|
|
| สำหรับงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีภายใต้ชื่อ “วิศิษฏศิลปินปิ่นสยาม” ที่ผ่านพ้นไปได้ไม่นานนัก หลายๆ คนที่ไปสัมผัสกับบรรยากาศมหกรรมดนตรีและศิลปวัฒนธรรมไทย ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย คงจะไม่ลืมภาพแห่งความประทับใจที่เหล่าครูดนตรีและนาฏศิลป์สตรีอาวุโส แห่งกรุงสยามจะรวมตัวกันมาแสดงต่อหน้าพระพักตร์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
ทั้งนี้เป็นเพราะวัยของครูดนตรีสตรีอาวุโสแต่ละท่านไต่ระดับตั้งแต่อายุ 60 กว่าปี ไปจนถึง 90 ปี ดังนั้น ทุกท่านจึงล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและนาฏศิลป์ไทยที่ได้ถ่ายทอดความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นครูของศิลปินรุ่นหลังๆ อีกเป็นจำนวนมาก เริ่มต้นด้วยครูเลื่อน สุนทรวาทิน ที่แม้ในเวลานี้จะอายุ 97 ปี แต่หัวใจที่ได้ยินเสียงขับร้องดนตรีมาตั้งแต่เกิด ด้วยมีบิดาเป็น “พระยาเสนาะดุริยางค์” ที่สอนวิชาดนตรีไทย และวิชาคีตศิลป์ ได้จับตัวเธอมาสอนด้วยตัวเองอย่างจริงจัง จนวิชาความซึมซับเข้าไปในสายเลือด ดั่งโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” เพราะในเวลานี้เธอมีความรู้ความสามารถชำนาญการด้านดนตรีไทยเป็นอย่างดี ส่วน “ครูบุญหลง อรรถกฤษณ์” (หิรัญพฤกษ์) แม้จะอายุย่างเข้าวัย 90 ปี แต่ในปัจจุบันนี้ยังร่วมแสดงดนตรีกับลูกๆ หลานๆ และลูกศิษย์ในวงปี่พาทย์ “คณะถวิล อรรถกฤษณ์” อยู่เป็นประจำ โดยทำหน้าที่บรรเลงฆ้องวงเล็ก และตีระนาดบ้างเป็นครั้งคราว พร้อมกับมีทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพลงเดี่ยวลาวแพน และเดี่ยวเชิดนอกที่เธอได้ต่อระนาดทางเดี่ยวกับครูถวิล อรรถกฤษณ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีไทยอีกท่านหนึ่ง ขณะที่ “ครูพูนทรัพย์ ตราโมท” เริ่มฝึกฝนด้านดนตรีเมื่อครั้งเข้าไปถวายงานกับพระองค์กาญจนากร (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ปฏิบัติหน้าที่ช่วยบดยา โดยเริ่มฝึกละครอยู่ในคณะละครเจ้าคุณประยูรวงศ์เมื่ออายุได้ 9 ปี พออายุได้ 12 ปี คุณยายพันผู้เป็นญาติ จึงได้ขออนุญาตมารดาให้ไปอยู่กับเสด็จกรมหลวงสมรสิริเชษฐ์ เพื่อถวายงานส่วนพระองค์ทุกอย่าง พร้อมด้วยหม่อมเจ้ากุมารเฉลิมลักษณ์ ณ วังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนางเลิ้ง จวบจนเสด็จกรมหลวงฯ สิ้นพระชนม์ จึงได้กลับมาแสดงละครเป็นตัวนางอยู่ในคณะละครเจ้าคุณ พระประยูรวงศ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ได้ยกคณะละครทั้งหมดให้แก่พระยาอนิรุธเทวา ครูพูนทรัพย์จึงได้ตามาประจำอยู่กับคณะละครของพระยาอนิรุธเทวา ซึ่งแสดงเป็นประจำ ณ โรงละครศรีอยุธยา (อยู่ที่สี่กั๊กพระยาศรี) ถือเป็นคณะละครที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น และครูพูนทรัพย์ก็เป็นผู้มีฝีไม้ลายมือด้านการละครอย่างหาตัวจับได้ยาก สำหรับ “ครูพูนทรัพย์ ตราโมท” ในปัจจุบันนี้ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านดนตรีไทย การขับร้องและนาฏศิลป์ให้กับนิสิตและนักศึกษามาโดยตลอด และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการได้ทำหน้าที่เป็นกำลังใจให้กับครูมนตรี ตราโมท ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้านดนตรีไทยในช่วงที่ผ่านมาอย่างมากมาย ด้าน “ครูเบญรงค์ ธนโกเศศ” ได้ชื่อว่าป็นนักดนตรีไทยที่สีซอด้วงได้แม่นเพลง และร้องเพลหุ่นกระบอก รวมทั้งร้องเพลงไทยได้ทุกเพลง จนถือเป็นผู้รอบรู้ในวงเครื่องสายเป็นอย่างดี จึงได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนเครื่องสายไทยให้กับนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายสถาบัน อาทิ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยนาฏศิลป์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ อุทยานรัชกาลที่ 2 เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกนักถ้าครูเบญจงค์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิในองค์ความรู้ความสามารถด้านดนตรีไทยอย่างสูงนี้ จะได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2541 ส่วน “ครูองุ่น บัวเอี่ยม” นอกจากมีความสามารถในการเป่าแคนที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดาเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังสามารถขับร้องเพลงไทย บรรเลงเครื่องสาย อังกะลุง และประดิษฐ์ไม้ขิม (เพื่อจำหน่าย) ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อครั้งอดีตนั้นท่านมีโอกาสศึกษาความรู้ด้านดนตรีจากครูอาวุโสหลายท่านที่มีความเชี่ยวชาญมากมา โดยปัจจุบันครูองุ่น ถือเป็นนักร้องเพลงไทยคนสุดท้ายของ “วงบ้านบาตร” ของท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่แม้ว่ากาลเวลาจะทำใหวงดนตรีที่ดีเยี่ยมวงนี้จะสลายไป แต่ครูองุ่นก็ยังถ่ายทอด และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยตลอดเวลา ทั้งนี้ในส่วนของ “ครูสุดจิตต์ (ดุริยประณีต) อนันตกุล” ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาดนตรี และการขับร้องจากบิดามารดา จนสามารถบรรเลงดนตรีไทยรอบวงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และยังสามารถขับร้องเพลงไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งในเวลานี้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และที่ปรึกษาด้านดนตรีไทยของกรมประชาสัมพันธ์ อีกทั้งยังได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษด้านดนตรีไทย และขับร้องเพลงไทย จนประสบการณ์ทางด้านดนตรีของครูสุดจิตต์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากคณะกรรกมารวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (คีตศิลป์) ในปี พ.ศ.2536 พร้อมกันนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และรางวัลเกียรติคุณมากมาย พร้อมกันนี้ยังมีสองศรีพี่น้องจาก “ตระกูลดุริพันธุ์” ที่สืบสายเลือดมาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านคีตศิลป์ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกนักถ้าคนพี่ คือ “ครูสุรางค์ ดุริยพันธุ์” จะสามารถร้องเพลงไทยหลากหลายรูปแบบทั้ง ประเภทเพลงไทย 3 ชั้น 2 ชั้น เพลงละครต่างๆ เพลงละครร้อง ส่วนคนน้องคือ “ครูดวงเนตร ดุริยพันธุ์” ที่เชี่ยวชาญทั้งการแสดงหุ่นกระบอก ดนตรีไทย คีตศิลป์ไทย จนลูกศิษย์ทุกคนรู้จักครูดวงเนตรกันดีในนาม “ครูน้อย แม่น้อย หรือย่าน้อย” ซึ่งเป็นชื่อเล่นในครอบครัวที่เรียกกันมาตั้งแต่เด็ก “ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี” นับเป็นครูสตรีอาวุโสที่มีผลงานโดดเด่นอีกท่านหนึ่ง โดยได้เป็นผู้อำนวยเพลงมหาดุริางค์สังคีตเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.2530 มีนักแสดงและผู้ร่วมงานมากกว่า 15,000 คน ซึ่งนับเป็นมหาดุริยางค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เฉกเช่นดียวกับ “ครูดนตรี ตราโมท” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านขับร้อง เพลงไทยประสานเสียง เพลงไทยสากล เพลงพระราชนิพนธ์ และ “ครูอรวรรณ บรรจงศิลป” ที่มีผลงานทั้งเดี่ยวขิม และเดี่ยวซอด้วงจนเป็นที่ประจักษ์ของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ผลงานของครูนั้นยังได้ไปเผยแพร่ในต่างประเทศอีกด้วย ทั้ง สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น จีน บรูไน เกาหลี และฟิลิปปินส์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นคณะบรรณาธิการจัดทำสารานุกรมดนตรีไทยของราชบัณฑิตสถานอีกด้วย สำหรับ “ครูพัฒนี พร้อมสมบัติ” แม้จะอายุน้อยที่สุดในกลุ่มครูดนตรีอาวุโส แต่ก็พ้นวัยเกษียณไปแล้วนั้น ถือเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญทางด้านคีตศิลป์ไทยอย่างลึกซึ้งคนหนึ่ง โดยเฉพาะการจัดทำตำราเอกสารด้านการดนตรี และคีตศิลป์หลายๆ เล่มนั้นถือเป็นประโยชน์ต่อเยาวชน และคนรุ่นหลังๆ เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าการแสดงต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของเหล่าครูดนตรีและนาฏศิลป์ไทยอาวุโสได้จบลงไปหลายวันแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังติดตาตรึงใจของผู้ที่มีโอกาสได้รับชมการแสดงภายในวันนั้น คือ ความมุ่งมั่นกับการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทยที่ยังลุกโชนอยู่ในใจของครูทุกๆ คน จนแม้อายุหรือวัยที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลาก็ไม่สามารถหยุดความตั้งใจดังกล่าวนั้นลงได้แม้แต่น้อย |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: สยามรัฐ ฉบับที่ 19293 [หน้าที่ 7 ] ประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|