|
|
| ภาพที่ชินตาคนทั่วไปยามเปิดเทอมก็คือ นักเรียนน้อยใหญ่บ้างถือกระเป๋า บ้างแบกเป้ พากันโดยสารรถนานาชนิดทั้งตามความชอบและความจำเป็น มุ่งหน้าสู่โรงเรียนของตัวเอง ขณะที่บางคนก็ออกมายืนรอรถโรงเรียนของตัวเองมารับ ณ จุดที่นัดหมายกันไว้ ซึ่งรถโรงเรียนในบ้านเราก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่รถครบสูตรรถโรงเรียน นั่นคือรถตู้ หรือรถโดยสารขนาดเล็กที่ตัวรถทาสีเหลืองมีแถบสีดำคาดโดยรอบ มีป้ายแสดงและสัญญาณไฟกระพริบพร้อมชื่อโรงเรียนแสดงอยู่ข้างรถ ไปจนถึงรถกระบะ รถสองแถว รถตู้ธรรมดา และรถโดยสารขนาดใหญ่
รถนักเรียน แน่นอนเรื่องความปลอดภัย? แม้เคยมีข่าวอุบัติเหตุที่เกิดกับรถนักเรียนจนนักเรียนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จนทำให้ทั้งเด็กทั้งพ่อแม่หวาดผวากันไปบ้าง แต่ผลจากการศึกษาเรื่อง ความปลอดภัยในการเดินทางไปกลับด้วยรถรับส่งนักเรียนในกรุงเทพมหานคร โดย ดร.เปรมวดี คฤหเดช และคณะ พบว่า นักเรียนที่เดินทางไปกลับด้วยรถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ รถโดยสารประจำทาง และรถยนต์ส่วนบุคคล มีโอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุสูงกว่าการเดินทางด้วยรถนักเรียน ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่า แต่ละปีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน 19,000 ครั้ง โดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง และจากการศึกษาผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียนซึ่งมีประมาณ 150 รายต่อปี พบว่าร้อยละ 88 เป็นคนเดินถนนที่ถูกรถรับส่งนักเรียนชน หรือคนที่อยู่ในยานพาหนะอื่น ๆ ที่ชนกับรถรับส่งนักเรียน ร้อยละ 12 เป็นนักเรียน ครู หรือคนขับรถที่โดยสารอยู่ในรถรับส่งนักเรียน สำหรับรายงานของประเทศแคนาดา พบว่าจำนวนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียน มีสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 0.1 เมื่อเปรียบเทียบกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งหมดในแต่ละปี ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครมีนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 กว่า 1 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 8 % ที่ใช้บริการรถรับส่งนักเรียนรูปแบบต่าง ๆ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหากรถโรงเรียนมีคุณภาพและให้บริการที่น่าพอใจมากกว่านี้ เนื่องจากพบว่ามีพ่อแม่ถึงร้อยละ 35-40 ที่ตอบว่ายินดีจะใช้บริการรถนักเรียน หากมั่นใจว่ารถเหล่านั้นได้มาตรฐาน สามารถนำลูกหลานไปกลับได้อย่างปลอดภัย กฎหมาย…ปัจจัยสะกัดความอยากลงทุน สาเหตุที่รถโรงเรียนไม่ได้รับความนิยมในการลงทุน นักวิจัยชี้ว่ามาจากตัวบทกฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ประกอบการ แม้อยากทำและต้องการลงทุนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่คุ้มทุน ขณะที่โรงเรียนเองก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะความคุ้มค่าในการลงทุนทำได้ไม่ดีเท่ากับการลงทุนของบริษัทเอกชน ที่สามารถใช้งานรถโรงเรียนได้คุ้มกว่า เนื่องจากการดำเนินการรถรับส่งนักเรียนมีช่วงเวลาการดำเนินการเพียง 8 – 9 เดือนต่อปี อีกทั้งเวลาที่สามารถดำเนินการได้ก็เป็นเพียงช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนเพียงร้อยละ 17.1 เท่านั้นที่ดำเนินการรถโรงเรียนเอง ที่เหลือร้อยละ 82.9 ล้วนเป็นบริการจากบริษัทเอกชนทั้งนั้น “การใช้รถตู้เป็นรถรับส่งนักเรียน ทำให้ได้จำนวนที่นั่งน้อย จำเป็นต้องเก็บค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ส่วน ปัญหาในเรื่องของสีตัวถังรถ เพราะหากทำตามที่กฎหมายกำหนดคือ สีเหลือง-ดำ ทำให้ไม่สามารถนำรถคันดังกล่าวไปใช้บริการอย่างอื่น ในขณะที่ไม่มีการวิ่งรับส่งนักเรียนได้เลย ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาอีกด้านในเรื่องของคนขับรถรับส่งนักเรียนและผู้ดูแลประจำรถ คือ ปัจจุบัน กฎหมาย ยังไม่มีการกำหนดให้มีใบอนุญาตขับรถรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะ ทำให้คนขับรถส่วนใหญ่จะใช้ใบขับขี่ประเภทอื่นแทน ทำให้สถานภาพของคนขับรถไม่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลในเรื่องของมาตรฐานในการขับขี่” รถโรงเรียนแบบไหน ตรงใจผู้ปกครอง ร้อยละ 61.5 ต้องการรถตู้มากที่สุด เพราะความคล่องตัวสูงและสามารถรับส่งบุตรหลานถึงที่อยู่อาศัยได้เลย รองลงมาคือรถประเภทมินิบัสและไมโครบัส เหตุเพราะเข้าถึงหน้าบ้านได้ดีกว่ารถโดยสารขนาดใหญ่ ร้อยละ 31.7 เห็นว่ารถรับส่งนักเรียนแต่ละคัน ควรมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี และร้อยละ 22.9 เห็นว่าควรใช้เพียง 5 ปีเท่านั้น ส่วนในเรื่องนั้น พบว่า ร้อยละ 43.6 เห็นว่าสีของสีตัวถังรถไม่มีความจำเป็นหรือมีผลต่อการใช้งาน โดยไม่ระบุประเภทของสีที่ต้องการ ขณะที่ร้อยละ 24.1 เห็นว่าควรใช้สีเหลือง ร้อยละ 79.3 ต้องการพนักงานขับรถที่มีใบอนุญาตขับรถโรงเรียน ร้อยละ 57.6 เห็นตรงกันว่า อยากให้โรงเรียนรับดำเนินการรถโรงเรียนเอง ร้อยละ 84.7 