[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

คำชี้แจงกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 2

คำชี้แจงกระทรวงแรงงาน
   
 ฉบับที่ 2
  
 เรื่อง กฎกระทรวงตามมาตรา 4 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
 
  
      มาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติว่า นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้
   
      มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
   
      นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้
   
      กฎกระทรวงฯ ที่ออกตามความในมาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ดังนี้
   
      อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
   
       การมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทั้งหมด หรือแต่ บางส่วนบังคับแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
   
  (1) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่ง ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้ง
      นี้ เฉพาะใน ส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู
   
  (2) มิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 21 และมาตรา 22 ของหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การใช้แรงงานทั่วไป ตั้งแต่มาตรา 23 ถึง
      มาตรา 37 เว้นแต่มาตรา 30 หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง ตั้งแต่มาตรา 38 ถึงมาตรา 43 หมวด 4 การใช้แรง งานเด็ก ตั้งแต่มาตรา 44 ถึง
      มาตรา 52 หมวด 5 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวัน หยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตั้งแต่มาตรา 53 ถึงมาตรา 77 เว้นแต่การจ่ายค่าจ้าง ตาม
     มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 70 หมวด 6 คณะกรรมการค่าจ้าง ตั้งแต่มาตรา 78 ถึงมาตรา 91 หมวด 7 สวัสดิการ ตั้งแต่มาตรา 
     92 ถึงมาตรา 99 หมวด 8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตั้งแต่มาตรา 100 ถึงมาตรา 108 หมวด 9 การควบคุม 
     ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 115 หมวด 10 การพักงาน ตั้งแต่มาตรา 116 ถึงมาตรา 117 หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 
     122 และหมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่มาตรา 126 ถึงมาตรา 138 บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้าง ทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มี
     การประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
   
  (3) มิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 12 มาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 22 ของหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การใช้แรงงานทั่วไป ตั้งแต่มาตรา 23 ถึง
      มาตรา 37 หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง ตั้งแต่มาตรา 38 ถึงมาตรา 43 หมวด 4 การใช้แรงงานเด็ก ตั้งแต่ มาตรา 44 ถึงมาตรา 52 หมวด 5 
      ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วง เวลาในวันหยุด ตั้งแต่มาตรา 53 ถึงมาตรา 77 เว้นแต่การจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 53 มาตรา   
      54 มาตรา 55 และมาตรา 70 หมวด 6 คณะกรรมการค่าจ้าง ตั้งแต่มาตรา 78 ถึงมาตรา 91 หมวด 7 สวัสดิการ ตั้งแต่มาตรา 92 ถึงมาตรา 99 
      หมวด 9 การควบคุม ตั้งแต่มาตรา 108 ถึงมาตรา 115 หมวด 10 การพักงาน ตั้งแต่มาตรา 116 ถึงมาตรา 117 หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่
      มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 และหมวด 13 กองทุน สงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่มาตรา 126 ถึงมาตรา 138 บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้าง ทำงานที่
      มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ
   
 เจตนารมณ์ของกฎหมาย
   
  1. เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการบังคับใช้กฎหมายแก่นายจ้างบางประเภท มีกฎหมายอื่นกำหนดการคุ้มครองลูกจ้างบางหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว 
    เช่น นายจ้าง ซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ซึ่งมีกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนให้การคุ้มครอง ครูใหญ่และครู
   
  2. เพื่อกำหนดให้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บางส่วนแก่นายจ้างบางประเภทซึ่งมิได้จ้างลูกจ้างไว้ทำงานเพื่อแสวง
    หากำไรทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างเพื่อทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน และนายจ้างซึ่ง มิได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น สมาคม 
    มูลนิธิ เป็นต้น
   
 คำชี้แจง
   
  1. นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในส่วนของการจ้างครูใหญ่และครู 
     เนื่องจากมีกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำหนดให้การคุ้มครองแก่ครูใหญ่และครูไว้แล้ว ส่วนลูกจ้างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ครูใหญ่และครู เช่น นักการ
     ภารโรง พี่เลี้ยงเด็กนักเรียนอนุบาล คนสวน ลูกจ้าง งานครัว เจ้าหน้าที่ธุรการ และลูกจ้างอื่น ๆ ยังคงอยู่ในภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติ คุ้ม
     ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทั้งฉบับ
   
