|
|
| นายวัฒนา เมืองสุข รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบาย ให้กับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ว่า นโยบายกระทรวงพาณิชย์มี 2 เรื่องหลักๆ คือ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่ต้องขยายตลาดและเพิ่มดุลการค้าให้มากขึ้น และนโยบายการค้าภายในประเทศ ที่จะเพิ่มความต้องการบริโภคภายในให้มากขึ้นเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และลดการพึ่งพาการส่งออกลงเหลือเพียง 40% จากปัจจุบันมีสัดส่วนการบริโภคภายใน 40% และส่งออก 60% เพราะนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ต้องการพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับ เคลื่อนเศรษฐกิจ แต่จะให้การบริโภคภายใน เป็นแรงขับเคลื่อนมากกว่า ซึ่งหากทำได้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและมั่นคงมากขึ้น
สำหรับนโยบายการจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ จะต้องเจรจาขยายตลาดให้ได้มากขึ้น เพราะความสำเร็จของการเปิดเสรี ไม่ได้อยู่ตรงที่การลงนามในกรอบความตกลงระหว่างกัน แต่อยู่ที่ต้องทำให้สินค้าของไทยเข้าสู่ประเทศที่ทำเอฟทีเอให้ได้มากขึ้น โดยตนมีนโยบายที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในทุกประเทศ ที่ทำเอฟทีเอกับไทย เพราะในบางประเทศอย่างจีน อินเดีย ช่องทางการจำหน่ายมีน้อยมาก เช่นหากเกษตรกรขายทุเรียนในจีนก็ไม่รู้จะติดต่อใคร หรือส่งออกอย่างไร ไทยก็ต้องตั้งศูนย์ กระจายสินค้าในจีน และต้องมีตัวแทนขายสินค้าของไทยในจีนด้วย ส่วนนโยบายยกระดับราคาสินค้าเกษตรเห็นว่า การที่รัฐแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ที่เกินกว่าราคาตลาด เช่น ข้าว ต้นทุนอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท แทรกแซง 6,500 บาท และอุ้มสต๊อกไว้เองนั้นเป็นนโยบายที่ล้มเหลว เพราะการแทรกแซงในราคาสูง รัฐจะขายต่อผู้ส่งออกอย่างไร ส่วนการเก็บสต๊อกไว้มากๆ พอข้าวใหม่ออกมาก็ต้องเร่งระบายสต๊อก ซึ่งจะถูกพ่อค้าบีบขายราคาต่ำ ทำให้รัฐขาดทุน และยังต้องเสียเงินค่าเก็บรักษาอีก ถ้าจะทำอย่างนั้นก็เอาเงินไปให้เกษตรกรเปล่าๆ ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐจะแทรกแซงต้องแทรกแซงราคาตลาด และทำให้ไม่มีข้าวเก็บในสต๊อกเลย ต้องกระจายออกให้พ่อค้าให้หมด การยกระดับราคาที่ดีต้องลดต้นทุน และให้เกษตรกรมีประสิทธิภาพการผลิต มีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็จะต้องดูแลตลาดให้กับเกษตรกรด้วย โดยต้องบอกเกษตรกรว่า โลกชอบบริโภคสินค้าชนิดใดและผลิตสินค้าชนิดนั้นๆป้อนตลาด ''จีนไม่ชอบกินข้าวหอมมะลิ 92% เราก็ไม่ต้องผลิตข้าวหอมมะลิ 92% ส่งให้เขาแต่จะส่งข้าวหอมมะลิตามที่เขานิยมบริโภคมากกว่า ซึ่งในส่วนของมาตรฐานข้าวหอมมะลิ 92% ผมจะขอทบทวนอีกครั้งโดยต้องฟังความคิดเห็นของผู้ส่งออกเป็นหลัก หากเห็นว่าไม่เหมาะสม ตลาดไม่ชอบ ผู้ส่งออกไม่เอา ต้องยกเลิก ส่วนโควตาข้าวสหภาพยุโรปต่อไปรัฐ จะไม่ทำเองจะยกให้ผู้ส่งออกทำหมด แต่จะทำอย่างไรกติกาต้องชัดเจน ระเบียบสิ่งทอก็เช่นเดียวกัน ต่อไปผมทำอะไรจะต้องหารือพ่อค้าก่อนจะไม่ทำเองทั้งหมด หากพ่อค้าไม่ชอบก็เลิกนโยบาย ผมจะเอื้อพ่อค้ามากขึ้นไม่กลัวว่าใครจะว่า ผมเอื้อพ่อค้า ถ้าไม่เอื้อพ่อค้าแล้วจะเอื้อลิงที่ไหน'' นายวัฒนากล่าวต่อถึงนโยบายการค้าปลีกว่า ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายค้าปลีกค้าส่งออกอีก เพราะกฎหมายผังเมืองและกฎหมายแข่งขันทางการค้าครอบคลุมแล้ว แต่ที่ยังเป็นปัญหาเพราะการบังคับยังไม่เข้มแข็งพอ ส่วนแนวทางการทำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอย่างเป็นธรรม (ไกด์ไลน์) ต้องปรับปรุงตามที่ผู้ประกอบการเห็นว่าเหมาะสม เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการบางส่วนยังรับไม่ได้รับไกด์ไลน์ในบางประเด็น ด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมช.พาณิชย์ กล่าวว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการประกันภัยและกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งจะเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) และสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้เข้าสู่ตลาดโลกได้ ขณะเดียวกันจะจัดสินค้าเป็นกลุ่มๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการส่งออก นอกจากนี้ ยังจะสานต่อโครงการประกันภัยเอื้ออาทร โดยจะเพิ่มความคุ้มครองให้กับผู้เอาประกันที่เสียชีวิตโดยธรรมชาติ และจะมีโครงการทำประกันชีวิตสำหรับเด็กด้วยในอัตราเบี้ยประกันวันละ 25 สตางค์ เพราะปัจจุบันเด็กเสียชีวิตถึงปีละ 5,000 คน โดยเป็นเด็กนักเรียนถึง 3,000 คน จากจำนวนเด็กนักเรียนทั้งสิ้น 5 ล้านคน พร้อมกันนั้นจะขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้บริจาคสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ให้มากขึ้นด้วย. |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ไทยรัฐ ฉบับที่ 16732 [หน้าที่ 15 ] ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|