|
|
|
ปชป.จองกฐินซักฟอกรัฐบาล ขึ้นบัญชีจองเวร พ.ร.บ.ครูฉาว ตั้งเป้าถล่มทุจริตคอรัปชั่น ชำแหละนโยบายหมกเม็ดผลประโยชน์ทับซ้อน ตุนเงินเตรียมเลือกตั้งสมัยหน้า บัญญัติ ท้าเปิดชื่อ 2 ส.ส.โสเภณีเร่ขายตัว 40 ล้าน ด้าน เจ๊หน่อย คุยโววางตัวผู้สมัครแดนสะตอ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเปิดต้นปีหน้า จวก ปชป.ชอบกุข่าว ไล่ไปกวาดบ้านตัวเอง สมเกียรติ กรีดแผนดูด ส.ส.เหมือนพวกสัมภเวสี ไทยรักไทย-ประชาธิปัตย์ ยังเปิดเกมตอบโต้กันอย่างหนัก งัดประเด็นซื้อตัว ส.ส.-ขายตัว ส.ส.เกทับบลั๊ฟแหลก หลัง ประชาธิปัตย์ ปล่อยข่าวพรรคเศรษฐีทุ่ม 25 ล้านซื้อตัวลูกพรรคภาคใต้เข้าสังกัด ล่าสุด ไทยรักไทย ออกมาปูดข่าวตอบโต้ มี 2 ส.ส.ภาคกลาง เรขายตัว 40 ล้านบาท พร้อมขอตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นผู้สมัครพรรคไทยรักไทยนั้น บัญญัติ ท้าเปิดชื่อ ส.ส.โสเภณี เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.46 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย สุนทรวัฒน์ ประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทย ระบุว่ามี ส.ส.ภาคกลาง 2 คนมาขอเข้าพรรคไทยรักไทย พร้อมเรียกร้องเงิน 40 ล้านบาท ว่า นายสมชายน่าจะพูดออกมาเลยว่าใครที่อยากไปอยู่ไทยรักไทย ใครที่ไปขอเงิน เพราะข่าวที่ออกมามีแต่บอกว่าคนนั้นคนนี้มาชวน ก็พูดกันไป ตนคิดว่าเรื่องพวกนี้พอถึงเวลาก็ปรากฏออกมาเอง แต่ตนไม่กังวลกับเรื่องนี้ เพราะจากประสบการณ์ที่อยู่ในพรรคมายาว นาน เรื่อง ส.ส.จะย้ายพรรคหรือไม่ หากคนจะย้ายต่อให้พูดยังไง เขาก็ย้าย แต่ถ้าคนที่ไม่คิดย้ายจะใครจะมาชักชวนอย่างไร มีผลประโยชน์มาล่อใจอย่างไรก็ไม่ไป หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เท่าที่ฟัง ส.ส.พรรคขณะนี้ยังไม่ไปไหน เพราะอยู่ประชาธิปัตย์ก็สบายดีอยู่แล้ว และก่อนที่จะมาอยู่ก็ได้ศึกษาประวัติความเป็นมา อุดมการณ์ และโครงสร้างพรรค และเมื่อมาอยู่ที่นี่ ทุกคนคิดว่าเสมือนเป็นเจ้าของพรรค หรือเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่พนักงาน อย่างไรก็ตาม เท่าที่สอบถาม ส.ส. ยังไม่มีใครระบุชัดว่าจะย้ายพรรค เมื่อถามว่า ถ้า ส.ส.พรรคมีพฤติกรรมอย่างที่ ส.ส.ไทยรักไทยระบุ พรรคจะมีมาตรการอย่างไร นายบัญญัติ กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พรรคไม่ต้องมีมาตรการ แต่สังคมจะมีมาตรการ ไม่ว่าคนพรรคไหนก็แล้วแต่ ถ้ามีการย้ายพรรคเกิดขึ้นเพราะเห็นแก่จำนวนเงินที่จะได้รับสูง ถ้าเป็นอย่างนี้นักการเมืองก็เหมือนอาชีพธรรมดาทั่วไป คือแสวงหาที่อยู่ ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งนักการเมืองจะต้องมีอุดมการณ์ ความแตกต่างด้านความคิดที่ไม่เหมือนกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่แกนนำพรรคไทยรักไทยเย้ยว่าขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าที่ต้องออกจากหัวหน้าพรรค เนื่องจากมั่นใจว่าไทยรักไทยจะเจาะ ส.ส.ได้ 20 ที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้แน่นอน นายบัญญัติ กล่าวว่า สื่อน่าจะสอบถามพรรคไทยรักไทยบ้างว่า ถ้าเกิดไทยรักไทยไม่ได้ 20 ที่นั่งจะเป็นอย่างไร สำหรับตนไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเกิดเขาไม่ได้ จะพิจารณาตัวเองเหมือนกับตนบ้างหรือไม่ มั่นใจได้ที่นั่งเพิ่มใน 3 จ.ชายแดนภาคใต้ เมื่อถามว่ามีสิ่งไหนที่เชื่อมั่นว่าพรรคไทยรักไทยจะได้ที่นั่งในภาคใต้ไม่ถึง 20 นายบัญญัติ กล่าวว่า จากการที่ตนลงไปสัมผัสในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส ค่อนข้างมั่นใจว่าพรรคน่าจะได้ที่นั่งเพิ่ม เพราะการแก้ปัญหาจังหวัดภาคใต้ของรัฐบาลนี้ได้ส่งผลกระทบหลายเรื่อง และสิ่งเดียวที่รัฐบาลนี้พยายามคุยมาตลอด ซึ่งพอรับฟังได้ถ้าใครไม่เข้าใจสมมุติฐานคือ ยางพาราราคาดี แต่ถ้าคนที่เข้าใจจะรู้ว่าราคายางพาราดีทุกประเทศ จะบอกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย ราคายางก็ดีด้วย รัฐบาลตีขุมว่า เป็นเพราะความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศ ก็ให้ไปดูเวียดนาม ศรีลังกา ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ขายยางได้แพงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ราคายางดีเพราะการขยายตัวเศรษฐกิจของจีนที่เข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่านายบัญญัติได้เอาตำแหน่งเป็นเดิมพันตลอด เพราะต้องการลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแบบสวยงาม นายบัญญัติ กล่าวว่า ไทยรักไทยก็คิดเอาเองตามประสาของเขา คนเหล่านี้มักจะเอามาตรฐานตัวเองไปวัดมาตรฐานคนอื่น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันเลย ที่ตนพูดว่าถ้าได้ 20 คนในภาคใต้จะพิจารณาตัวเอง เพราะมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้ และขนาดลูกพรรคตนยังกล้าประกาศเอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน แล้วตนในฐานะหัวหน้าพรรคต้องมีความรับผิดชอบมากกว่า ก็ต้องประกาศตัวเองด้วย ซึ่งได้ประกาศท่ามกลางที่ประชุมสาขาพรรคในภาคใต้ ไม่ตั้งใจให้สัมภาษณ์สื่อ เพื่อให้เกิดประเด็นขึ้น อย่างไรก็ตามขอให้ทุกคนสบายใจ ที่หัวหน้าพรรคไม่ยึดติดตำแหน่ง เพราะสังคมการเมืองที่มีปัญหาก็ เพราะพวกยึดติดกับตำแหน่ง ที่พูดไม่ได้หมายถึงใคร แต่หมายถึงทั่วไปในทางการเมือง การันตี นิภา สู้ เจ๋ง ดอกจิก ได้ชัวร์ นายบัญญัติ ยังกล่าวถึงกรณีที่นาย เจ๋ง ดอกจิก เลขาธิการสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย จะลงสมัคร ส.ส.เขต 6 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคไทยรักไทย ชนกับนางนิภา พริ้งศุลกะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่เป็นไร เป็นสิทธิ์ของเขา แต่การเลือกตั้งขึ้นอยู่กับประชาชน ทั้งนี้ตนไม่รู้สึกกังวลเท่าไหร่ เพราะนางนิภาเป็น ส.ส.ขยันมากที่สุดคนหนึ่ง และเกาะติดพื้นที่มาตลอด ความคิดทางการเมืองก็ดี แต่ถ้าเอาไปออกรายการนางนิภาสู้ไม่ได้ แต่สู้ในฐานะ ส.ส.ได้ ส่วนกรณีที่นางนิภายอมรับว่าคนสุราษฎร์นิยมนโยบายพรรคไทยรักไทยนั้น นายบัญญัติ กล่าวว่า ทุกนโยบายของรัฐบาลพบว่าประสบความสำเร็จ แต่จากของจริงที่เราลงไปสัมผัสในพื้นที่เป็นอีกอย่าง เช่น เศรษฐกิจที่บอกว่าดี หากออกไปเดินตลาดตามหัวเมืองต่างๆ คนจะพูดกันมากว่า ขายของสู้ปีก่อนๆไม่ได้ ส่วนคนซื้อของก็บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเงิน และของแพงขึ้นทุกวัน ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลพูดกับสิ่งที่เราฟังในพื้นที่เป็นคนละอย่าง สรุปว่าเศรษฐกิจดีบางสาขา ดีบางกลุ่ม บริษัทบางสาขาตัวเลขกำไรดีขึ้น แต่โดยทั่วไปยังมีปัญหา ดังนั้นคนสัมผัสพื้นที่อย่างพวกเราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ นางนิภา กล่าวว่า นายเจ๋ง ดอกจิก เป็นคนที่ 5 ของพรรคไทยรักไทยที่จะประกาศตัวว่าจะลงสมัครเขต 6 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคไทยรักไทย แต่ตนไม่ทราบว่าคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของตนคือใคร อย่างไรก็ตาม เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ทุกคนให้ความสนใจและเสนอตัวเข้ามาเป็นทางเลือก ไม่ว่าอาชีพไหนก็ตาม ยอมรับว่าในพื้นที่ตน กระแสพรรคไทยรักไทยแรงและดี แต่ตามปกติการเลือกตั้งทุกครั้งตนมีคู่ต่อสู้ ส่วนใครจะได้รับเลือกเป็น ส.ส.อยู่ที่ประชาชนสนับสนุน เพราะ คนภาคใต้ติดตามสถานการณ์การเมืองแบบเกาะติดมาตลอด ทราบดีว่าควรจะเลือกใคร และเป็นเรื่องยากที่ไทยรักไทยจะได้ 20 ที่นั่งในภาคใต้ แฉ ทรท.ซื้อ ส.ส.เหมือนนายทุนเทคโอเวอร์ นายอรรคพล สรสุชาติ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการเตรียมการเลือกตั้งของพรรค กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคไทยรักไทยตกเขียว ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์โดยให้ค่าตัวสูงถึง 25 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่ากระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยสูงมาก แต่ผลสำรวจโพลของพรรคไทยรักไทยปรากฏว่าตัวบุคคลที่จะสมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักไทยสู้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ จึงส่งคนมาทาบทาม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในทุกภาคในเขตที่สู้ไม่ได้ นายอรรคพล กล่าวว่า ราคาค่าตัวขึ้นอยู่กับผู้ที่เข้ามาทาบทาม ถ้าผู้เข้ามาทาบทามเป็นระดับหัวหน้ากลุ่มราคาก็จะสูงตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มั่นใจจะได้ ส.ส.400 ที่นั่ง แต่ถ้าพรรคไทยรักไทยไม่ทำอย่างนี้รับรองไม่ได้ ส.ส.ถึง 400 คนแน่ เพราะที่ผ่านมากระแสของพรรคไทยรักไทยขึ้นสูงสุดแล้ว ดังนั้นการจ่ายเงินซื้อ ส.ส.จึงเป็นวิธีคิดของนายทุน ซึ่งทำโดยใช้ระบบเทคโอเวอร์ นายทุนทำอะไรลงไปต้องไม่ขาดทุน ขาดทุนไม่เอา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ ส.ส.แน่กว่าการลงทุนโดยการส่งคนของตัวเองลงสมัคร ส.ส.ซึ่งไม่รู้ว่าสั่งลงไปแล้วจะชนะหรือไม่ แต่ในทางการเมืองถือว่าวิธีนี้ทำไปโดยไม่มีจริยธรรม จับ สิริกร ขึ้นเขียงศึกซักฟอกปีหน้า นายอรรคพล กล่าวว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งของพรรคนั้น ตามยุทธศาสตร์ของพรรคพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ เพราะได้เตรียมข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับต่อสู้ในการเลือกตั้งให้ได้รับชัยชนะแล้ว ถ้าไม่พร้อมทั้งๆ ที่อีก 1 ปีจะครบวาระของสภาแล้วแสดงว่าไม่ใช่พรรคการเมือง ทั้งนี้ต้องจับตาในช่วงปีสุดท้ายรัฐบาลจะต้องใช้ทั้งอำนาจ ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลลงไปในพื้นที่ และการแต่งตั้ง โดยอ้างว่าข้าราชการที่ไม่ใช่คนของตัวเองทำงานไม่เข้าเป้า ส่วนการเตรียมความพร้อมอภิปรายผลงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่รัฐบาลจะต้องรายงานต่อสภานั้น นายอรรคพล กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้พอสมควรแล้วซึ่งจะอภิปรายไม่เหมือนครั้งก่อนๆโดยจะอภิปรายและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในนโยบายหลักๆ ด้วย ส่วนการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต ฝ่ายค้านมีประสบการณ์มาแล้ว จะไปคาดหวังกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยาก ดังนั้นการอภิปรายต้องมีหลักฐานลึกกว่าการอภิปรายครั้งที่ผ่านๆ มา มีคนไปสร้างค่านิยมให้ประชาชนว่ารัฐมนตรีที่ ป.ป.ช.ตัดสินไม่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไม่ได้มีความผิด ทั้งที่ความจริงต้องมีความผิด ส่วนรัฐมนตรีที่บกพร่องต่อหน้าที่นั้นจะถูกอภิปรายด้วย เช่น ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความผิดพลาดชัดเจน รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องใช้เวทีสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจให้มีผู้รับผิดชอบให้ได้ จับตารัฐปั่นหุ้นนำเงินไปทำงานการเมือง นายอรรคพล กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาการอภิปรายนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีความสามารถหมุนรัฐมนตรี ทำให้อภิปรายได้ลำบากขึ้น เช่น ฝ่ายค้านเตรียมจะอภิปราย รมว.เกษตรฯ แต่พอถึงเวลากลับเปลี่ยน รมว.