|
|
| ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลทำให้สังคมเฝ้ามองและจับจ้องไปที่รัฐมนตรีแต่ละคนอีกครั้งว่าจะนำพาประเทศชาติไปได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะการปรับรัฐมนตรีแต่ละครั้งย่อมจะมีเหตุและผลผสมผสานอยู่ในตัวของมันเอง และในการปรับครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาที่ผู้สันทัดกรณีในวงการเมืองและการศึกษาคาดการณ์ไว้ว่า กระทรวงศึกษาธิการก็คือกระทรวงหลักที่จะมีการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน
กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามจัดคนเข้าทำหน้าที่บริหารจัดการ บางยุคก็ได้คนที่มีความเหมาะสม บางยุคก็มีเสียงวิจารณ์ว่าใช้คนไม่ตรงกับงาน แต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีโจทย์และคำถามที่ค้างคาสังคมว่า คนที่เหมาะสมกับการพัฒนาการศึกษาชาติในฐานะรัฐมนตรี ควรจะเป็นใครและควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร ซึ่งคำตอบที่สังคมได้รับก็เป็นความพึงพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อมีการประกาศรายชื่อรัฐมนตรี ล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งบุคคลที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของสังคมพอสมควรกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้แก่ นายอดิศัย โพธารามิก เพราะบุคคลผู้นี้อยู่บนตำแหน่งของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมานาน เมื่อนายกรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญจัดส่งมาให้นั่งว่าการในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สังคมมีมุมมองที่ออกมาสองกระแสคือ กระแสแรก คนซึ่งอยู่ในแวดวงธุรกิจหรืองานด้านเศรษฐกิจมองว่า จะทำงานด้านการศึกษาได้หรือ แต่อีกกระแสมีมุมมองที่เชื่อว่า นายกฯ คงคิดใหม่ทำใหม่ด้วยการส่งคนที่มีความสามารถในด้านการบริหารจัดการมาดูแลน่าจะทำให้การศึกษาไปได้ไกล เพราะวันนี้งานด้านการศึกษาต้องอาศัยนักบริหารที่มีภูมิความรู้ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่จำเป็นต้องนำคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาโดยเฉพาะมาทำงานด้านนี้ก็ได้ และการที่มีนักบริหารด้านธุรกิจเข้ามาดูแลงานด้านการศึกษา มิใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะในรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยมีมาแล้วในรัฐบาลก่อนๆ เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากนี้ไป รัฐมนตรีว่าการคนใหม่คงจะได้เดินหน้าในการทำการบ้านเพื่อให้งานด้านการศึกษาเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวัง ซึ่งนายอดิศัยเองก็ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการว่า ''ไม่มีปัญหา หากนายกฯ เห็นว่าเหมาะสมก็พร้อมปรับเปลี่ยน ถ้าต้องไปดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือเป็นการให้เกียรติ หากไปดูแลจริงก็จะต้องดูโครงสร้างกระทรวงและนโยบายการปฏิรูปการศึกษาก่อน'' ทั้งนี้ ถ้าย้อนไปดูที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่จะเห็นว่าจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ มิใช่ทางด้านการศึกษา ซึ่งประเด็นนี้คงไม่ใช่ปัญหาเพราะนักบริหารที่ดีต้องทำงานได้ในทุกสถานการณ์ และงานจะสำเร็จหรือไม่ มิใช่เฉพาะผู้นำแต่เพียงฝ่ายเดียว คงต้องอาศัยทีมงานและข้าราชการเข้ามาช่วยเสริมเติมเต็มและผลักดันนโยบายให้เดินไปตามเป้าหมายที่กำหนด ทุกครั้งเมื่อมีการปรับเปลี่ยนผู้นำแน่นอน บุคคลในองค์กรคงเฝ้ารอว่าทิศทางและนโยบายว่าจะเดินไปทางไหน ซึ่งเรื่องนโยบายนั้นคิดว่าคงจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้งานขับเคลื่อนไปได้ดีหรือไม่ ถ้านโยบายที่กำหนดไว้สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเร็วขึ้น