|
|
|
ผมเห็นอกเห็นใจนักคิดนักเขียนไทยที่สนใจระบบการศึกษาและมุ่งมั่นแสวงหาวิถีทางที่จะปฏิรูปมันให้มีความหมายในสมัยปัจจุบันและให้เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและประเทศ ดังนั้น ในระยะเวลาประมาณห้าปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่องนี้หลายบท, ทั้งในสยามรัฐรายสัปดาห์และในมติชนสุดสัปดาห์ ว่าโดยสรุปแล้วข้อสันนิษฐานของผมคือ :- 1) ระบบการศึกษาของไทยเกิดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ 5-6 ราว พ.ศ.2411-2469) ซึ่งตรงกับสมัยที่จักรวรรดินิยมตะวันตกแผ่อำนาจกว้างที่สุดและแรงที่สุด, จนใครๆ ทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ''ตะวันตกถือกุญแจอนาคต'' 2) ดังนั้น ระบบการศึกษาสยาม-ไทย น่าจะถ่ายแบบมาจากระบบการศึกษาของอังกฤษในอินเดีย ว่าโดยง่ายเป็นระบบการศึกษาสำหรับอาณานิคมที่มุ่งหมายป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำราชการ, แต่ยับยั้งไม่ให้เยาวชนคิด, เข้าใจหรือจินตนา 3) ระบบนี้มีประโยชน์ต่อการปกครองของรัฐราชการ จนแม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2475) จนทุกวันนี้, แทบไม่มีใครกล้าแตะต้อง นักคิด นักเขียนปัจจุบันที่เสนออยากปฏิรูปการศึกษา ดูเหมือนจะเอาหัวชนฝา, เพราะไม่ค่อยมีใครยอมรับรู้ว่าระบบการศึกษามีความเป็นมาอย่างไร, เสียหายตรงไหน, จึงไม่รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร ปัญหาใหญ่ของผมคือ ผมไม่มีหลักฐานรองรับ เพราะ ก. ข้าราชการอังกฤษไม่เคยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เขาตั้งใจจะตัดปัญญาชาวอาณานิคมให้ด้วน ข. หลังประกาศเสรีภาพ (พ.ศ.2490) ราชการอินเดียยังใช้ระบบเก่าอยู่, จึงไม่มีใครวิเคราะห์ว่า ระบบนั้นประกอบด้วยอะไร, มีความมุ่งหมายอย่างไร, หรือมีผลดี-ผลร้ายอย่างไร ผมจะเอาหลักฐานที่ไหนมาแสดงเล่า ? หลักฐานถึงมือ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนส่งหนังสือเล่มงามมาให้ผม, คือ An Ideal Boy-Charts from India, โดย Sirash Rao, V. Geeta, Gita Wolf ; พิมพ์เผยแพร่โดย Tara Publishing, Chennai, 2001 หนังสือ An Ideal boy (''อุดมการณ์เด็กดี !'') ประกอบด้วยภาพพิมพ์ (Charts) สำหรับแขวนตามฝาโรงเรียนชั้นปฐมในชนบท (อินเดีย) ภาพแขวนเหล่านี้ล้วนแต่เต็มไปด้วยข้อมูลและคำสั่งสอนที่ดี (เช่น อาบน้ำทุกเช้า, กินข้าวเป็นเวลา, อย่าเทขยะหน้าบ้าน) แต่โดยมากเป็นค่านิยมของชนชั้นกลางในเมืองที่มุ่งหมายจะยัดเยียดชาวชนบท แผ่นภาพเหล่านี้ไม่รับรู้บริบทชาวชนบทที่รู้จักอาบน้ำ, กินข้าว และรักษาความสะอาดอยู่แล้ว ''อุดมการณ์เด็กดี'' ในแผ่นภาพเป็นเด็กชนชั้นกลางในเมืองที่จำลองวิถีชีวิตจากตะวันตกแล้วยัดเยียดค่านิยมนี้ให้ ''คนล้าหลัง'' หนังสือเล่มนี้มีปานแผนกว่าด้วย The Origins of Modern Educatioin in India ซึ่งผมขอแปลและเรียบเรียงดังนี้ :- ความเป็นมาของการศึกษาสมัยใหม่ในอินเดีย ''การศึกษาสมัยใหม่ของอินเดียได้งอกออกมาจากประวัติศาสตร์สองกระแส, คือ 1) ราชการการปกครองอาณานิคม และ 2) ความพยายามของหมอสอนศาสนา รัฐบาลอังกฤษในอินเดียถือการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะปรับคนพื้นเมืองป่าเถื่อนให้ ''ศิวิไลซ์'' ตามค่านิยมตะวันตก, และให้จำนนต่ออำนาจอังกฤษ การศึกษาสำหรับชาวอินเดียคือ การป้อนข้อมูลเท่านั้น, โดยป้องกันไม่ให้เกิดความคิดเสรีหรือจินตนาการ ''เนื้อหาของการศึกษานี้เกิดจากความต้องการทางวัตถุ (Material Needs) ของจักรวรรดิอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษต้องการชนชั้นพื้นเมืองที่ซื่อสัตย์และเป็นสื่อระหว่างราชการและประชาชนส่วนใหญ่ ชนชั้น ''สื่อ'' ที่อังกฤษต้องการโดยมากประกอบด้วยพราหมณ์ และวรรณะสูงอื่นๆ, และอังกฤษได้จัดหลักสูตรให้เขาเข้าเป็นข้าราชการปกครองประชาชนตามที่รัฐต้องการ ''ข้อมูล (Information) ที่จำเป็นในการปกครองเป็นขั้วหัวใจของระบบนี้ ในไม่ช้าการศึกษาแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง, เพราะผู้ที่เรียนสำเร็จย่อมรับตำแหน่งราชการและเป็นนายคนอื่นๆ ''ตลอดครึ่งหลัง ค.ศ.ที่ 19 (รัชกาลที่ 5) อังกฤษส่งเสริมการตั้งสถาบันการศึกษาแบบนี้และแปลงโรงเรียนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นโรงเรียนรัฐ บรรดาครูถูกฝึกให้ถ่ายทอดหลักสูตรใหม่ให้ศิษย์ การอ่านเขียน, คิดเลข, ภูมิศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ''เพื่อโต้ตอบความคิดงมงายของคนพื้นเมือง'' (to counternative irrationality)... นักเรียนจะถูกทดสอบด้วยข้อสอบที่ต้องการตำตอบจากการท่องจำคำต่อคำ ''ผลก็คือ การศึกษาไม่มีบริบทในชีวิตจริงของประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้น ลูกชาวนาและชนชั้นกรรมาชีพเข้าไม่ถึงหรือได้รับผลประโยชน์จากระบบการศึกษานี้ได้น้อยที่สุด มีแต่ลูกพราหมณ์เท่านั้นที่เข้าถึงและได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะตามประเพณีพราหมณ์ ''วิทยา'' คือการท่องจำพระคัมภีร์ คำต่อคำ, - อักษรต่ออักษร - ให้ถูกต้อง (เวทะมันตระสวะรูปะ) ดังนั้น นักเรียนที่เป็นลูกพรามหณ์ในระบบการศึกษาอังกฤษย่อมท่องข้อมูลได้คล่อง (ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะสำคัญหรือเหลวไหล), แล้วคายออกมาใส่ข้อสอบอย่างถูกต้อง (ไม่ว่าเจ้าตัวจะเข้าใจหรือไม่รู้เรื่อง) ไม่แปลกที่เด็กที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแล้วต่อด้วยอุดมศึกษาส่วนมากเป็นลูกพราหมณ์ ''พราหมณ์เหล่านี้เป็นผู้แต่งหนังสือเรียนรุ่นต่อไป เขาเห็นว่า ข้อมูล และการสั่งสอน เป็นยอดดี, จึงให้ความสำคัญแก่ข้อมูล (Information) เหนือบริบท (Context), และเชิดชูการสั่งสอน (Instruction) เหนือความเข้าใจ (Comprehension) ผลก็คือ ระบบการศึกษาหัวมงกุฎหางมังกร, คือเนื้อหา (ข้อมูล) มาจากตะวันตก, แต่ภาคปฏิบัติ (การท่องจำ) มาจากอินเดียโบราณสมัยพระเวท ดังนี้ ระบบการศึกษาของอาณานิคมกลายเป็นเครื่องมือการปกครองที่มีประสิทธิภาพสูง, สามารถล่อลวงชนชั้นบนให้เข้าเป็นพรรคพวกในขณะที่ปราบปรามประชาชนชั้นล่างให้สยบต่ออำนาจรัฐ ''ฝ่ายหมอสอนศาสนา (Missionnaries) มุ่งหมายจะเปิดโอกาสการศึกษาให้ชนชั้นล่าง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนด้อยโอกาสที่สุด เช่น วรรณะสูทร์ และจัณฑาล ท่านมักเน้นฝีมือการพาณิชย์และอาชีวะให้ลูกศิษย์สร้างตัวได้, ซึ่งเป็นประโยชน์และเป็นที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นนั้น อย่างไรก็ตาม, บรรดาหมอสอนศาสนาโดยมากเป็นชนชั้นกลาง และพึ่งพาอาศัยอำนาจรัฐจักรวรรดินิยม ดังนั้น ท่านจึงมักสอนค่านิยมแบบชนชั้นกลาง เช่นการนุ่งห่มให้มิดชิด และ ''ความสะอาดสะอ้านเรียบร้อยเท่าเทียมศีลธรรม'' (Cleanliness in neat to godliness) นอกจากนี้หมอสอนศาสนาไม่กล้าสอนนอกความประสงค์ของจักรวรรดินิยม จึงชวนศิษย์ให้นอบน้อมต่ออำนาจรัฐ แม้กระทั่งทุกวันนี้ การศึกษาในอินเดียยังมีลักษณะเหมือนเดิม, คือประกอบด้วยการท่องจำข้อมูลและสั่งสอนจริยะ, ไม่สนใจรับรู้ชีวิตจริง, ไม่ชวนให้เข้าใจและไม่เปิดโอกาสให้คิดค้นเอง หลังประกาศเอกราช นักคิดอินเดียติเตียนการศึกษาแบบอาณานิคมว่าไม่สนองความต้องการของประชาชนในอินเดียเสรี แต่ในขณะเดียวกัน นักคิดยังหลงอยู่ว่าระบบนี้คงนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความทันสมัย ''เหมือนเมืองนอก'' ''จนทุกวันนี้เด็กชาวอินเดียถือเป็นภาชนะว่างเปล่าซึ่งคุณครูมีหน้าที่ ''เท'' ข้อมูลเข้าไป (ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านั้นส่วนใหญ่สะสมกันมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2), และสั่งสอนจริยธรรมชนชั้น (ที่อินเดียรับมาจากอังกฤษสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย ''และแล้วระบบการสอบ (Examination System) เป็นประตูสู่ตำหน่งราชการและความก้าวหน้าในอาชีพตลอดชีวิต ดังนั้น ผู้ที่พิการจากระบบการศึกษาแบบอาณานิคมนี้ ย่อมสอบได้ดี, เข้าเป็นข้าราชการแล้วเลื่อนฐานะจนได้ตำแหน่งสูงๆ ท่านจึงสืบทอดระบบพิการนี้ให้นักเรียนรุ่นต่อๆ ไปพิการทางปัญญาอย่างเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด'' บทสรุป ผมไม่อยากสรุปแต่อยากโยนเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านช่วยพิจารณา บทวิเคราะห์การศึกษาในอินเดียนี้ ใช้เป็นคันฉ่องสะท้อนระบบการศึกษาไทยได้ไหม ? ถ้าได้, ผมขอสนับสนุนนักคิดไทยที่เสนอ ''การศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง'' (Child Centred Education) เพราะ :- 1) เด็กไทยไม่ได้เป็นลูกชาวป่าที่ต้องจับมาสั่งสอนล้างสมอง 2) เด็กไทยไม่ได้เป็นเพียงภาชนะว่างเปล่าที่คุณครูต้องเทข้อมูลเข้าไป 3) เด็กไทยเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าและมีสมองควรเคารพ, ระบบการศึกษาจึงควรแก่การส่งเสริมให้เด็กเข้าใจวิชา (ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียว) และควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดเอง, ค้นเอง ถ้านักคิดฝ่ายอนุรักษนิยมในกระทรวงศึกษาธิการเห็นเป็นอย่างอื่น, ผมและเพื่อนๆ ยินดีฟังเสียงท่านโต้ เราจะได้ทราบถึงความคิดเห็นของเจ้าของอัตตณานิคมแบบคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ตกค้างอยู่ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 21 |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1217 [หน้าที่ 73 ] ประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|