ต้องการให้มีการฝึกอบรมพิเศษแก่คนขับรถเพิ่มเติม มาตรฐานขั้นต่ำ…จุดร่วมที่ยอมรับได้ จากความไม่ยืดหยุ่นของกฎหมาย แม้จะมีการประกาศมาตรฐานรถโรงเรียนมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่มีรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานตามระเบียบข้อบังคับน้อยมาก จึงควรมีการกำหนดรูปแบบที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ และผู้ใช้บริการยอมรับได้ ประกอบด้วย ชนิดของรถ ต้องเป็นรถตู้ รถโดยสารขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ เท่านั้น เส้นทางการเดินรถ ต้องรับจากที่พักอาศัย หรือจุดนัดพบ และนำส่งยังโรงเรียนโดยตรง โดยให้ทางโรงเรียนร่วมกับตำรวจจราจรในการจัดพื้นที่ หรือเส้นทางให้รถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน มีสิทธิพิเศษมากกว่ายานพาหนะชนิดอื่น ๆ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงบริษัทผู้ผลิต ผู้ประกอบรถภายในประเทศ ร่วมกันกำหนดสภาพภายในและภายนอกรถใหม่ โดยหลีกเลี่ยงการใช้รถที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากมีปัญหาในการซ่อมบำรุงมาก พนักงานขับรถต้องผ่านการตรวจสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และตรวจสอบประวัติการทำผิดในคดีต่าง ๆ พนักงานขับรถต้องผ่านการอบรม และสอบใบอนุญาตขับรถรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะกำหนดให้เป็นใบอนุญาตขับรถที่เทียบเท่าใบอนุญาตขับรถบรรทุกวัตถุอันตราย ที่ในปัจจุบันจัดเป็นใบอนุญาตขับรถที่สามารถขับรถได้เกือบทุกชนิด รัฐต้องจัดการสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ และจัดให้เฉพาะผู้ประกอบการที่ผ่านการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น อาทิ ร่วมกับบริษัทผู้ผลิต หรือผู้ประกอบรถ ในการผลิต หรือประกอบรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งลดหย่อนภาษีสรรพสามิต ภาษีประจำปี และจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่พิเศษไปกว่าโครงการรถแท็กซี่เอื้ออาทร โดยอาจจะกำหนดระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี ในการที่จะให้ผู้ประกอบการได้ทยอยเปลี่ยนรถที่มีอายุการใช้งานมานาน เจ้าพนักงานจราจร และขนส่งทางบก ต้องร่วมกันกำหนดเส้นทาง หรือช่องทาง ให้รถรับส่งนักเรียนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว กว่ารถประเภทอื่น ๆ จัดให้มีการอบรมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจร การแก้ไขปัญหาฉุกเฉินต่าง ๆ ให้แก่ผู้ให้บริการ โดยไม่คิดมูลค่า โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดพื้นที่ให้รถรับส่งนักเรียน ได้เข้ามารับส่งนักเรียนในจุดที่ใกล้โรงเรียนมากที่สุด โดยให้ถือความสำคัญของรถรับส่งนักเรียนเป็นลำดับที่หนึ่ง จัดทำโครงการประกันภัยพิเศษที่มีความคุ้มครองมากกว่า สำหรับนักเรียนที่เดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียน สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพ สภาพจิตแก่พนักงานขับรถ ผู้ดูแลประจำรถ จัดการอบรมแนะนำวิธีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ รวมทั้งวิธีการจัดเส้นทางการเดินรถที่ทำให้นักเรียนเสียเวลาในการเดินทางน้อยที่สุด ให้แก่ผู้ประกอบการ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไป มาทำการเช่า หรือจ้างเหมา รถรับส่งนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ในวันหยุดเรียน หรือในระหว่างปิดภาคการศึกษา เพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากเป็นการให้บริการที่ได้มาตรฐาน ขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ผลิต หรือประกอบรถ ในจัดตรวจเช็คสภาพรถ เครื่องยนต์ พร้อมทั้งจำหน่ายอะไหล่ในราคาพิเศษสำหรับรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน ขอรับการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายน้ำมัน ในการจำหน่ายน้ำมันราคาประหยัด จัดทำทะเบียนรถรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะเพื่อทำให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้ปกครองทราบว่ารถดังกล่าวเป็นรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งทำให้สะดวกในการตรวจสอบ หรือกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยผู้ประกอบการที่จะสามารถได้รับสิทธิพิเศษนี้ ต้องจัดการบริการที่เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งจะมีการตรวจสอบประเมินโดยการสุ่มตรวจ หรือให้ทางโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครองเป็นผู้ตรวจสอบ และแจ้งไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเยาวชนอันเป็นกำลังสำคัญของชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนให้ทั่วประเทศมีรถโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน ดำเนินการภายใต้ระบบที่เกื้อหนุน เราคงมีสิ่งดี ๆ อวดสายตาชาวโลกได้ด้วยไม่ต้องอาศัยผักชีโรยหน้า |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4033(4031) [หน้าที่ 6 ] ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|