|
|
| นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง เมื่อนักวิจัยไทยคนแรก ศ.ดร.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ จากคณะพลังงานและวัสดุ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สามารถคว้ารางวัล UNESCO Science Prize ครั้งที่ 17 จากองค์การยูเนสโก ด้วยผลงานวิจัย “เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกแบบฟลูอิไดซ์-เบด” และ “เตาเผาแกลบแบบไซโคลน” เรียกได้ว่า เหยียบข้ามเทคโนโลยีชั้นเลอเลิศจากเหล่านักวิทยาศาสตร์ ทั้ง 60 กว่าประเทศทั่วโลก ขึ้นมาผงาดเป็นที่หนึ่งและเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติได้อย่างยอดเยี่ยม
“จุดเด่นของเครื่องอบแห้งข้าวเปลือกแบบฟลูอิไดซ์เบด คือ สามารถที่จะลดความชื้นของข้าวจาก 25-28 เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือ 18 เปอร์เซ็นต์ ได้ในระยะเวลาเพียง 1-3 นาที ซึ่งเร็วกว่าเครื่องอบแห้งข้าวแบบเก่ามาก และสามารถอบลดความชื้นข้าวได้ถึงชั่วโมงละ 20 ตัน ส่วนเตาเผาแกลบแบบไซโคลนนั้น ทำให้สามารถใช้แกลบที่เป็นของเหลือจากการสีข้าว มาเผาเป็นความร้อนแทนการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าน้ำมันไปได้มากกว่า 120 บาทต่อการอบแห้งข้าว 1 ตัน” ศ.ดร.สมชาติ เปิดเผยถึงผลงานวิจัยทั้ง 2เรื่องว่า เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกนี้ เป็นการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมปลูกข้าวของไทยในปัจจุบันได้อย่างตรงจุด เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรนิยมเกี่ยวข้าวโดยใช้ “เครื่องเกี่ยวนวด” แทนการใช้แรงงานคน ซึ่งแม้จะเกี่ยวข้าวได้เร็วก็ต้องเกี่ยวในขณะที่เมล็ดข้าวความชื้นสูง เพื่อป้องกันการแตกหักของเมล็ดข้าว ซึ่งหากข้าวเหล่านี้ไม่ได้รับการอบลดความชื้นในเวลา 24-48 ชั่วโมง ก็จะกลายเป็นข้าวคุณภาพต่ำทันที แต่หากใช้การอบแห้งแบบเก่ากับข้าวลักษณะนี้จะต้องเสียเวลาลดความชื้นถึง 24 ชั่วโมง ขณะที่หากมีเครื่องอบข้าวแบบฟลูอิไดซ์-เบดด้วยแล้ว จะลดเวลาการอบแห้งจนสามารถนำไปเก็บเข้ายุ้งฉางได้ในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง หรือเร็วกว่าถึง 6 เท่า สำหรับการพัฒนาเตาเผาแกลบแบบไซโคลน ที่ใช้การเผาแกลบแทนการใช้น้ำมันเพื่อสร้างลมร้อนไปกับเครื่องอบข้าวเพื่อไล่ความชื้นในข้าวนั้น หากใช้กับเครื่องอบข้าวแบบฟลูอิไดซ์-เบดขนาด 20 ตันที่ทำงานวันละ 20 ชั่วโมง จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันไปได้ถึงวันละกว่า 50,000 บาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถนำแกลบที่เคยเป็นขยะเหลือทิ้งกลับมาสร้างค่าได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ศ.ดร.สมชาติ กล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ มา 10 กว่าปีแล้ว และได้รับการยอมรับในวงวิชาการระดับโลกจนมาได้รับรางวัลในครั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญก็คือการที่ผลงานวิจัยได้รับการนำใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงในวงการเกษตรของไทยและระดับโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัยและพัฒนาด้วย “การมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัย นอกจากทำให้ผลงานวิจัยตรงกับความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ผลงานวิจัยไปสู่การผลิตจริงและเกิดการนำไปใช้จริงได้อย่างรวดเร็ว” ยิ่งยอด ยิ่งยืนยง รองประธานกรรมการ บริษัท ไรซ์เอ็นจิเนียริ่งจำกัด ภาคเอกชนที่ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ(สกว.) ในการลงทุนวิจัยกล่าวว่า นอกจากจุดเด่นในเรื่องของ ประสิทธิภาพการทำงานแล้ว เครื่องอบแห้งข้าวยังให้เปอร์เซ็นต์ข้าว 100% ที่เพิ่มขึ้นถึง 5% “คิดดูนะครับข้าว 100% ราคาสูงกว่าข้าวหักถึงกิโลกรัมละ 10 บาท การอบลดความชื้นข้าวด้วยเครื่องนี้ 1 ตัน ก็จะเหมือนได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อย 300-400 บาทและแต่ละวันเครื่องอบแห้งข้าว 1 เครื่อง จะอบข้าวได้หลายร้อยตัน ซึ่งหากใช้ร่วมกับเตาเผาแกลบแบบไซโคลนแล้ววันหนึ่งๆ จะประหยัดเงินไปได้เกือบแสนบาทเลยทีเดียว ทำให้ตั้งแต่เริ่มทำตลาดเครื่องอบแห้งข้าวในปี 2538 และเตาเผาแกลบในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน เราสามารถขายเครื่องลดความชื้น และเตาเผาแกลบแบบไซโคลน ไปได้แล้วกว่า 400 เครื่อง ซึ่งรวมถึงการส่งออกยังกว่า 10 ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก สเปน” จากความสำเร็จของงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การใช้จริง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพของข้าวเปลือกที่ได้ กลายเป็นที่ยอมรับระดับโลกทั้งในวงวิชาการและวงการเกษตรกรรม จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยูเนสโก ประกาศมอบรางวัล USENCO Science Prize นักวิทยาศาสตร์ขององค์การยูเนสโกประจำปี 2003 แก่ศ.ดร.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ จากประเทศไทย ซึ่งนอกจากเหรียญอัลเบิร์ต ไอสไตน์ และเกียรติบัตรแล้ว ยังรวมถึงเงินรางวัลอีกประมาณ 6 แสนบาท (15,000 เหรียญ) แต่ที่น่าภูมิใจยิ่งก็คือ เป็นครั้งแรกที่คนไทย ได้รับการประกาศให้ได้รับรางวัล นี้และถือเป็นชาติที่ 3 ในเอเชียที่ได้รางวัลทรงเกียรติ นับแต่มีการมอบรางวัลนี้ครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1968 ++ ประวัติและผลงาน ศ.ดร.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตร ปริญญาโทจากAsian Institute of Technology (AIT) และปริญญาเอกจาก Ecole NationalSuperieur Agronomique de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 คณะพลังงานและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และรักษาการคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีผลงานเป็นที่ยอมรับจนได้รับการเสนอชื่อรับรางวัล มากมาย อาทิ รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปี 2539 รางวัลเมธีวิจัยอาวุโส สกว. รุ่นที่ 2 ปี 2539-2542 และรุ่นที่ 2 ปี 2543-2546 และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2543 ++ เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์-เบด (Fluidized-Bed Dryer) ถูกคิดค้นเมื่อปี 2535 เพื่อแก้ปัญหาที่ทำให้ข้าวมีมูลค่าลดลง เนื่องมาจากความชื้นทำความเสียหายให้กับเมล็ดพืช โดยเฉพาะการที่เกษตรกรนำข้าวเปลือกชื้นมากองไว้เป็นเวลาหลายวัน ทำให้อุณหะภูมิในกองข้าวสูงขึ้น ความร้อนนั้นจะทำให้สีของข้าวสารเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลือง ภายใน 24-48 ชั่วโมง จุดเด่นของเครื่องนี้นอกจากสามารถลดความชื้นของข้าวเปลือกความชื้นสูงได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีกลไกการทำงานที่ง่ายและไม่ซับซ้อนและใช้พลังงานต่ำอีกด้วย หลักการทำงาน คือการนำข้าวที่แยกแกลบและสิ่งเจือปนออกไปแล้ว มาเข้าห้องอบแห้งที่มีการผ่านลมร้อนจากด้านล่างทำให้เมล็ดข้าวลอยขึ้นมา และซึ่งอากาศร้อนภายในห้องจะทำให้ข้าวมีความชื้นลดลงภายใน 3 นาที ซึ่งรุ่นล่าสุดสามารถลดความชื้นได้ถึงชั่วโมงละ 20 ตัน ข้าวเปลือก(20,000 กิโลกรัม) นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับการอบแห้งเมล็ดพืชอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งได้รับความสนใจในประสิทธิภาพและผลิตขายไปแล้วมากว่า 200 เครื่อง ทั้งในและอีกกว่า 10 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เม็กซิโก เป็นต้น ++ เตาเผาแกลบแบบไซโคลน (Cyclonic Rice Husk Furnace) เป็นงานวิจัยต่อเนื่องจากเครื่องอบแห้งข้าวเปลือก ลักษณะเตามีห้องเผาไหม้รูปทรงกระบอก โดยแกลบถูกป้อนเข้าห้องเผาไหม้ด้วยลมในแนวสัมผัสกับผิวทรงกระบอก และเกิดการหมุนในห้องเผาไหม้ แกลบจะไหลหมุนวนลงด้านล่างพร้อมกับเกิดการเผาไหม้ ซึ่งเปลวไฟจะไหลหมุนวนเช่นเดียวกัน แต่มีทิศทางพุ่งขึ้นด้านบนสวนทางกับแกลบ ที่ด้านล่างของเตามีตะแกรงรองรับแกลบและขี้เถ้า และมีชุดใบปาดทำหน้าที่ปาดขี้เถ้าแกลบที่เผาไหม้แล้วออกจากเตาผ่านสกรูลำเลียงขี้เถ้า และยังช่วยให้แกลบเกิดการพลิกตัวเผาไหม้ได้ดีขึ้น ห้องเผาไหม้ในเตาเผามีลักษณะเป็นไซโคลน 2 ชั้น ทำให้ขี้เถ้าไม่ไหลออกไปกับลมร้อน แต่จะไหลหมุนวนตกลงด้านล่างของเตาและถูกสกรูลำเลียงออกโดยอัตโนมัติอากาศร้อนที่จะเข้าสู่ห้องอบแห้งจะมีอุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซลเซียส ส่วนประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเตาทั้งระบบ เพิ่มขึ้นตามปริมาณอากาศส่วนเกินโดยมีค่าสูงสุดร้อยละ 73 ประสิทธิภาพการเผาไหม้คาร์บอนมีค่าสูงสุดร้อยละ 97 จากการวิเคราะห์ทางเศรษศาสตร์การของใช้เตาเผาแกลบแทนหัวเผาน้ำมันดีเซล สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 1200 ชั่วโมงทำการ |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: สยามรัฐ ฉบับที่ 18466 [หน้าที่ 7 ] ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|