนักเรียนเดิม 60:30:10 คือรับเด็กในเขตพื้นที่บริการโรงเรียน 60% ของจำนวนรับ รับจากการสอบ เด็กมีความสามารถพิเศษ และจากผู้มีอุปการคุณ รวม 30% และรับจากเด็กนอกเขตพื้นที่บริการอีก 10% ก็คิดว่าพึงพอใจแล้ว แต่ถ้าเปิดโอกาสให้รับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการได้สูงถึง 50% ก็ดีในส่วนหนึ่ง แต่ก็สงสารเด็กในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนที่อาจไม่ได้เข้าเรียน ต้องเดินทางไปเรียนที่อื่น ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้กับผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองมีความลำบากมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เด็กที่เข้ามาเรียนจากต่างพื้นที่ ก็ต้องเร่ไปเรียนไกลบ้าน ทำให้ห่างจากผู้ปกครอง ทางบ้านก็เป็นห่วง แทนที่จะได้เรียนใกล้บ้าน เรียนอย่างมีความสุข กลับต้องลำบากกับปัญหาต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ถ้ารับได้จริงๆ เด็กที่เรียนเก่งก็คงต้องไปเข้าโรงเรียนดังๆ กันหมด ซึ่งดีสำหรับโรงเรียนที่ดังๆ เพราะได้เด็กที่เก่งและมีความสามารถก็จะยิ่งสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมากขึ้น แต่โรงเรียนที่เหลือจะทำอย่างไร ผมคิดว่าน่าจะเหลือเด็กเก่งๆ ไว้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนทั่วไปบ้าง''

นางนิมล เชื้ออารย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี 2)

''ดิฉันไม่เห็นด้วยกับแนวทางเปิดโอกาสให้รับเด็กนอกเขตพื้นที่บริการได้สูงถึง 50% ของจำนวนรับ เพราะจะทำให้เด็กในเขตพื้นที่ต้องเดือดร้อนรวมไปถึงสร้างปัญหาเรื่องการคมนาคม และเรื่องสภาพเศรษฐกิจครอบครัว ทุกอย่างก็ต้องมีปัญหา จริงๆ แล้วเด็กทุกคนก็อยากจะหาที่เรียนที่ศึกษาต่อที่ดี มีชื่อเสียง แต่ที่ปฏิบัติอยู่ปัจจุบันนี้ก็ลงตัวดีอยู่แล้ว เด็กที่อยากไปเรียนที่ดีๆ ก็เปิดโอกาสให้เข้าได้ 20%-30% ก็ทำกันอยู่แล้ว เอื้อให้อยู่แล้ว ไม่อยากให้ปรับเปลี่ยนอีก เพราะจะต้องเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา โดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนก็เป็นเด็กในเขตพื้นที่ ที่ต้องถูกเบียดที่นั่ง ทั้งจะก่อปัญหาเรื่องการจราจรที่อาจจะมีมากขึ้น มีการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเด็กจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น'' 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9403 [หน้าที่ 4 ] ประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง