|
|
| อาจารย์ธรรมศาสตร์ตั้งข้อสงสัย จับพิรุธ ขายหุ้นชินคอร์ฯ - Ample Rich (BVI) อื้อ จวกสลับซับซ้อนแยบยลร้ายแรงยิ่งกว่า อินไซด์ เทรดดิ้ง แต่เป็นการอินไซด์ กอร์เวอร์เม้นท์ ฉีกกฎหมายสร้างกฎแห่งความชอบธรรมใหม่โดยใช้อำนาจรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษียันขายหุ้นชิ้น Ample Rich (BVI) ต้องเสียภาษี ส่วนโอ๊ค-เอมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปั่นผล ห่วงนักศึกษาเลียนแบบ ทำจริยธรรมต่ำ
เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (17 ก.พ.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “สอนลูกให้รวย: ใช้วิชาช่วยหรือกลโกง” โดยลำดับเหตุการณ์ปั้นมูลค่าหุ่นชินคอร์ฯ จาก 1,487.7 เป็น 73,300 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อที่ต้องพิจารณาเพื่อค้นหาความจริงหรือน่าสงสัยว่าจะเป็นเท็จ จากถ้อยแถลงของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ตัวแทนตระกูลชินวัตร รศ.ดร.พิภพ อุดร อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า หากมีการซื้อขายหุ้นแบบโปร่งใส-ตรงไปตรงมา ก็ไม่มีปัญหา แต่การซื้อขายของหุ้นตระกูลชินกับเป็นการซื้อขายที่ซับซ้อน ซ่อนเร้น มีการขายเป็นทอดๆ ถึง 7 ทอด และอาจจะมีอีกหลายทอดไม่ปรากฎหลักฐานเอาการ ซึ่งอาจจะมีการขายเป็นทอดๆ มากกว่านั้นอีก โดยปฐมบทแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 โดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จดทะเบียนตั้ง Ample Rich Investments Ltd. ที่ British Virgin Island (BVI) โดยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวทั้ง 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 1 เหรียญ จึงเกิดข้อสงสัยว่า ตั้งบริษัทขึ้นทำไม และเหตุใดเลือกตั้งที่ BVI ซึ่งเป็นดินแดนแห่งการฟอกเงิน และเลี่ยงภาษี ส่วนการอ้างว่าเพื่อเตรียมตัวนำหุ้นชินคอร์เข้าตลาดเนสแดดนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่กลับนำมาผสมปนเปให้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เนื่องจากการนำหุ้นชินคอร์เข้าตลาดเนสแดดไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ BVI เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าดี จากนั้นเกิดการโอน/ซื้อขายครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 มีการโอนหุ้นชินคอร์ฯ จำนวน 32.9 ล้านหุ้นให้กับบริษัท Ample Rich Investments Ltd. ซึ่งเป็นเพียงการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวาเพราะบริษัท ฮ ก็เป็นของนายกนอยู่ดี ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่า มีการโอนหุ้นกันจริงหรือไม่ มีหลักฐานการโอนหรือไม่ เป็นการซื้อขายหรือถือแทนกัน และถ้าไม่จ่ายเงินกันเท่ากับ Ample Rich Investments Ltd.เป็นลูกหนี้ของนายกฯ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินตามบัญชี แต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกฯ กลับไม่มีการแสดง Ample Rich เป็นลูกหนี้ในรายการ ดังนั้นพฤติกรรมที่ไม่แสดงหลักฐานให้ชัดเจนนี้ทำให้ต้องสงสัยว่าเป็นการโอนหุ้นให้บริษัทต่างด้าวถือไว้เพื่อเป็นการปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้นโดยมือไม่เปื้อน เนื่องจากอยู่นอกเหนืออำนาจการตรวจสอบของกลต.และต้องสงสัยปกปิดทรัพย์สินและบริหารกิจการหุ้นส่วนในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางกรเมืองระดับสูง รศ.ดร.พิภพ อธิบายต่อว่า จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 มีการซื้อขายครั้งที่ 2 โดยนายกฯ ขายหุ้น ให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร โดยไม่ได้แจ้งกับกลต.ในทันทีแต่เพิ่งจะมาแถลงว่ามีการขายหุ้นเมื่อกลต.