[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : เปิดแนวคิด 3 ขาสั้นโชว์พลังไล่ “ทักษิณ” เด็กไทยไม่ได้หายไปกับบริโภคนิยม

      ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หลายกลุ่ม หลายองค์กรต่างออกมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แสดงออกทางความคิดเห็นถึงปัญหาของประเทศชาติอย่างกว้างขวาง แม้ในระยะแรกพลังบริสุทธิ์ของเหล่านักศึกษาจะนิ่งเงียบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มปรากฏให้เห็นว่าผู้นำขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป นักศึกษาก็ออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์ให้นิสิตนักศึกษาและประชาชนได้ออกมามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างคึกคัก จุดประกายความหวังให้กับสังคมไทยอีกครั้งว่า เมื่อถึงเวลาวิกฤตปัญญาชนของชาติก็ไม่ดูดายที่จะออกมาช่วยดูแลปัญหาส่วนรวม

      ไม่เพียงแค่นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่มีปฏิกิริยาต่อแรงกระเพื่อมทางการเมือง หากแต่นักเรียนขาสั้น-คอซอง ในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองว่าถูกกระแสบริโภคนิยมพัดพาให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับวัตถุสิ่งของ และไม่มองเรื่องใดไกลไปกว่าเรื่องของตัวเอง ก็ออกมาร่วมแสดงจุดยืนของตนเองอย่างเด่นชัด ไม่เพียงเท่านั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ยังเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีเหตุมีผล ถ้อยคำที่เฉียบแหลมและเนื้อหาที่ตรงประเด็นชัดเจน
     
      การปรากฏตัวของ “กลุ่มนักเรียนเพื่อประชาธิปไตย” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง แต่หลังจากการแถลงข่าวของพวกเขาจบสิ้นลง ดูเหมือนว่าความสนใจทั้งจากสื่อและจากคนในสังคมจะยิ่งขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง เพราะความคิด ความอ่านของเด็กมัธยมศึกษากลุ่มนี้ “ไม่ธรรมดา” ไม่ว่าจะเป็นเหตุผล 14 ข้อที่ชกเข้าเป้าอย่างจังทั้งตรงและหนัก ว่าทำไมพวกเขารู้สึกว่า “ทักษิณ” หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ หรือฉายา “ซาตานในคราบนักบุญ” ที่มอบให้แก่นายกรัฐมนตรี ล้วนสะท้อนความคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
     
      ยศ ตันสกุล ประธานผู้ก่อตั้งกลุ่มนักเรียนเพื่อประชาธิปไตย นักเรียนชั้น ม. 6 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา กล่าวถึงที่มาที่ไปของการรวมกลุ่มว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับเพื่อนๆ ถึงเรื่องการเมืองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อสอบเอนทรานซ์รั่ว หรือการปลดผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเพื่อนๆ ต่างติดตามเหตุการณ์มาโดยตลอด และเมื่อได้พูดคุยกัน ต่างเห็นตรงกันว่าควรมีการรวมกลุ่ม เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของนักเรียนในนาม “กลุ่มนักเรียนเพื่อประชาธิปไตย” เพราะทั้งนักศึกษา และองค์กรต่างๆ ต่างออกมาแสดงจุดยืนของตนอย่างชัดเจน ดังนั้น นักเรียนเองก็ไม่ควรนิ่งเฉย
     
      “การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราจะไม่รู้สึกอะไรเลยคงไม่ถูกนัก เพราะเราก็เป็นหนึ่งในเจ้าของประเทศ และในอนาคตเราก็ต้องโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องร่วมแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของเราเองด้วย”
     
      นั่นจึงเป็นที่มาของการรวมกลุ่มนักเรียนในระดับมัธยมศึกษากว่า 30 แห่งที่ออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองร่วมกัน โดยประธานกลุ่มฯ ยืนยันชัดเจนว่า สมาชิกแต่ละคนเข้าร่วมกิจกรรมโดยเป็นปัจเจกบุคคลไม่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด แต่บางคนอาจจะมีตำแหน่งเป็นประธานนักเรียน หรือเป็นคณะกรรมการนักเรียนอยู่บ้าง ขณะที่บางคนก็ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในโรงเรียน
     
      สำหรับ ยศ เองนั้น เติบโตขึ้นในครอบครัวที่ทางบ้านทำกิจการร้านอาหาร แต่ทั้งพ่อและแม่ต่างสนับสนุนให้เขาได้แสดงทางความคิดเห็น หรือพูดคุยกันในเรื่องการเมือง และบอกเสมอว่าความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้เสมอไป จึงส่งผลให้เขาสนใจติดตามข่าวสารทางการเมือง โดยเริ่มสนใจอย่างจริงจังเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าในฐานะเยาวชนของชาติก็จำเป็นที่ต้องสนใจปัญหาของบ้านเมืองด้วย
     
      “นอกจากอ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวสารต่างๆ แล้ว ว่างผมก็จะเล่นกีฬา โดยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน ฟังเพลงเหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ แนวเพลงที่ชอบก็จะเป็นแนวฮิปฮอปสนุกๆ ส่วนเวลาเรียนในห้องเรียนก็จะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ ซึ่งผมอยากเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอยากประกอบชีพเป็นนักธุรกิจในอนาคต”
     
      ขณะที่ ศิวาวุธ สิทธิเวช หรือ โอ๊ต รองประธานกลุ่มนักเรียนฯ ซึ่งแถลงข่าวด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ แถมสำบัดสำนวนเรียกได้ว่าไม่แพ้นักการเมืองรุ่นใหญ่เลยนั้น บอกว่าตระกูลของเขาถือเป็นตระกูลเกษตรกร ปู่ย่าตายายทำนาเป็นอาชีพ แต่พ่อรับราชการทหาร เนื่องจากได้รับโอกาสทางการศึกษาเพราะปู่ย่าเห็นความสำคัญของการเรียนจึงส่งเสียให้ลูกได้ศึกษา ขณะที่แม่มีอาชีพค้าขาย
     
