[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

เด็กไทย 6 แสนคนอ่าน-เขียนไม่ได้ แนะครูปรับวิธีสอนให้เหมาะกับเด็ก


ผลวิจัยเด็กไทยอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ จากภาควิชาการศึกษาพิเศษ มศว.คว้ารางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2546 จากสภาวิจัยฯ เผยยอดเด็กอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้มีจำนวน 6แสนคน ถือเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD ปัญหาเด็กกลุ่มนี้ถ้าไม่ช่วยแก้ไข ส่งผลถึงปัญหาสังคมต่อไป ติงครูไม่เข้าใจดุด่าเด็กจนเด็กเกลียดโรงเรียน ตัวการสร้างปมให้เด็กก้าวร้าว 

นายผดุง อารยะวิญญู หัวหน้าภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เปิดเผยถึงงานวิจัยเพื่อพัฒนานวตกรรมสำหรับเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากสำนักงานคณะกรรม การสภาวิจัยแห่งชาติ(วช.) ประจำปี 2546 ว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กไทยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มากกว่า 6 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของประชากรในวัยเรียนทั้งหมดทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 

ทั้งนี้ เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ถือเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ประเภทหนึ่ง เรียกว่า (LD หรือ Learning Disabilities) เป็นเด็กที่ไม่สามารถจะเรียนหนังสือได้รวดเร็วเทียบเท่ากับเด็กปกติ แต่ถ้าสอนให้ถูกวิธีเด็กจะเรียนได้ 

อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้ไม่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ ร่างกายสมบูรณ์ เป็นเด็กปกติ บางคนมีสุขภาพแข็งแรงกว่าเด็กทั่วๆ ไป ที่สำคัญไอคิวเด็กกลุ่มนี้ปกติ หลายคนเป็นเด็กไอคิวสูงและเป็นเด็กฉลาด เป็นเด็กปัญญาเลิศก็มี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อ่านหนังสือไม่ออก 

ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กสมบูรณ์ทุกอย่างถึงอ่านหนังสือไม่ออก ทำงานช้า งานไม่เสร็จตามกำหนดเวลาที่ครูสั่ง ส่งผลให้ครูมองเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นเด็กไม่ฉลาด โง่ ครูบางคนดุด่าเด็กว่าโง่เหมือนควายเชื่องช้า เด็กปัญญาอ่อน ปัญญานิ่ม ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้จะเป็นที่รังเกียจโรงเรียน ตัวเด็กเองก็เกลียดโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนไม่เข้าใจเด็ก 

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จะเก่งเกือบทุกเรื่อง แต่อ่านหนังสือไม่ออก ่สะกดคำยากๆ ไม่ได้ อย่างเช่นคำว่าโบสถ์ เวลาให้สะกดจะสะกด โบด นอกจากนี้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จะคิดเลขไม่ได้ เลขโจทย์ปัญหาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ทำไม่ได้ มีปัญหาสมาธิสั้นและมีปัญหาการพูด แต่กลุ่มที่พบมากในโรงเรียนคือ พวกที่อ่านไม่ออก สะกดคำ คิดเลขไม่ได้ 

สาเหตุที่ทำให้เด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ยังต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไป เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังค้นหาสาเหตุกันอยู่ ขณะนี้พอสรุปได้ว่า เด็กอาจได้รับบาดเจ็บก่อนคลอดหรือระหว่างคลอด กรรมพันธุ์ แม่ได้รับสารพิษ ที่พบมากได้แก่สารตะกั่ว หรือเมื่อเด็กคลอดออกมารับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ที่มีสารตะกั่วเจือปน อาจจะมาจากสีทาบ้านเก่าๆ ไอเสียจากรถยนต์ ท่อน้ำประปาเก่าที่เป็นสนิมล้วนมีสารตะกั่วเจือปนทั้งสิ้น เมื่อสารตะกั่วเข้าไปสู่ตัวเด็ก สารจะไปทำลายเซลล์สมองบางส่วน อุบัติเหตุก็มีส่วนสำคัญเช่นเด็กล้มลงหัวฟาดพื้น อาจทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ หรืออาจจะมาจากสมองซีกซ้ายและขวาทำงานไม่สมดุลกัน''นายผดุงกล่าว 