สอบถามเมื่อเดือนกรกฎาคม 2544 จึงยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยอยู่ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2544 มีการโอน/ซื้อขายครั้งที่ 3 ระหว่าง Ample Rich Investments Ltd.(สัญชาติ BVI) จำนวน 10 ล้านหุ้นให้กับบริษัท Ample Rich Investments Limited.(สัญชาติอังกฤษ) โดยไม่ทราบที่มา ของบริษัท Ample Rich สัญชาติอังกฤษ จึงน่าสงสัยว่าจะมีการซื้อขายหุ้นกันต่อๆ ไป อีกหลายครั้งซึ่งไม่ทราบแน่ชัด การอ้างว่าเข้าตลาดแนสแดดจึงขาดความน่าเชื่อถือ เพราะกลายเป็นว่าเพื่อปั่นมูลค่าหุ้นให้สูงหรือพยุงราคาไว้ ในการขายกันเองมากกว่า ต่อมามีการโอน/ขายครั้งที่ 4 และ 5 มีการถ่ายเทหุ้นโดยมีพิณทองทา เป็นผู้ถือหุ้น 20% และพานทองแท้ 80% ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายของการตั้ง Ample Rich (BVI) เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายหุ้นให้ห่างไกลการถูกตรวจสอบ สุดท้ายทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มจาก 32.92 ล้านหุ้น เป็น 329.2 ล้านหุ้นเพื่อเตรียมขายในราคาที่สูงกว่าราคาพาร์อย่างมหาศาสตร์ หลังจากนั้นวันที่ 20 มกราคม 2549 มีการโอน/ซื้อขายหุ้นครั้งที่ 6 บริษัท Ample Rich (BVI) ขายหุ้นให้ นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยที่เป็นราคาซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดโดยเฉลี่ยที่ซื้อขายกันในวันนั้น ประมาณหุ้นละ 47 บาท อย่างไรก็ตามการซื้อของได้ในราคาถูกลักษณะนี้ไม่ถือว่ามีรายได้พึงประเมิน จึงไม่ต้องเสียภาษี แต่ที่น่าสงสัยคือ เป็นการซื้อหุ้นวันเดียวกันกับการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นวันศุกร์ที่มีการปิดตลาดแล้วขายทันทีที่เปิดตลาดในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 รวมทั้งมีการแจ้งว่าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ต่อมามีการแจ้งว่า “ติ๊กผิด” เพราะในความเป็นจริงเกิดขึ้นนอนตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะการซื้อขายในตลาดและนอกตลาดมีความแต่งต่างกันอย่างชัดเจนในการซื้อขาย ''แสดงให้เห็นว่าการซื้อขายครั้งนี้มีการเตรียมการวางแผนมาเป็นอย่างดีที่จะใช้ช่วงเวลาสอดประสานระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและการขายหุ้น ซึ่งแม้ไม่เข้าข่ายความผิดการใช้ข้อมูลวงในของกิจการ (Inside Trabing) แต่กลับมีลักษณะความผิดที่ร้ายแรงกว่า เพราะเป็นการใช้ข้อมูลวงในราชการให้เป็นไปตามเป้าหมายของผู้ขาย โดยมีผู้มีอำนาจเป็นผู้ร่วมดำเนินการ ซึ่งเข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อการคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างชัดเจน” รศ.ดร.พิภพ กล่าวอีกว่า ในที่สุด เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งถือเป็นการโอน/ซื้อขายครั้งที่ 7 ครอบครัวชินวัตรก็ขายหุ้น 1,487.7 ล้านหุ้น ให้กับเทมาเส็ก ราคาหุ้นละ 49.25 บาท คิดเป็นมูลค่า 73,300 ล้านบาท ในฐานบุคลธรรมดาทำให้ไม่ต้องเสียภาษีอีกทั้งมีการบังคับใช้พรบ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 เรียบร้อยก่อน 2 วัน ก่อนที่จะขายหุ้น ดังนั้น ครอบครัวชินวัตร ดามาพงศ์จึงสามารถขายหุ้นในสัดส่วน 49.6 ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติจากสิงค์โปร์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เท่ากับเป็นการดำเนินกิจการสัมปทานทรัพยากรของชาติ ได้อย่างถูกกฎหมายเพราะได้ออกกฎหมายมารองรับไว้เรียบร้อยแล้ว และนั้นทำให้ประเทศชาติสูญเงินภาษีที่หุ้นชินคอร์ปต้องจ่ายให้รัฐถึง 5,500,000,000 บาท รศ.ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีอากร กล่าวว่า ในด้านภาษีหากมีขายโดยวิธีโปร่งใสไม่ซับซ้อนไม่มีใครว่าหลบเลี่ยงภาษีผิดกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงมีการโอนให้บุคคลในครอบครัว ให้บริษัท Ample Rich (BVI) คล้ายกับซาเล้งที่ซื้อแพงขายถูกจึงไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเคยมีผู้เห็นแย้งกับสรรพากรซึ่งได้เคยมีวินิฉัยออกมาว่า ถ้าพนักงานได้รับหุ้นจากบริษัทจะต้องเสียภาษีขณะที่เจ้าของบริษัทไม่เสีย ในกรณีของ Ample Rich ถือเป็นนิติบุคคลแม้ขายเพียง 1 บาท แต่ก็มีกำไรจากการขายหุ้นในกลต.จึงต้องเสียภาษี 15% ของกำไร แต่ Ample Rich (BVI) ซึ่งอาศัยบุคคลในการเป็นตัวกลางขาย ส่วน บุคคลก็จะต้องเสียภาษีอีกทอดหนึ่งจากการได้เงินปันผลในฐานบุคคลธรรมดาด้วย แต่หากเป็นการประกอบธุรกรรมในต่างประเทศ หากผู้ได้รับส่วนกำไรไม่เอาเงินเข้ามาในประเทศและไม่ได้อยู่ภายในประเทศเป็นเวลา 180 วันจึงจะไม่ต้องเสียภาษี อาจเป็นเหตุผลให้ขณะนี้พานทองแท้และพิณทองทาอยู่ในต่างประเทศ ”ผมผิดหวังที่สรรพากรแทนที่จะตามเก็บภาษีเหมือนๆที่เคยทำมา กลับใจดีมากเกินไป ซึ่งจะเกิดผลเสียในผลรวม เนื่องจากจะกลายเป็นว่าพ่อค้านักธุรกิจก็จะใช้ข้ออ้างเดียวกัน ทำให้เกิดความยุ่งยาก สร้างปัญหาอีกชั้นหนึ่ง เพราะสรรพากรต้องทำตามที่เคยพูดไว้ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าที่พูดไว้นั้นผิด” ผศ. ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานสภาอาจารย์ กล่าวเสริมว่า ดังนั้นจะเป็นว่าคำแถลงการณ์ของดร.สุวรรณ สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ สรรพากร กลต. และกลายเป็นข้อถกเถียงในแวดวงนักกฎหมาย นักวิชาการว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหลายๆ คนเห็นตรงกันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ช่องว่างทางกฎหมายแต่เป็นการฉีกกฎหมาย และกระทำผิดกฎหมายโดยตรง ทั้งนี้ ได้สรุปทฤษฎีความเป็นไปได้ออกมา 3 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีซาเล้ง ทฤษฎีบุคคลธรรมดาถูกใช้เป็นเครื่องมือและทฤษฎีการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือ ดังนั้นหากผลสุดท้ายเป็นทฤษฎีซาเล้ง ก็จะกระทบต่อโครงสร้างภาษี และเศรษฐกิจของประเทศ และเราก็จะได้นิทานค่าโง่สรรพากร ซึ่งหนักหนากว่าค่าโง่ทางด่วน 6,000 ล้านอย่างมาก ทั้งนี้ ในช่วงการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ของครอบครัวชินวัตรก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึก นึกคิด ความสงสัย ความไม่ชอบมาพากลของประชาชน นักวิชาการ และส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทั้งๆ ที่ น่าจะเป็นการประกอบธุรกรรมระหว่างเอกชนแบบเอกชนทั่วไป ทำไมกรณีดังกล่าวจึงเกิดความไม่มั่นคงในการบริหารแผ่นดินได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังกระทบต่อการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยด้วย เมื่อเวลาผ่านไป บทเรียนนี้ก็จะทำให้นักศึกษาเกิดคำถามได้ว่า การสนับสนุนการดำเนินการทางธุรกรรมในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมทั้งกฎหมาย จริยธรรม กลายเป็นมาตรฐานความชอบธรรม ซึ่งต่างจากการร่ำเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะหน้าที่ของมหาวิทยาลัยนอกจากจะส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ก็จะต้องผดุงคุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพไว้ด้วย ดังนั้นหากมองว่าการหาช่องทางพยายามหลีกเลี่ยงภาษีเป็นสิ่งที่ดีก็จะได้สอนลูกหลานต่อไป แต่ถ้าเป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรก็น่าจะมีการตำหนิ ลงโทษเป็นแบบอย่าง เพื่อให้สังคมเกิดความกระจ่าง และนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อเป็นความรู้แก่นักศึกษาด้วย |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 18 กุมภาพันธ์ 2549 11:52 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|