  2. นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจ รวมอยู่ด้วย ได้แก่ การจ้างลูกจ้างเพื่อทำหน้าที่รับใช้ เลี้ยงเด็ก ทำครัว ทำ
     ความสะอาด ซักรีดเสื้อผ้า ทำสวน เฝ้ายาม หรือทำงานอื่น ๆ เกี่ยวกับงานบ้านในบ้านพักอาศัยเท่านั้น นายจ้างดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับตามพระราช
     บัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพียงบางส่วน เช่น ห้ามล่วงเกินทางเพศแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิง หรือลูกจ้างเด็กที่อายุ ต่ำกว่า 18 ปี ไม่ว่าจะเป็น 
     เพศชายหรือเพศหญิง ต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ ลูกจ้างที่ทำงานมาแล้วครบ 1 ปี ให้ได้หยุดพักผ่อนอย่างน้อย 6 วัน ถ้านายจ้างไม่จัด วัน
     หยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างนายจ้างจะมีโทษตามมาตรา 146 แห่งพระราช บัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
     สองหมื่นบาท นอก จากนี้ นายจ้างยังต้องมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทยเท่านั้น เว้นแต่ ลูกจ้างยินยอม รับเป็นตั๋วเงิน หรือเงินตราต่างประเทศ 
     นายจ้างจึงจ่าย เป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่าง ประเทศได้ สถานที่จ่ายค่าจ้างต้องเป็นสถานที่ทำงานของลูกจ้าง กล่าวคือ ลูกจ้างทำงาน ที่ไหนให้จ่าย
     ค่าจ้างที่นั่น การจ่ายค่าจ้างที่ซึ่งยังไม่ใช่สถานที่ทำงาน หรือโดยวิธีการที่นาย จ้างโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกจ้างในธนาคารพาณิชย์ ต้องได้รับ
     ความยินยอมจาก ลูกจ้างก่อนจึงทำได้ กำหนดวันจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างต้องจ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือน ละหนึ่งครั้ง หากลูกจ้างกับนายจ้างตกลงกัน
     จ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ก็ย่อมทำได้ เพราะเป็นการตกลงที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง
   
            อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างใช้สถานที่พักอาศัยเป็นสถานประกอบกิจการหรือธุรกิจ และให้ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่จ้างมาเข้าไปทำงานในส่วนที่เป็นธุรกิจของ นายจ้างด้วย เช่น นายจ้างเปิดร้านขายอาหารที่บ้านพักอาศัย และจ้างคนรับใช้มาทำ ความสะอาดบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำอาหารที่บ้านพักอาศัย ขณะเดียวกันต้องมีหน้าที่ คอยเสิร์ฟอาหารแก่ลูกค้า หรือทำอาหารตามลูกค้าสั่งด้วย กรณีเช่นนี้ การจ้างลูกจ้าง ดังกล่าวไม่เข้าข่ายตามกฎกระทรวงฉบับนี้ นายจ้างต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทั้งฉบับ
   
  3. นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สมาคมเฉพาะในส่วนที่ไม่แสวงหากำไร เช่น สมาคมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ
     การกุศลเพียง อย่างเดียว มูลนิธิต่าง ๆ อยู่ในข่ายบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพียงบางส่วน กล่าวคือ ห้ามนายจ้างเรียก
     หรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของ งานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบ
     เกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง, นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทย ณ ที่ทำงานของลูกจ้าง หากประสงค์ จะจ่ายค่าจ้างเป็นตั๋วเงินก็ดี 
     เงินตราต่างประเทศก็ดี จ่ายค่าจ้างที่อื่นซึ่งไม่ใช่ที่ ทำงานของลูกจ้างก็ดี นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน สำหรับ งวดการจ่ายค่าจ้าง
     นั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง หากลูกจ้างกับนายจ้างตกลงกันจ่ายค่าจ้างเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง ก็
     ย่อมทำได้ เช่น ตกลงกันจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง เป็นต้น
   
    
 
 





http://www.labour.go.th/home/th/LAWS/laws_2/explanation02.html


โดย:
งาน: งานบริหารแผนกอาคารสถานที่
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง