|
|
| คำชี้แจงกระทรวงแรงงาน
ฉบับที่ 1 เรื่อง การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครอง แรงงานฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 แต่เนื่องจากกฎหมาย ฉบับนี้ได้ยกร่างขึ้นในขณะที่ประเทศมีสภาวะเศรษฐกิจดี โดยกำหนดสิทธิหน้าที่ของ ลูกจ้างและนายจ้างที่พึงปฏิบัติต่อกันเพื่อให้มีการใช้แรงงานอย่างเหมาะสมและยก ระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้สูงขึ้น โดยคงหลักการเดิมที่เหมาะสมไว้ พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขหลักการเดิมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย แต่เมื่อมีผลบังคับใช้ในเวลาที่ประเทศประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จึงมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้พิจารณาออกกฎกระ ทรวงและระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและรายละเอียดในการ ปฏิบัติตามกฎหมายในลักษณะที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจโดยทั่วกัน ดังนี้ 1. ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีบทบัญญัติพิเศษโดยให้อำนาจ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้ และในงานเกษตรกรรม งานรับไปทำที่บ้าน และงานอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฏีกา จะออกกฎกระทรวง ให้มีการคุ้มครองแรงงานกรณีต่างๆ แตกต่างไปจากพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ จึงกล่าว ได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมีความยืดหยุ่นในการบังคับใช้ตามลักษณะหรือ สภาพของงานตามสภาวการณ์ 2. กระทรวงแรงงานได้เชิญผู้แทนลูกจ้าง นายจ้าง และผู้แทนผู้ประกอบการมา ร่วมกันพิจารณาให้ข้อคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือ ด้วยดีจากทุกฝ่ายและได้เสนอออกพระราชกฤษฏีกา และกฎกระทรวง ซึ่งได้รับอนุมัติ จากคณะรัฐมนตรีและผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วรวม 13 ฉบับ 3. สาระสำคัญของกฎกระทรวงและพระราชกฤษฎีกาโดยสรุป มีดังนี้ 1) ครูใหญ่และครูของโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ ในข่ายบังคับตามกฎหมายนี้ เพราะมีกฎหมายว่า ด้วยโรงเรียนเอกชนให้การคุ้มครองอยู่แล้ว 2) ผู้ช่วยแม่บ้าน ลูกจ้างงานบ้าน ที่ทำงานไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของนายจ้าง ได้รับการคุ้มครองในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง วันหยุดพักผ่อนประจำปี และการไม่ถูก ล่วงเกินทางเพศ 3) ลูกจ้างทำงานที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ เช่น ลูกจ้างของมูลนิธิ สมาคม ได้รับการคุ้มครองเฉพาะในเรื่องการจ่ายค่าจ้างเท่านั้น 4) ลูกจ้างที่ทำงานใช้วิชาชีพหรือวิชาการ งานด้านบริการและการจัดการ งานเสมียนพนักงาน งานอาชีพด้านการค้า งานอาชีพด้านบริการ งานที่เกี่ยวข้อง กับการผลิต หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว อาจตกลงกันกำหนดเวลาทำงาน ปกติเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมงได้ แต่ต้องไม่ เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ในกรณีลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างรายวัน ให้จ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามส่วนสำหรับชั่วโมงทำงานเกิน 8 ชั่วโมง 5) กำหนดงานที่อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ได้แก่ งานผลิตสารเคมีอันตราย งานเชื่อมโลหะ งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี งานขนส่งวัตถุอันตราย งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็น อันตราย งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย 6) ในกรณีที่มีความจำเป็นนายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา และทำงาน ในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง 7) ในกิจการโรงแรม ร้านขายอาหาร สโมสร สมาคม สถานที่บริการท่องเที่ยว งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง ซึ่งต้องทำติดต่อกัน ไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้าง ทำงานในวันหยุดตามประเพณีได้ โดยให้หยุดงานในวันอื่นชดเชย หรือจ่ายค่าทำงาน ในวันหยุดให้ก็ได้ 8) ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ ความสามารถที่เกี่ยวกับ การแรงงานและสวัสดิการสังคม และลาไปสอบเพื่อวัดผลการ ศึกษาที่เป็นของทาง ราชการหรือราชการอนุญาตให้จัดได้ แต่ต้องแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าก่อน 7 วัน 9) ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามมิให้ทำงานในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส ทำงานในห้องเย็นในอุตสาหกรรมการผลิต หรือการถนอมอาหารโดย การทำเยือกแข็ง งานใช้เครื่องเจาะกระแทก งานที่ระดับเสียงดังกว่า 85 เดซิเบล(เอ) งานผลิตหรือขนส่งสารก่อ มะเร็ง งานที่เกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์ งานผลิตหรือขนส่งพลุ ดอกไม้เพลิง หรือวัตถุระเบิด งานสำรวจ ขุดเจาะ กลั่น บรรจุ หรือขนถ่าย น้ำมัน เชื้อเพลิงหรือก๊าซ งานในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค งานดูแลผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อ ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ งานทำความสะ อาดเครื่องใช้เครื่องนุ่งห่มผู้ป่วยใน สถานพยาบาล งานเก็บ ขน กำจัดมูลฝอย หรือสิ่งปฏิกูลในสถานพยาบาล งานขับ หรือบังคับรถยกหรือ ปั้นจั่น งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี ในส่วนของการทำงานในปั๊มน้ำมันอนุญาตให้เด็กทำงานได้ 10) งานในกิจการปิโตรเลียม ส่วนใหญ่เป็นงานที่ทำในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้า-ออกบริเวณพื้นที่ทำงาน จึง จำเป็่นต้องลดจำนวน การเดินทางลงเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง ลักษณะและสภาพของงานต้อง ดำเนินการต่อเนื่องกันไปตลอดยี่สิบสี่ ชั่วโมง หากมีการส่งมอบงานบ่อยครั้ง อาจก่อ ให้เกิดปัญหาหรือความผิดพลาดในกระบวนการผลิต ดังนั้น นายจ้างและลูกจ้าง อาจตกลง กันกำหนดเวลาการทำงานได้ ไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมงหรืออาจกำหนด เป็นช่วงได้ ช่วงละไม่เกิน 28 วัน กรณีนายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน กำหนดวัน ทำงานติดต่อกันเป็นช่วง นายจ้างต้องจัดให้มีวันหยุดตามความเหมาะสม เว้นแต่ กรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดวัน ทำงานติดต่อกันช่วงละไม่น้อยกว่า 14 วัน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดติดต่อกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ วันทำงานติดต่อกัน เช่น ทำ งาน 28 วัน ให้หยุดติดต่อกัน 14 วัน ถ้าทำงาน 14 วัน ให้หยุดติดต่อกัน 7 วัน 11) ลูกจ้างที่ทำงานในร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่เปิดจำหน่ายหรือให้ บริการไม่ติดต่อกันในแต่ละวันทำงาน และได้กำหนดเวลาพักได้ เกิน 2 ชั่วโมง เช่น ร้านขายอาหารที่เปิดขายอาหาร 2 ช่วง ช่วงแรกทำงานเวลา 10.00 - 14.00 น. ช่วง ที่สองทำงาน เวลา 18.00- 22.00 น. ลูกจ้างสามารถพักได้ 4 ชั่วโมงระหว่างเวลา 14.00-18.00 น. เวลาพักดังกล่าว ไม่ถือเป็นเวลาทำงาน 12) นักวิชาการหรือวิศวกรหญิง ให้ทำงานในโรงกลั่นปิโตรเลียมหรือ ปิโตรเคมีได้ 13) ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ซึ่งทำงานบริหาร วิชาการ งานธุรการ รวมทั้งงาน เกี่ยวกับการเงินหรือบัญชีทำงานล่วงเวลาได้ 14) ลูกจ้างที่ทำงานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้า ซึ่งได้รับค่านายหน้าจาก การขายแล้วไม่มีสิทธรับค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ยก เว้นนายจ้าง ตกลงจ่ายให้ 15) ขณะนี้กฎหมายนี้ไม่ใช้บังคับกับลูกจ้างเกษตรกรรมและลูกจ้างที่รับงาน ไปทำที่บ้าน 16) งานประมงทะเล ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีทำงานกับเรือประมง นอกจากลูกจ้างอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีที่มีพ่อแม่ หรือผู้ปกครองทำงาน ในเรือนั้น นายจ้างทำทะเบียนลูกจ้างเป็นภาษาไทยต้องจัดวันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 30 วันโดยจ่ายค่าจ้าง กรณีลูกจ้างตกค้างอยู่ใน ต่างประเทศเนื่องจากการทำงานให้ นายจ้างจ่ายเงินแก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามจำนวนวันที่ตกค้าง ในต่างประเทศ เว้นแต่นายจ้างได้แจ้งเป็นหนังสือ ต่อหน่วยราชการที่รับผิดชอบภายใน 60 วันนับ แต่วันที่ลูกจ้างไปตกค้างอยู่ในต่างประเทศ หาก เกิด เรืออับปาง ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เนื่องจากการทำงานในสถานที่นั้นนายจ้างบอกเลิก สัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา นายจ้าง ต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับมา ภูมิลำเนาของลูกจ้าง 17) ลูกจ้างที่ทำงานในงานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล ผู้ประกอบ การบรรทุกขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล ต้องรับผิดชอบต่อลูกจ้าง ในฐานะนายจ้าง 18) ลูกจ้างที่ทำงานขนส่งทางบก เช่น พนักงานขับรถ กำหนดเวลาทำงานปกติ วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง สำหรับงานขับขี่ยานพาหนะทั่วไป กำหนดให้ลูกจ้างมีเวลาพัก หลังจากทำงานขับขี่ยานพาหนะมาแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง และจัดให้ลูกจ้างพักอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนให้เริ่ม ทำงานขับขี่ยานพาหนะในวันต่อไป เพื่อให้ลูกจ้างลดความเมื่อย ล้าและอารมณ์ตึงเครียดจากการทำงาน 19) ลูกจ้างที่ทำหน้าที่เฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินที่ทำงานกับนายจ้างที่ ประกอบธุรกิจเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วง เวลา และค่า ล่วงเวลาในวันหยุด แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนที่ลูกจ้างทำได้ในวันที่ทำงาน แต่ ถ้าลูกจ้างทำงานในวันหยุด ลูกจ้างจะ ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวน 2 เท่าของค่าจ้างวันทำงานปกติ |
http://www.labour.go.th/home/th/LAWS/laws_2/explanation.html |
|
โดย: งาน: งานบริหารแผนกอาคารสถานที่ อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|