เกษตรฯคนใหม่ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ว่าจะอภิปรายได้หรือไม่ เพราะคนตอบเป็นรัฐมนตรีคนละกระทรวงที่ถูกอภิปราย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านเป็นห่วงว่าหลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไปแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือไม่สามารถเปิดอภิปรายได้อีก จะเป็นช่องให้มีการสะสมทุนไว้หาเสียงเลือกตั้ง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งเท่าไหร่ ประชาชนต้องจับตาดูโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลอนุมัติ ว่ามีการคอรัปชั่นเชิงนโยบายหรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนยิ่งใกล้เลือกตั้งสิ่งหล่านี้ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ฝ่ายค้านได้ติดตามตรวจสอบโดยตลอด พบว่า หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มการเมืองขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะหุ้นในบริษัทในเครือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูแล้วมีเจตนาเอาเงินในตลาดหุ้นไปทำงานการเมือง หรือไม่หุ้นกลุ่มการเมืองต้องจับตามองเป็นพิเศษ การตักตวงเอาเงินในตลาดหลักทรัพย์เป็นธุรกิจการเมืองระบบใหม่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจนเพราะดูแล้วน่าจะมีการอินไซเดอร์ข้อมูลในตลาดหุ้นและนำไปปั่นหุ้น ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลประกาศว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หมายความว่าประชาชนต้องรวยขึ้น แต่ตอนนี้ประชาชนจนลง กลุ่มทุนการเมืองและหุ้นของกลุ่มทุนการเมืองรวยขึ้นและเมื่อน้ำเงินจากผลกำไรการขายหันไปเล่นการเมืองก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะผู้ที่ถือหุ้นอยู่ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง แต่เป็นการถือแทน ซึ่งพวกที่ถือหุ้นแทน นายอรรคพลกล่าว โพธิพงษ์ โต้ข่าว 2 ส.ส.ขอซบ ทรท. นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคกลาง กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย สุนทรวัฒน์ ประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทย แฉว่ามี ส.ส.ภาคกลางของพรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ติดต่อขออยู่พรรคไทยรักไทย และขอเงิน 40 ล้านบาท พร้อมขอตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฯ ว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว และไม่ทราบว่านายสมชายเอาข่าวมาจากที่ใด เพราะนายสมชายเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มาก่อน และเพิ่งย้ายไปอยู่พรรคไทยรักไทยเมื่อตอนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ดังนั้นคงต้องไปถามจากนายสมชายเอง อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวคงไม่ไปตรวจสอบข่าวที่เกิดขึ้น เพราะถือว่าถ้าใครไม่สมัครใจจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ คงจะบังคับกันไม่ได้ แต่คิดว่าประชาชนคงจะดูเองว่าพฤติกรรมของ ส.ส.ที่ย้ายพรรคไปเพราะเงิน สมควรที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนต่อไปหรือไม่ สำหรับตัวผมเอง ผมไม่ทราบว่า ใครจะไปใครไม่ไป อันนี้เราตอบไม่ได้ จนกระทั่งถึงเวลาที่จะมีการสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ไม่มีใครตอบได้ แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทยก็คงตอบไม่ได้ว่า ลูกพรรคของท่านใครจะอยู่ใครจะไป ดังนั้นในส่วนของพรรคถ้าใครจะย้าย ก็ต้องย้าย ช่วยไม่ได้ ถ้าเขาไม่รักพรรค เขาคงย้าย หรือถ้าเขาเห็นแก่เงิน เขาก็คงย้าย ซึ่งคนที่เห็นแก่เงิน หรือจะย้ายพรรคเพราะเห็นแก่เงิน เราไม่อยากจะได้ไว้ ผมพูดด้วยความเป็นจริง นายโพธิพงษ์ กล่าว ย้อนกลับให้ดู กำพืด ตัวเองด้วย ส่วนจะมีการตรวจสอบในทางลับ เพื่อเตรียมหาผู้สมัคร ส.ส.