      “พ่อมักจะมีเรื่องการเมืองมาพูดคุยกับผมเป็นประจำ ทำให้ผมสนใจข่าวสารบ้านเมืองตามไปด้วย ก็จะชอบอ่านข่าว ติดตามเรื่องต่างๆ จากหนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต รวมถึงแลกเปลี่ยนกับพ่อด้วย แต่ก็มีเวลาที่จะเล่นสนุกกับเพื่อนๆ ว่างก็เล่นกีฬา เตะฟุตบอล ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เนต เหมือนเด็กทั่วไป แต่เวลาที่ผมต้องทำงานทางวิชาการก็ต้องติดตามข้อมูลอย่างจริงจัง หนังสืออื่นๆ ผมก็อ่านไม่เฉพาะการเมืองเท่านั้น นักเขียนคนโปรดของผมคือวิน เลียววารินทร์ ส่วนนักร้องที่ผมชอบจะเป็นวงบิ๊กแอส บอดี้แสลม ไม่แตกต่างจากเพื่อนวัยเดียวกันหรอกครับ”
     
      เมื่อถามว่าอนาคต โอ๊ต อยากประกอบอาชีพอะไร เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า อยากเป็นนักการเมือง เพราะเห็นว่าเกษตรกรหรือคนที่ยากจนยังมีปัญหาที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออีกมาก หากเขาสามารถเข้าไปอยู่ในจุดที่มีอำนาจได้ก็จะสามารถช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้มากตามไปด้วย
     
      “ผมไม่กลัวว่าระบบจะกลืนผมและลืมอุดมการณ์ในวันนี้ หากผมเป็นนักการเมืองจริงๆ ผมก็จะต้องทำเพื่อประชาชน เพราะปู่และพ่อผมบอกเสมอว่า ของหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เพราะฉะนั้น อย่าทุจริตคอร์รัปชั่น หรือคิดไม่ซื่อเด็ดขาด รวมถึงต้องไม่อยากได้ของใครมาเป็นของตนเองด้วย”
     
      หากไม่ได้เป็นนักการเมือง โอ๊ต บอกว่าเขาก็อยากจะเป็นนักวิชาการอิสระ เพราะจะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีช่วยในการพัฒนาประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับอำนาจใดๆ ซึ่งขณะนี้โอ๊ต บอกว่าเขาสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สาขาการสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้แล้ว และเชื่อว่าการเรียนในคณะดังกล่าวจะทำให้เขามีความรู้ทางการเมืองการปกครอง โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการเมืองจากหลากหลายประเทศอีกด้วย
     
      ด้าน ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร นักเรียนชั้น ม.5 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในฐานะโฆษกกลุ่มนักเรียนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า พ่อของเขาประกอบธุรกิจส่วนตัว ขณะที่แม่เป็นกุมารแพทย์ ซึ่งแม้จะมีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองบ้าง แต่เมื่อบอกว่าจะมาแถลงข่าวทางการเมือง ทั้งคู่ต่างทัดทานเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ แต่เขาก็ได้ให้เหตุผลไปว่าเป็นการแสดงออกในฐานะเยาวชนคนหนึ่งเท่านั้นพ่อแม่ต่างก็เข้าใจ
     
      “เป็นธรรมดาที่พ่อกับแม่ต้องทัดทานเพราะเขาเป็นห่วง แต่เมื่อเรามีเหตุผลท่านก็ย่อมต้องเข้าใจ และเราเองก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราแสดงออกไปด้วย”
     
      สำหรับกิจกรรมที่ ภัทรนันท์ ทำนอกเหนือจากการติดตามข่าวสารบ้านเมืองจากสื่อต่างๆ แล้ว คือฟังเพลง ซึ่งเพลงที่เขาฟังนั้นมักจะเป็นเพลงย้อนยุค เช่น เพลงของเอลวิส เพรสลีย์ สุเทพ วงศ์คำแหง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะได้ยินจากที่พ่อและแม่เปิดฟังบ่อยๆ เลยซึมซับและชอบเพลงเก่าๆ ตามไปด้วย
     
      ส่วนอาชีพในอนาคตนั้น โฆษกฯ ของเราบอกว่า อยากทำงานสื่อสารมวลชน เพราะเป็นอาชีพที่ได้แสดงความคิดเห็นและมีอิสระ โดยไม่เคยคิดอยากจะกระโดดเข้าทำงานการเมืองแม้แต่น้อยเพราะเขารู้สึกว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรกไม่ว่าใครจะเคยดีมาจากไหน เมื่อเข้ามาเล่นการเมือง ก็มักจะถูกระบบกลืนไปหมด จึงไม่อยากจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
     
      “ส่วนที่สังคมมองว่าเด็กมัธยมเดี๋ยวนี้ไม่สนใจเรื่องบ้านเมืองนั้น ผมเห็นด้วย ส่วนใหญ่ยังสนุกสนานไปตามวัย ใช้เวลาหมดไปกับการเดินห้างทั้งที่บางทีไปห้างแต่ไม่ได้ซื้ออะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ผมว่าเราสามารถจะสนุกสนานตามวัยได้ แต่ต้องมีจุดยืนของตนเองว่าเราคิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน และอย่างน้อยก็ต้องติดตามข่าวสารบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เยาวชนทุกคนสามารถทำได้ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”
     
      ความคิดเห็นของทั้ง 3 คน อาจจะไม่ใช่ตัวแทนของเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด แต่หากจะบอกว่าเป็นความคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของชาติได้ ก็คงไม่ผิดนัก





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2549 09:20 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง