|
|
| ผมเสนอบทวิเคราะห์และความเห็นมาเป็นเวลาช้านานแล้วว่า รัฐบาลควรจัดสรรบริการการศึกษาให้เฉพาะคน 2 กลุ่มในสังคมไทยอันได้แก่ กลุ่มคนจน และกลุ่มคนเก่ง
การจัดสรรบริการการศึกษาแก่กลุ่มคนจน ก็ด้วยเหตุผลในด้านความเป็นธรรมในสังคมและความเสมอภาคในโอกาสของการศึกษา ส่วนการจัดสรรบริการการศึกษาแก่กลุ่มคนเก่ง ก็เพื่อพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้เป็นมันสมองของชาติในอนาคต ความจำกัดของทรัพยากรทำให้รัฐบาลมิอาจจัดสรรบริการการศึกษาให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่งถึง เท่าที่ผ่านมา ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงได้ประโยชน์จากการจัดสรรบริการการศึกษาของรัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำ (โดยที่ชนชั้นต่ำได้ประโยชน์น้อยมาก มิพักต้องกล่าวถึงชนต่ำชั้น (Underclass) ในสังคมที่มิได้รับประโยชน์เลย ในการจัดสรรบริการการศึกษาให้แก่กลุ่มเป้าหมาย อันประกอบด้วยกลุ่มคนจนและกลุ่มคนเก่ง มีเงื่อนไขในการดำเนินการอย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ เงื่อนไขประการแรก ระบบการคลังเพื่อการศึกษา (Education Finance) จักต้องแปรเปลี่ยนจาก Supply-Side Financing ไปเป็น Demand-Side Financing แทนที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา ดังเช่นโรงเรียนและมหาวิทยาลัย รัฐบาลจัดสรรทุนการศึกษาและเงินกู้แก่นักเรียนนักศึกษา โดยให้เลือกสถานศึกษาเอง เงื่อนไขประการที่สอง รัฐบาลจักต้องปลดปล่อยทรัพยากรที่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมมาให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนผู้เสียเปรียบในสังคม ในระบบการศึกษา รัฐบาลจักต้องปรับค่าธรรมเนียมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับต้นทุนการประกอบการถัวเฉลี่ย (Average Operating Cost) เพื่อให้ผู้รับประโยชน์จากบริการอุดมศึกษาของรัฐรับภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อโยกย้ายทรัพยากรของแผ่นดินไปให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนจนและกลุ่มคนเก่งในสังคม รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังปรับเปลี่ยนระบบการคลังเพื่อการศึกษา จากระบบ Supply-Side Financing ไปสู่ระบบ Demand-Side Financing ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มคนจนและกลุ่มคนเก่ง ในกรณีกลุ่มคนเก่ง ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำงานชนิดปิดทองหลังพระมาเป็นเวลาช้านาน ในการคัดสรรและพัฒนาเด็กอัจฉริยะในสังคมไทย โดยที่รัฐบาลในอดีตมิได้สนใจและไม่มีนโยบายที่เด่นชัด แต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยตอบรับโครงการนี้อย่างดียิ่ง พร้อมทั้งมีนโยบายคัดสรรเด็กอัจฉริยะภายใต้โครงการ ''หนึ่งอำเภอ หนึ่งเด็กอัจฉริยะ'' เพื่อให้ทุนการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยต่อยอดถึงระดับปริญญาเอก ในกรณีกลุ่มคนจน รัฐบาลพรรคไทยรักไทยริเริ่ม ''โครงการเขียนเรียงความเพื่อรับทุนการศึกษา'' โดยให้ผู้ต้องการทุนการศึกษาพรรณนาความยากจนข้นแค้นและความขัดสนด้านการเงิน ผลปรากฏว่า มีผู้เขียนจดหมายเพื่อขอทุนการศึกษาถึง 395,733 ฉบับ กระทรวงศึกษาธิการว่าจ้างอาจารย์และนักศึกษาจำนวน 800 คน กลั่นกรองจดหมายเหล่านี้ และประกาศให้ทุนเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2546 จำนวน 23,534 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 187.927 ล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แจกทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษายากจน เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2546 หนังสือพิมพ์บางฉบับรายงานว่า นายกรัฐมนตรีถึงกับต่อมน้ำตาแตก เมื่อพานพบความแร้นแค้นของนักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก โดยที่มีการเผยแพร่เรียงความของผู้รับทุนบางคนก่อนหน้านี้แล้ว การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาที่ยากจน เป็นนโยบายที่ควรแก่การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ใจร้อนที่ต้องการเห็นผลของนโยบายโดยเร็ว จึงเลือกใช้วิธีการตลาดในการคัดสรรนักเรียนนักศึกษายากจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับคะแนนนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกอักโขจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวนี้ การใช้เรียงความเป็นกลไกในการคัดสรรนักเรียนนักศึกษายากจน อาจจะใช้ได้ในปีแรกที่จัดสรรทุนการศึกษา เพราะนโยบายผลิตออกมาอย่างฉับพลัน โดยที่อาจยังไม่มีผู้หาประโยชน์อันมิชอบจากนโยบายนี้ แต่ถ้าการเขียนเรียงความกลายเป็นกลไกถาวรในการคัดสรรนักเรียนนักศึกษายากจน มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ผู้มีความสามารถในการเขียนเรียงความ แต่มิได้ยากจน อาจหลุดเข้ามาเป็นผู้รับทุนและการรับจ้างเขียนเรียงความเพื่อขอทุนการศึกษาอาจกลายเป็นอาชีพใหม่ นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงช่องโหว่ของการใช้เรียงความเป็นดัชนีบ่งชี้ความยากจนอย่างดียิ่ง ในรายการวิทยุ ''นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน'' เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวย้ำเรื่องการไม่โกหกหลอกลวง (ผู้จัดการ Online, 19 ตุลาคม 2546) แต่การปรามผู้ขอทุนไม่ให้โกหกหลอกลวงนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องจัดระบบให้รัดกุม ครอบคลุมทั้งกลไกการคัดสรรนักเรียนนักศึกษายากจน และกลไกการติดตามตรวจสอบและประเมินผล ในเมื่อรัฐบาลเริ่มจัดสรรทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษายากจนแล้ว จำเป็นต้องติดตามตรวจสอบว่า ผู้รับทุนมีฐานะยากจนจริงหรือไม่ ครูประจำชั้นสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ และครูประจำชั้นอีกเช่นกันที่สามารถให้ข้อมูลว่า มีนักเรียนในชั้นคนใดบ้างที่ยากจนกว่าหรือยากจนใกล้เคียงกับนักเรียนที่ได้รับทุน แต่ยังมิได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษายากจน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความยากจน หากพรรคไทยรักไทยสามารถกุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินยาวนานถึง 20 ปี ดันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอ้าง สมควรที่จะเพ่งพินิจการจัดระบบการปกป้องคนจนทางสังคม (Social Protection) รวมทั้งการจัดระบบกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษายากจนที่มีลักษณะยั่งยืนสถาพร ทุนการศึกษาภายใต้โครงการการเขียนเรียงความฯ ที่รัฐบาลจัดสรรแก่นักเรียนนักศึกษายากจนครั้งนี้ มีมูลค่าไม่มากนัก เพราะให้ทุนเพียง 6,000 บาทต่อปี สำหรับระดับประถมศึกษา 10,000 บาทต่อปี สำหรับระดับมัธยมศึกษา และ 20,000 บาทต่อปี สำหรับระดับอุดมศึกษา สำหรับคนยากคนจน ต้นทุนสำคัญของการรับบริการการศึกษามิใช่ค่าเล่าเรียนและค่าแบบเรียน หากแต่เป็นรายได้ที่ต้องสูญเสียไป เมื่อเข้าสู่ระบบโรงเรียน แทนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Earnings Foregone) การคงอยู่ในระบบโรงเรียนทำให้ไม่สามารถหารายได้จากการใช้แรงงาน หากเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็สิ้นโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน เด็กและเยาวชนที่มาจากครอบครัวยากจน เมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงาน มักจะออกจากระบบโรงเรียน และไปผจญภัยในตลาดแรงงาน การสูญเสียรายได้ดังกล่าวนี้จึงเป็นต้นทุนสำคัญยิ่งของคนยากคนจนในการรับบริการการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงกว่าประถมศึกษา ค่าใช้จ่ายในการครองชีพเป็นต้นทุนสำคัญอีกรายการหนึ่งในการรับบริการการศึกษา เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายล้วนอยู่ในตัวอำเภอ และที่มีคุณภาพล้วนอยู่ในตัวจังหวัด ความข้อนี้เป็นจริงสำหรับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐด้วย เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกล หากต้องเข้าเมืองเพื่อรับการศึกษาระดับที่สูงขึ้น นอกจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้ว ยังมีรายจ่ายในการครองชีพ รวมทั้งค่าเช่าหอพักอีกด้วย ด้วยเหตุดังนี้ ผมจึงมีความเห็นว่า ทุนการศึกษาภายใต้โครงการการเขียนเรียงความฯ ที่แจกครั้งนี้น้อยเกินไป และควรจะจำแนกระดับมัธยมศึกษาตอนต้นกับตอนปลายออกจากกัน เพราะค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมาก ในทัศนะของคนยากคนจน การได้ทุนการศึกษาดีกว่าการไม่ได้รับจัดสรรทุน ไม่ว่าจำนวนเงินทุนจะมีมากน้อยเพียงใด แต่ในเมื่อรัฐบาลมีเจตจำนงแน่วแน่ในการช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษายากจน สมควรพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาอย่างดีเลิศ รัฐบาลนำรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาใช้จ่ายในด้านการศึกษาจำนวนมาก ทั้งการจัดสรรทุนการศึกษาเอื้ออาทรระดับปริญญาเอกแก่อาจารย์มหาวิทยาลัย ทุนการศึกษาสำหรับเด็กอัจฉริยะและทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษายากจน หากโครงการเหล่านี้ขยายสืบต่อไป ย่อมสร้างแรงกดดันสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการหารายได้จากอบายมุขเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างต้นทุนแก่สังคมโดยไม่สมควร ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลประกอบกิจกรรมอบายมุขสืบต่อไป จึงใคร่เสนอว่า โครงการด้านการศึกษาเหล่านี้ควรผนวกเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติในปีต่อๆ ไป เพราะล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่ให้คุณประโยชน์แก่สังคม ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรปลดปล่อยทรัพยากรที่เคยให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมมาใช้จ่ายในโครงการเหล่านี้ ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการผนวกโครงการด้านการศึกษาเหล่านี้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน ก็คือ การทำให้โครงการเหล่านี้มีความโปร่งใส และฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ อันเสริมส่งให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น หมายเหตุ 1. ข้อเสนอในการกำหนดบทบาทของรัฐบาลในการจัดสรรบริการการศึกษาสำหรับคนจนและคนเก่ง โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ ''ปฏิรูปการศึกษาเพื่อใคร? ข้อพิจารณาว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรการศึกษา'' ในพระธรรมปิฎกและคณะ ปฏิรูปการศึกษา การสร้างสรรค์ภูมิปัญญา (สำนักพิมพ์อัมรินทร์วิชาการ และมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ 2539) หน้า 159-190 2. ข้อเสนอในการจัดตั้งกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ''กองทุนประชาศึกษา'' ผู้จัดการรายวัน (6 มีนาคม 2546) |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4033 [หน้าที่ 9 ] ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|