แทนกรณีที่มีคนย้ายหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบจะเช็คอย่างไร เพราะเมื่อถามไป ต่างก็บอกว่าไม่ไป ไม่ย้าย ดังนั้นเชื่อว่าไม่มีใครเช็คใครได้ แต่ที่ผ่านมาขอยืนยันว่า ทางพรรคได้ดูแล ส.ส.อย่างดีเท่าที่จะดูได้ตามกำลังของพรรค เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเศรษฐี จึงดูแลตามอัตภาพ ซึ่งคนที่จะอยู่กับพรรคได้จะต้องเป็นคนที่มีอุดมการณ์ ไม่ใช่ว่าจะอยู่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้คิดว่า ส.ส.ของพรรคที่จะย้ายไปอยู่พรรคอื่น คงเป็นส่วนน้อย นายโพธิพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวพรรคไทยรักไทยให้เงินสนับสนุนการทำกิจกรรมของ ส.ส.คนละ 200,000 บาทต่อเดือนว่า ขณะที่มีการประชุมสาขาพรรคภาคกลาง ตนได้บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีเงินสนับสนุนกิจกรรมของสมาชิกพรรคเล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่หมื่นบาท ปรากฏว่า พอข่าวนี้ออกไป ส.ส.พรรคไทยรักไทยออกมาให้สัมภาษณ์ด่าตนว่า กำพืด เดิมออก ดังนั้นขอย้อนถามว่า คนที่ว่าตนในครั้งนั้นว่า กำพืด เดิมของตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง ตรีพล จวกรัฐต้มชาวบ้านเรื่องยางพารา นายตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกระแสความนิยมของพรรคไทยรักไทยในภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า เป็นผลมาจากการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของพรรคไทยรักไทย และเป็นผลจากการให้ข่าวในเชิงจิตวิทยาเสียมากกว่า เพราะจากการสำรวจอย่างกว้างขวาง พบว่า พรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ยังได้รับความนิยมสูงกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในด้านตัวบุคคลและพรรค เนื่องจากเรายึดครองพื้นที่ภาคใต้มานาน สร้างผลงานการพัฒนาภาคใต้ทั้งหมด ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่ารัฐบาลทำให้ราคายางสูงขึ้นนั้น ตนคิดว่าน่าจะเป็นการหลอกลวงชาวบ้าน เพราะความจริงราคายางของประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ก็มีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกสูงมาก ผมมั่นใจว่าการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าพื้นที่ภาคใต้ประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.มากขึ้นกว่าเดิม คาดว่า ไม่น่าจะน้อยกว่า 50 ที่นั่ง ส่วนหนึ่งมาจากความนิยมในตัวนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค นอกจากนี้ชาวบ้านรู้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณโกหก เคยรับปากกับคนภาคใต้ไว้หลายเรื่อง แต่ยังไม่สามารถทำได้เลย หรือทำได้ก็น้อย ทุกคนรู้ดีว่ารัฐบาลทักษิณทุ่มงบประมาณไปที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ๆ นอกจากนี้ปัญหาใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ นายตรีพล กล่าว เจ๊หน่อย อ้อนคนใต้ขอโอกาส ทรท. ที่พรรคไทยรักไทย นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่ศิลปินตลกสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามนำดารานักร้อง มาแข่ง ว่า เราไม่ได้ไปแข่งอย่างนั้น ใครศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพรรคไทยักไทย เราก็ต้อนรับ ซึ่งตลกคณะเชิญยิ้มเห็นว่าพรรคมีนโยบายช่วยคนจน ซึ่งตรงกับใจ จึงมาสมัคร เราไม่ได้มีจุดประสงค์จะนำดารานักร้องมาแข่ง และรับรองได้ว่า ในการลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ของพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะนโยบายที่เราจะลงไปหาเสียงจะเป็นนโยบายที่แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำ แต่เราจะทำ ซึ่งจะให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ ส่วนกรณีที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดิมพันว่าจะลาออก หากพรรคไทยรักไทยได้เสียง ส.