เผยเด็ก LD เป็นปัญหาระดับชาติ

นายผดุง กล่าวต่อไปว่า เด็กที่มีปัญหาสมองซีกซ้ายมีปัญหาจะส่งผลกระทบถึงการอ่านออกเสียง อ่านจับใจความ การแสดงออกด้วยการพูดหรือเขียน การคำนวณ การบังคับควบคุมกล้ามเนื้อมือให้สามารถเขียนหนังสือได้ ส่วนเด็กที่สองซีกขวามีปัญหาจะมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านจับใจความหรืออ่านเพื่อความเข้าใจ แนวความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ การเขียนโดยใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 

เด็ก LD จะมีปัญหาเรื่องการแปลข้อมูลจากการรับรู้ อย่างเช่น เวลาที่เรามองปฏิทิน เราจะเห็นวันที่ เดือน ปี เด็กกลุ่มนี้จะมองไม่ละเอียด ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่สนใจที่จะมอง มองแล้วข้อมูลผ่านระบบประสาทส่งผ่านแล้วแปลผิดสิ่งที่ควรจะเห็นก็ไม่เห็น เด็ก LD เป็นคนไม่ละเอียด ไม่พินิจพิจารณา มองลวกๆ แต่เด็กลุ่มนี้มีความโดดเด่นเรื่องดนตรี กีฬา บางคนเป็นหัวโจก บางคนขโมย นอกจากนี้ ในรายที่รับการอบรมสั่งสอนไม่ดี มักจะหลอกครูอาจารย์ในห้องเรียน ครูจึงมองเด็ก LD เป็นเด็กไม่เอาถ่าน สร้างแต่ปัญหา

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ขณะนี้ปัญหาเด็ก LD เป็นปัญหาระดับชาติ เริ่มจากในโรงเรียนครูไม่เข้าใจเด็กจึงสอนเด็ก LD ไม่ได้ มักตำหนิเด็กโดนใช้คำพูดเชิงลบกับนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออกว่า โง่ ฯลฯ 

เมื่อครูพูดอย่างนั้น เพื่อนๆ ที่อยู่ในห้องก็มองเช่นเดียวกับครู ส่งผลให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เด็กบางคนปรับตัวไม่ได้ก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว บางคนขว้างปาข้าวของ เกเร สร้างปัญหาขึ้นในโรงเรียน โดนทำโทษ ในที่สุดก็ไม่มาโรงเรียน 

อยากแนะนำว่าครูไม่ควรตำหนิเด็กว่าอ่านหนังสือไม่ออก ครูควรจะเฉยๆ ครูควรมีจรรยาบรรณความเป็นครูบ้าง แต่ควรจะพูดลักษณะให้กำลังใจ อยากถามว่าครูทำได้หรือไม่ หากครูยังทำตัวเช่นเดิมเด็กจะเกลียดโรงเรียน เมื่อไม่มาโรงเรียนก็จะสร้างปัญหานอกโรงเรียน ก้าวร้าว ตั้งตัวเองเป็นนักเลง เมื่อปัญหาขยับสู่ระดับนโยบายคือระดับชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ประกาศว่าเด็กอ่านหนังสือไม่ออก ต้องแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างเร่งด่วน ประกาศอย่างไรก็แก้ไม่ได้ ถ้าเราไม่สนใจเด็กกลุ่ม LD ซึ่งมีอยู่ในประเทศมาก

แนะจัดสอนเป็นรายบุคคล 

ศ.ดร.ผดุง กล่าวต่อถึงวิธีการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ว่า ควรจัดการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล เนื่องจากเด็กมีความหลากหลาย แต่สามารถให้เด็กเรียนรวมกับเพื่อนคนอื่นๆ ในชั้นได้ การจัดทำแผนการเรียนให้กับเด็กกลุ่มนี้ต้องมีคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน ครูสอนเด็กปกติ ครูการศึกษาพิเศษ นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก LD 

