|
|
| ปัจจุบันพ่อ แม่ ครู ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กหันมาให้ความสนใจพัฒนาการของเด็กเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีผลงานวิจัยของต่างประเทศซึ่งระบุว่าในเด็กจำนวน 100 คนปรากฏว่ามีปัญหาพัฒนาการล่าช้าลักษณะกว้างๆ อยู่ ประมาณ 10-12 คน ก็ยิ่งทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นไปอีก
ผลของปรากฏการณ์ดังกล่าว นอกจากจะทำให้บรรดาศูนย์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ของภาครัฐ อาทิ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ หรือโรงพยาบาลศิริราช ได้รับความสนใจแล้ว ยังส่งผลทำให้ภาคเอกชนเล็งเห็นแนวโน้มของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษ(Special Child Center) ย่านเขตประเวศที่เปิดขึ้นมาให้บริการเมื่อราว 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ทำอย่างไรพ่อแม่ผู้ปกครองเรียนรู้และเข้าใจว่า โลกของเด็กพิเศษเป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ ดร.สุพิน ฉายศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ อธิบายว่า เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าไม่ใช่ว่าจะกลับมาสู่พัฒนาการตามวัยไม่ได้ เพียงแต่จะต้องจัดกิจกรรมบำบัดเฉพาะเพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนแต่ละวัย “อย่างหนึ่งที่ควรยอมรับนั่นก็คือเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการแตกต่างกันออกไป แต่กลุ่มเด็กที่ควรได้รับการแก้ไข เด็กมีปัญหาการพูดช้า พูดติดขัด บ้างมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก สมาธิสั้น ดาวน์ซินโดรม หรือมีปัญหาด้านสายตา และร่างกายบกพร่อง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้สามารถพัฒนาได้จนเท่ากับเด็กปกติ แต่บางรายอาจพัฒนาได้เพียงสามารถช่วยเหลือตัวเองแล้วสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องไปอยู่กับเด็กกลุ่มเดียวกัน ยิ่งพ่อแม่ส่งเด็กสถานศึกษาเฉพาะกลุ่มหรือให้อยู่กลุ่มเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเด็กจะมีปัญหาการอยู่ร่วมกับเด็กปกติทันที” ดังนั้น ก่อนที่จะจัดกิจกรรมบำบัดอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนนั้น ทางศูนย์ฯจะประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านแบบทดสอบที่มีหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผลการประเมินออกมาถูกต้องแม่นยำที่สุดว่าเด็กมีความบกพร่องด้านใดบ้าง เมื่อรู้แล้วว่าเด็กมีปัญหาตรงไหน ถึงจะส่งเด็กเข้าคอร์สกิจกรรมบำบัดเพื่อกระตุ้นพัฒนาการเฉพาะด้าน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย หรือไม่ก็ให้เด็กสามารถอยู่ร่วมสังคมกับเด็กปกติได้อย่างมีความสุข “ยกตัวอย่าง เด็กคนหนึ่งมีอายุเกือบ 3 ขวบแล้วยังติดกระดุมเสื้อเองไม่ได้ ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กคนนี้มีปัญหาทางกล้ามเนื้อมัดเล็ก มีปัญหาการใช้มือ โดยเราจะให้นักกิจบำบัดฝึกให้เด็กติดกระดุม อาจจะเริ่มจากให้เด็กจับกระดุมเพื่อให้รู้สึกคุ้นเคย แล้วค่อยๆ สอนวิธีการสอดกระดุมลงในช่องว่าง” “หรือเด็กอายุ 2 ขวบแล้วยังไม่ยอมพูด พูดช้า พูดไม่ชัด ฯลฯ นักแก้ไขการพูด จะเข้ามาแก้ไขความบกพร่องที่เกิดจากการใช้อวัยวะในการพูด เช่น การดูด การเป่า เลียริมฝีปาก แลบลิ้น เคี้ยว อ้า-หุบปาก จากนั้นฝึกวางลิ้นให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ฝึกเคลื่อนไหวริมฝีปากร่วมกับการผ่อนลมออกทางปาก ทั้งนี้ อาจใช้อุปกรณ์เข้ามาช่วย อย่างเป่านกหวีด เป่าฟองสบู่ เป่าเทียน จากนั้นฝึกออกเสียงง่ายๆ เรื่อยไปจนถึงประโยคสั้นๆ” ดร.สุพิน บอกว่า พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บางครั้งเห็นลูกหลานมีพัฒนาการต่างจากเด็กวัยเดียวกัน กลับมีความคิดว่ารอให้ลูกหลานโตขึ้นอีกหน่อยเด็กก็ติดกระดุมได้เอง หรือเดี๋ยวก็พูดได้เอง ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิด ความจริงเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ควรรีบปรึกษาจิตเวชเด็กหรือทางศูนย์ เพื่อตรวจสอบว่าเด็กมีความบกพร่องด้านรึเปล่า จะได้หาจุดบกพร่องแล้วหาทางเยียวยาได้ทันท่วงที “ไม่อยากให้รอจนเด็กโต หรือเด็กเข้าเรียนอนุบาล แล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เกรงว่าถึงเวลานั้นแล้วจะสายเกินแก้ ยิ่งเด็กเห็นเพื่อนๆ สามารถทำโน่นทำนี่ได้แต่ตัวเองทำไม่ได้ ต่อไปเด็กอาจแสดงพฤติกรรมชอบอยู่หลังห้องหรืออยู่คนเดียว เด็กจะมีปัญหาด้านพัฒนาการการเรียนรู้ตามมาด้วย ดังนั้น พ่อแม่ ครู ควรเข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันแก้ปัญหาเด็กโดยเอาใส่เด็กเพิ่มมากขึ้น” ดร.สุพิน ระบุว่า วัยก่อนเข้าเรียนเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น ควรหากิจกรรมมากระตุ้นพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ซึ่งวิธีการกระตุ้นง่ายๆ ด้วยการให้วิ่งเล่น ว่ายน้ำ กระโดด การขีดเขียน การระบายสี การปั้นดินน้ำมัน การฉีกหรือตัดกระดาษ และอื่นๆ นอกจากนี้ควรเพิ่มทักษะด้านการรับรู้เรียนรู้ ผ่านการเล่านิทาน รวมถึงสอนเรียกสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ด้วยตัวเอง อย่างแปรงฟัน แต่งตัว ทานข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ ศูนย์ฯ มีนักกิจกรรมบำบัด นักการศึกษาพิเศษ และนักแก้ไขการพูด ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะเป็นผู้จัดโปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการผ่านอุปกรณ์การเล่นกลางแจ้งและในร่ม ตลอดจนสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและจัดขึ้นมาเพื่อเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ที่สำคัญบุคลากรเหล่านี้จะดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ชนิดตัวต่อตัว แน่นอนบุคลากรจะรู้พัฒนาการของเด็กว่ามีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน และจะนำแนะพ่อแม่ว่าเวลาอยู่บ้านควรกระตุ้นด้วยวิธีใดบ้าง ต่อจากนั้น ดร.สุพิน ยังบอกด้วยว่า กิจกรรมบำบัดที่ศูนย์ฯจัดให้แก่เด็ก เป็นการเติมเต็มทางการแพทย์ แพทย์วิเคราะห์วินิจฉัยโรค ส่วนกิจกรรมของเราจะไปกระตุ้นพัฒนาการของเด็กที่มีปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ การเขียน การอ่าน และความบกพร่องต่างๆ แล้วกิจกรรมบำบัดนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เหมาะกับเด็ก “เด็กที่เข้ามากระตุ้นพัฒนาการกับเรา ถ้าหากเด็กคนใดจะต้องไปพบแพทย์ทางจิตเวชเด็ก หรือเข้าโรงเรียนเราจะจัดทำรายงานพัฒนาการของเด็กคนนั้นๆ ให้ เพื่อทุกฝ่ายได้เห็นภาพเดียวกันและให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพี่อประโยชน์ของเด็ก ประการสำคัญคาดว่าน่าจะลดปัญหาโรงเรียนปฏิเสธเด็กที่มีความบกพร่องเข้าเรียนได้” ด้าน วรรณา (นามสมมติ) แม่ที่พาลูกมากระตุ้นพัฒนาการ เล่าให้ฟังว่า ลูกชายวัย 3 ขวบจะซนมาก อยู่นิ่งไม่ได้ อีกทั้งมีปัญหาด้านข้อต่อ พอไปโรงเรียนเขาจะเล่นกับเพื่อนแรงๆ จนเพื่อนหรือไม่ก็ตัวเองฟกช้ำดำเขียว หัวแตก หัวโน บางครั้งถึงเลือดตกยางออกอยู่บ่อยๆ เกรงว่าลูกจะได้รับอันตราย จึงตัดสินใจพาลูกชายมาที่ศูนย์อาทิตย์ละ 2 วัน เรียนวันละ 1 ชั่วโมง ติดต่อกัน 3 เดือนแล้ว ผลปรากฏว่า หลังเข้าคอร์สบำบัดที่ศูนย์ รู้สึกว่าลูกซนน้อยลงและมีระเบียบวินัยมากขึ้น ที่สำคัญคือไม่ได้รับรายงานจากทางโรงเรียนว่าทำเพื่อนเจ็บ และลูกชายเนื้อไม่เขียวมาให้เห็น “รู้สึกว่าลูกมีระเบียบวินัย มีสมาธิมากขึ้น อย่างครูให้การบ้านเขาจะทำโดยไม่ต้องให้เตือนแล้วนั่งทำจนกว่าจะเสร็จ หรือหยิบของเล่นมาเล่นสมัยก่อนพอเล่นเบื่อจะทิ้งไว้กลางบ้านแต่ตอนนี้เล่นเสร็จจะเก็บเข้าที่โดยไม่ต้องบอก อีกอย่างที่ชอบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือมีน้ำใจแบ่งปันของเล่นให้เพื่อน ซึ่งก่อนหน้านี้จะห่วงของไม่ให้ใครแตะต้องของเล่น” |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2549 09:54 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|