ส.ในภาคใต้ 20 ที่นั่งนั้น นางสุดารัตน์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า ทั้งนี้นายบัญญัติจะได้ทำตามที่เดิมพันไว้อย่างแน่นอน แต่ขอให้ทำจริงๆ เพราะพรรคไทยรักไทยเชื่อว่า คนในภาคใต้จะให้โอกาสพรรคไทยรักไทย เพราะพรรคจะนำศักยภาพของคนในพื้นที่มาพัฒนา ซึ่งในการทำงานของพรรคเราไม่ได้แบ่งภาค แต่ต้องการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ศักยภาพของภาคใต้มีมาก ก็จะส่งผลต่อประชาชนโดยรวม และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณ ที่แปลว่าใต้ จะได้มีโอกาส นางสุดารัตน์ กล่าวว่า ในช่วงต้นปีหน้าทุกอย่างจะเรียบร้อย โดยขณะนี้มีการวางตัวผู้สมัครในภาคใต้ไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามอยากขอร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เลิกกุเรื่องการซื้อตัว ส.ส. แต่ขอให้กลับไปดูที่บ้านของตัวเองว่า เหตุใด ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์จึงไปลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น หรือย้ายไปอยู่พรรคอื่น สำหรับใน กทม.ได้ประชุม ส.ส. ส.ก. และ ส.ข. ของพรรคเพื่อพิจารณาขยายจำนวนสมาชิก โดย ส.ส. ในแต่ละเขต จะต้องหาสมาชิกไม่ต่ำกว่า 20,000 คน เพราะ ตั้งเป้าว่า จะต้องได้รับเลือกตั้ง ส.ส.จำนวน 32-33 คนซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการจัดคนลงพื้นที่แบบรายตัว ทรท.เย้ยสมัยหน้าฝ่ายค้านสูญพันธุ์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลมี 3 สัญญาณอันตรายว่า เข้าใจความเดือดร้อนของพรรคประชาธิปัตย์มีอยู่มาก เพราะเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่แล้วจะพบว่า คะแนนนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับพรรคไทยรักไทย มีคะแนนความนิยมมากขึ้น แต่แทนที่จะชี้แจงนโยบายแบบสร้างสรรค์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนเป็นความคิดใหม่ๆ พรรคประชาธิปัตย์กลับมาโจมตีพรรคไทยรักไทย โดยไม่มีพื้นฐานความจริง ในที่สุดพรรคฝ่ายค้านจะหมดความชอบธรรม ตนไม่เข้าใจว่านายไตรรงค์และนายจุรินทร์ไม่เกรงใจหัวหน้าพรรคหรือที่ออกมาวิจารณ์เช่นนี้ การที่นายจุรินทร์และนายไตรรงค์มาพูดเป็นการโต้ทางการเมือง ด้วยสำนวนโวหารใช้คำรุนแรงและบางครั้งหยาบคาย การเมืองลักษณะนี้น่าจะหมดไปได้แล้ว เพราะประชาชนอยากฟังมากกว่าว่า จะทำอะไรให้กับประชาชน ผมรู้สึกเสียดาย ซึ่งไม่ได้เสียดายพรรคประชาธิปัตย์ แต่เสียดายที่พรรคฝ่ายค้านจะสูญสลายแล้ว พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้ง 400 เสียงจากการที่ฝ่ายค้านไม่มีประสิทธิภาพและเสนอแนวคิดใหม่ให้กับประชาชนได้ ผมไม่ได้เสียดายพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคชาติพัฒนาก็ยังเป็นฝ่ายค้านอยู่ นายสุรนันทน์ กล่าว จับ จักรพันธุ์ ชน องอาจ เลือกตั้งเขต 30 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการคัดสรรผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2548 ของพรรคไทยรักไทย ในส่วนของ กทม.ล่าสุดว่า เท่าที่ทราบพรรคจะส่ง ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิมใน กทม.ลงสมัครครบทุกคน เหลือเพียง 9 เขตจากทั้งหมด 37 เขตเท่านั้นที่อยู่ระหว่างการสรรหาว่าจะให้ใครลงสมัคร ซึ่งขณะนี้ที่มีการวางตัวแน่นอนแล้วมีอยู่ 2 เขต คือ เขตเลือกตั้งที่ 30 ซึ่งพรรคจะส่งนายจักรพันธุ์ ยมจินดา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ลงประกบกับนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่อยู่ ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย กล่าวต่อว่า ส่วนเขต 10 ซึ่งเป็นพื้นที่ของนายอิสรา สุนทรวัฒน์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์นั้น พรรคจะส่ง ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 10 พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มั่นใจว่าจะชนะ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะขณะนี้พรรคมีคะแนนนิยมดีทั้งในส่วนของหัวหน้าพรรคและนโยบายของพรรค และที่สำคัญก็คือนายอิสรายังไม่แข็งเหมือน ส.ส.กทม.เขตอื่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเขต 11 ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์นั้น คาดว่าพรรคจะส่ง น.ส.พรพรรณ ฝึกการค้า อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 11 ของพรรค อย่างไรก็ตามทุกอย่างคาดว่าน่าจะสรุปตัวผู้สมัครได้ในแต่ละภาคในการประชุมใหญ่พรรค ระหว่างวันที่ 27-28 ธ.ค.ที่พัทยา ส.ส.ทรท.มั่นใจได้ลงสมัครต่อแน่นอน ด้าน ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า การเลือกตั้งในปี 2548 อาจจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ตนแจ้งแก่ผู้ใหญ่ของพรรคแล้วว่าสนใจอยู่ 3 ตำแหน่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ ตำแหน่งรัฐมนตรี ตำแหน่งผู้จัดการโซนของพรรค และ ส.ส.เขต ซึ่งก็คงแล้วแต่พรรคจะพิจารณาว่าจะให้ตนลงตำแหน่งใด ส่วนตัวแล้วถ้าอยากลง ส.ส.เขตยังไงก็ได้ลง ผู้จัดการโซนก็มีโอกาสเป็นไปได้ 50-50 ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีคงจะมีโอกาสไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแถวมันยาว แต่วันนี้ที่ยืนยันได้คือ อย่างไรก็ตามตนก็จะยังไม่ไปไหน จะยังใส่เสื้อของพรรคไทยรักไทยแน่นอน นายไพศาล หลีเส็น กรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูล กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 จังหวัดสตูล ขณะนี้มีผู้เสนอตัวในนามของพรรคไทยรักไทยแล้ว 2 คน คือ น.พ.ชัยรัตน์ ลำโป และนายนำชัย กฤษณาสกุล อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล โดยมีคู่แข่งแชมป์เก่าคือนายธานินทร์ ใจสมุทร พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสนามเลือกตั้งทั้งเขต 1 และ 2 ที่ผ่านมาเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัยติดต่อกัน ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย สนามเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ยังไม่ชัดเจน ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ 2 มีนายสนั่น สุธากุล พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแชมป์เก่า อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทยได้เตรียมการคัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มข้น เพื่อจะได้ประกบกับแชมป์เก่าของพรรค ปชป.ทั้ง 2 เขต ขณะนี้มีโพลจากส่วนกลางเข้าสอบถามชาวบ้านตามตำบลต่างๆ โดยเฉพาะเขต 1 แล้ว สมเกียรติ ด่าวิธีดูด ส.ส.เป็นพวกสัมภเวสี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อ.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และที่ปรึกษาสมัชชาคนจน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทุ่มเงินเพื่อซื้อตัว ส.ส.ของพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเมืองไทยว่า เรื่องนี้เป็นกลยุทธ์ที่พรรครัฐบาลที่ต้องการความนิยมจากประชาชน ซึ่งนโยบายที่ออกมาล้วนสร้างความนิยมและนั่นก็คือคะแนนเสียงที่ได้รับจากประชาชน แต่ขณะนี้มีการตั้งเป้าจำนวน ส.ส. 400 เสียง และมีการเคลื่อนย้าย ส.ส.จำนวนมาก ด้วยวิธีการสูบหรือดูด ถือเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย และเป็นวิธีการที่ไม่พัฒนาเหมือนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นพฤติกรรมของกลุ่มสัมภเวสี ซึ่งประชาชนต้องกาหัวไว้ว่า ส.