สำหรับปัญหาที่พบในการสอนเด็ก LD นั้น อยู่ที่ตัวครูที่ไม่มีวิธีการสอนที่เหมาะสมให้เด็ก ยิ่งไปกว่านั้นครูยังขาดคู่มือ แบบฝึก ตลอดถึงนวตกรรมที่จะนำมาสอนเด็กให้สามารถเรียนได้ ปัจจุบันนวตกรรมเหล่านี้ยังขาดแคลน จึงทำให้คิดทำงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยครูและช่วยเด็ก LD ให้สามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จะเป็นในการเรียนวิชาอื่นๆ ต่อไป 

วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาการอ่านของเด็ก LD ควรให้เรียนรู้จากรูปภาพและเสียงเป็นหลักก่อน อาจให้เล่นเกมเกี่ยวกับคำ เกมฟังเสียงตัวอักษร มีการเน้นคำให้มองเห็นชัดเจน ฝึกให้เด็กเรียนรู้คำก่อนอ่าน ฝึกอ่านออกเสียง กระตุ้นให้เด็กอ่านป้ายบอกทาง ฉลาก สัญลักษณ์ต่างๆ สอนให้เด็กรู้จักคำ หาเรื่องอ่านที่สนุกควรจัดเวลาไว้สัปดาห์ละหลายครั้ง ๆ ละประมาณ 20 นาที นำสิ่งที่อ่านไปใช้ประโยชน์เป็นการช่วยให้เด็กจดจำสิ่งที่อ่าน กระตุ้นให้เด็กแสดงบทบาทต่างๆ ออกมาซึ่งเป็นผลมาจากการอ่านของตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม เด็กทุกคนที่เกลียดโรงเรียน ไม่สนใจการเรียน อ่านหนังสือไม่ออก ใช่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ทั้งหมด ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดถึงครู ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เมื่อเห็นความผิดปกติอาจจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเด็ก LD ก็ได้ 

ขณะนี้ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มศว. ให้บริการปรึกษาเด็ก LD ซึ่งพบว่าจำนวนเด็กที่เข้ามาใช้บริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กเข้ามาหาเราและใช้เวลาระยะหนึ่ง พบว่าเด็กเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป สนใจที่จะอ่านและเขียนได้มากขึ้น ทั้งหมดต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นที่ตั้ง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่คนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้เพื่อเอาชนะข้อบกพร่องที่มีอยู่ได้ และไม่เฉพาะแต่เด็กเท่านั้นที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 

นายผดุงกล่าวต่อไปว่า นอกจากเด็กแล้ว ยังพบว่าผู้ใหญ่เองก็ประสบปัญหานี้ ซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นในหลายรูปแบบด้วยกัน อาทิ ลืมง่าย เช่นเพิ่งจะทำอะไรเสร็จก็จะลืม ทำงานไม่เป็นระเบียบ เมื่อลงมือทำอะไรสิ่งนั้นก็เลอะเทอะ ไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่าน อ่านจับใจความไม่ได้ 

ขณะเดียวกันก็มีปัญหาในการทำงานกับเพื่อนหรือผู้ร่วมงาน หางานยากออกจากงานบ่อย ไม่ขำเมื่อเพื่อนเล่าเรื่องตลก ไม่เข้าใจคำเสียดสีหรือการพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย พูดแสดงความคิดเห็นโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ไม่ตรงสถานการณ์ แสดงออกซึ่งความเห็นตนเองด้วยวาจาหรือการเขียนไม่ได้ ปฏิบัติตามคำชี้แจงไม่ถูกต้อง รวมทั้งมีปัญหาในการอ่าน การเขียน การสะกดคำ คณิตศาสตร์และลืมวันนัดหมาย เป็นต้น 






ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4057(4055) [หน้าที่ 5 ] ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 2

อ่าน 0 ครั้ง