แต่ถ้ามองย้อนกลับไปจะพบว่ากระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการมาแล้วถึง 5 คน ก็จะมีลีลาการทำงานและนโยบายที่แตกต่างกัน จะเหมือนกันอยู่บ้างและเป็นความต้องการของสังคมในขณะนี้คือ การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งนโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไปได้ไม่ถึงจุดหมายและกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนั้น จากนี้ไปรัฐมนตรีอดิศัย คงต้องกลับไปศึกษาข้อมูลจุดอ่อน จุดแข็ง ในอดีตที่ผ่านมาว่ามีจุดอ่อนใดที่ทำไม่ได้หรือจุดแข็งใดที่ดีและมีอยู่แล้วซึ่งต้องสานต่อ ถามว่างานบริหารด้านการศึกษาของชาติ ภายใต้สังคมที่แสวงหาแนวทางการปฏิรูปอยู่ในขณะนี้ยากหรือง่าย เรื่องนี้คงเป็นโจทย์ที่นายกรัฐมนตรีตั้งและกำลังจะหาคำตอบสุดท้ายจึงฝากความหวังไว้กับรัฐมนตรีคนใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลและรัฐมนตรีไม่ควรมองข้าม คือ การนำนโยบาย หรือ แนวคิดที่เคยประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2544 ที่พรรคไทยรักไทย ได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติไว้ถึง 11 วาระ หนึ่งในนั้นคือ วาระแห่งชาติที่ 5 คือ สร้างคนสร้างระบบการศึกษา วันนี้ถ้าลืมเลือนไปแล้ว ใคร่นำมาเป็นบันทึกช่วยจำอีกครั้งเพื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ จะได้เดินหน้าสานฝันให้แนวคิดของนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทยไปถึงเป้าหมายที่กำหนด และวาระสร้างคนสร้างระบบการศึกษา กำหนดไว้ดังนี้ พรรคไทยรักไทย จะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่า โดย 1. ต้องวางแผนในการสร้างคนให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจ 2. สร้างกระบวนการศึกษาที่จะสร้างคนให้มีจินตนาการ มีความชำนาญในเรื่องหนึ่ง แต่มีความรู้ในหลายๆ เรื่องรอบด้าน 3. เด็กนักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลาย (ม.6) ทุกคน จะต้องมีความสามารถพื้นฐานในการใช้ภาษาอังกฤษและใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง 4. ปรับปรุงปัจจัย 4 ประการ คือ สภาพแวดล้อม อุปกรณ์ทันสมัย การบริหารจัดการ และครู-ผู้บริหารมืออาชีพ ในสถานศึกษาทุกระดับ 5. ส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน ที่เป็นระบบต่อเนื่องตลอดชีวิต 6. รวมพลังการสร้างคนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน 7. ให้ประชาชนคนทำงานสามารถนำค่าใช้จ่ายในการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองมาหักลดหย่อนเสียภาษีปลายปีได้ 8. ลดข้อจำกัดการลงทุนภาคการศึกษาของเอกชน ทั้งหมดที่หยิบยกมาเป็นแนวคิดและวิสัยทัศน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติทางด้านการศึกษาไว้ ซึ่งจากนี้ไปผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วย และทีมงานต้องเร่งดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อทิศทางอนาคตการศึกษาของชาติและหวังว่าจากนี้ไปกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีถ้าจะพึงมีในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการคงจะไม่มีในโผเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ''ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง'' ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน รัฐมนตรีจะถูกปรับอีกหรือไม่ก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และความสามารถว่าจะทำได้ ตามที่นายกรัฐมนตรีและประชาชนคาดหวังหรือไม่ นั่นคือคำตอบสุดท้ายที่แท้จริง สำหรับทิศทางอนาคตการศึกษาชาติและตัวรัฐมนตรีเอง |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ข่าวสด ฉบับที่ 4732 [หน้าที่ 34 ] ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|