ส.คนใดที่เคลื่อนย้ายพรรคไปตามกระแสของเงิน เป็น ส.ส.ที่ ไม่มีอุดมการณ์ มองอุดมการณ์คือเงินและค่าตัว ใช้วิธีโก่งราคาค่าตัว และประชาชนจะต้องจดจำ ส.ส.พวกนี้ และลงโทษในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า การสูบตัว ส.ส.จะส่งผลให้เกิดผลเสียมากกว่า เพราะการสูบตัว ส.ส.เข้าไปจะทำให้เกิดแรงต่อต้านจากพรรคที่ถูกสูบ เกิดแรงต่อต้านจากพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม รวมถึงเกิดการเกาะตัวในท้องถิ่นที่อาจจะเกิดการต่อต้าน ส.ส.ที่ถูกสูบตัวไป และการที่พรรคการเมืองดูด ส.ส.ไปอยู่กับตนเองมากๆ จะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาก็คือ การแบ่งปันผลประโยชน์ให้ไม่เท่าเทียมกัน และเกิดระบบมุ้งในพรรค ซึ่งแต่ละมุ้งจะมีราคาค่าตัวไม่เท่ากัน เกิดการแก่งแย่งกัน ในขณะเดียวกันก็จะเกิดปัญหาในการฟอร์มตัวผู้สมัครใหม่ นายสมเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า การหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเกิดวาทะทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ขายตัว, ส.ส.เปลี่ยนอุดมการณ์, ส.ส.กลุ่มสัมภเวสี เหล่านี้จะเป็นการโฆษณาและโจมตีกันอย่างหนัก ซึ่งถือว่าเป็นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะการเมืองที่สร้างสรรค์ก็คือการเอานโยบายและอุดมการณ์นำหน้า ส.ส.ไม่ควรย้ายพรรคมาก การจะแพ้หรือชนะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคการเมืองเล็กๆ จะไม่เหลือ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะเหลืออยู่บ้างก็คือพรรคเล็กๆ ที่สามารถยึดครองพื้นที่ได้ นิกร ยืนยันลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของพรรคชาติไทยว่า ขณะนี้เราได้งบประมาณจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาทั้งสิ้น 17 ล้านบาท แม้จะไม่มากนักเมื่อเทียบกับงบประมาณที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับประมาณ 60 ล้านบาท และพรรคไทยรักไทยที่ได้รับ 100 ล้านบาท แต่ก็มากกว่าพรรคชาติพัฒนาที่ได้ 16 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การได้งบมากน้อยไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคชาติไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้อนาคตพรรควางเป้าว่าจะจัดการสัมมนา 40 ครั้งในปีหน้า ส่วนกระแสข่าวพรรคไทยรักไทยจ่ายเงิน 200,000 บาท ให้กับสมาชิกเพื่อใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้น นายนิกร กล่าวว่า เรื่องนี้ก็เป็นแค่ข่าว แต่พรรคชาติไทยมองเรื่องนี้เหมือนการวิ่ง มีลู่ใครลู่มัน การวิ่งไม่เหมือนการชักเย่อ เพราะมีการแบ่งลู่ให้เสร็จ เราก็พยายามวิ่งให้ถึงเส้นชัยให้ได้ จะเป็นที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 ก็ไม่เป็นไร แต่ยืนยันว่าเราวิ่งถึงเส้นชัยแน่ สำหรับความชัดเจนเรื่อง ส.ส.กลุ่มชลบุรี และ ส.ส.กลุ่มบุรีรัมย์ ที่มีข่าวว่าจะลาออกจากพรรคนั้น นายนิกร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นแค่ข่าว รอให้ถึง 90 วันก่อนการเลือกตั้งแล้วจะตอบ จะให้ยืนยันว่าใครจะอยู่ ใครจะไป คงไม่ได้ ซึ่งเรื่องการย้ายพรรคของ ส.ส. ทุกพรรคการเมืองเหมือนกันหมด คืออาจจะมีทั้งคนที่มาและอาจจะมีคนที่ออกไป จนกว่าจะถึงวันรับสมัครจึงจะชัดเจน อย่างที่บอกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเข้าถึงเส้นชัยแน่ แม้จะต้องกัดฟัน จะไม่มีการล้มกลางทางแน่นอน แต่เราจะไม่ขัดแข้งขัดขาใคร เพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของพรรคชาติไทย การเ |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: บ้านเมือง ฉบับที่ 14894 [หน้าที่ 13 ] ประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|