[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : ชำแหละจุดอ่อน คนไทยเรียนภาษาต่างชาติ

      ปัจจุบันภาษาต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างมาก ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน แต่ปัญหาใหญ่ที่พบก็คือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียนไทยนั้น อยู่ในขั้นที่สามารถกล่าวได้ว่า “ย่ำแย่” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษาอังกฤษ” ดังที่จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ยอมรับว่า “การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ยังไม่ได้ทำให้เด็กหรือผู้เรียนใช้ทักษะทางภาษาได้ โดยเฉพาะการพูดและการเขียน ซึ่งเป็นปัญหาทุกระดับการเรียนรู้ ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย”

      ในการนำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “นโยบายการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศของไทย” ที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดขึ้นเร็วๆ นี้ ได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่น่าสนใจทีเดียว....
     
      ศ.ดร.กาญจนา เงารังษี ศาสตราจารย์พิเศษและที่ปรึกษาอธิการบดี ม.นเรศวร ให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักของการสอนภาษาต่างประเทศ คือ การที่ผู้เรียนมีจำนวนมาก ขณะที่ผู้สอนมีน้อย ไม่สมดุล แถมยังมีการลดอัตราของอาจารย์ผู้สอน ทำให้ไม่พอยิ่งขึ้น หากมีนักเรียน 100 คนผู้ที่จะได้รับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะมี 4-5 คนหน้าชั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด เพราะการสอนภาษาเป็นวิชาที่ต้องหัดโต้ตอบ ทดสอบระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้สอนจะได้รู้ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจอย่างไร
     
      นอกจากนั้น อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ คือ การขาดทักษะ 4 ด้านของผู้เรียน โดยเฉพาะการเขียน เนื่องจากข้อสอบบ้านเราเป็นการสอบแบบ Multiple choice แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับ Universal เพราะขนาดอเมริกาก็ยังพบปัญหานี้เช่นกัน ทางแก้คือต้องปรับระบบการตอบข้อสอบใหม่ให้มีการสอบแบบเขียนด้วย
     
      ด้านคณาจารย์ม.ขอนแก่น อย่าง ผศ.ดร.ศศิ จังสถิตยะกุล , ผศ.ดร.เยาวลักษณ์ อภิชาติวัลลภ และผศ.ดร.ศรีปัญญา ใจใหญ่ กลุ่มนักวิจัยโครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในยุคก่อนจะเน้นในเรื่องของไวยากรณ์และการแปล ทำให้คนรุ่นก่อนที่เรียนภาษาในระบบนี้ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยการพูดคุยได้ เมื่อไปเรียนต่อต่างประเทศจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเขียนและการอ่าน แต่จะพบปัญหาเรื่องการพูดแล้วคนฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นการเรียนการสอนแบบดังกล่าวจึงถูกตีความว่าเป็นความล้มเหลว การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงกลับมาเน้นในเรื่องของการพูด
     
      “มันเหมือนลูกตุ้มน่ะค่ะ มันจะหมุนจากสุดโต่งข้างหนึ่งไปสู่สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือจากที่สุดโต่งด้านเน้นการอ่าน การแปล ไวยากรณ์ ก็จะแกว่งที่ที่สุดปลายอีกข้างหนึ่งคือการเน้นการพูด การสนทนา ไวยากรณ์จะเป็นอย่างไรช่างมัน เอาว่าขอข้าวกินได้เป็นใช้ได้ เพราะฉะนั้นมันเกิดความเข้าใจผิดว่าการสอนภาษาอังกฤษคือสอนให้พูดเป็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น หากต้องการจะเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ ให้สัมฤทธิผล จำเป็นจะต้องเรียนเนื้อหาที่แท้จริงของสาระการเรียนรู้ด้วยไวยากรณ์ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นสาระสำคัญของภาษาด้วย”

        “ ยืนยันว่าการท่องจำยังคงจำเป็น ถ้าเราไม่รู้ศัพท์เราจะเอาคลังความรู้ที่ไหนไปคุยกับเขา ถ้าเราไม่รู้เรื่องไวยากรณ์ การสื่อสารก็อาจจะทำได้ในระดับหนึ่งคือพอรู้เรื่องแต่ผิด ซึ่งหากจำเป็นต้องศึกษาต่อยอดในขั้นสูงแล้ว การเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์เป็นสิ่งที่จำเป็น และท้ายที่สุดนี้ขอฝากถึงผู้ที่คิดจะเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ให้ได้ผลแล้วมีความคิดว่าไม่ต้องท่องจำนั้นบอกได้เลยว่าผิด เพราะการปฏิเสธการท่องจำ คือการปฏิเสธการเรียนภาษา ไม่ว่าภาษาอะไร ” คณาจารย์จากม.ขอนแก่นแจกแจง
     
      ส่วนรศ.ดร.อเนก กิมสุวรรณ อาจารย์ม.เชียงใหม่ ก็ยืนยันเช่นกันว่า การท่องจำยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ พร้อมเสนอแนะว่าสิ่งที่จะทำให้ง่ายขึ้นและช่วยในการเรียนอย่างยิ่งคือการท่องบทสนทนาที่ครูผู้สอนควรจะส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการใช้สถานการณ์เสมือนจริงที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนจำได้ง่ายขึ้น พร้อมกับเพิ่มเติมศัพท์ที่จำเป็นต่อบทสนทนานั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้จริง
     
      “จำได้ว่าท่านนายกฯ เคยพูดว่าไม่อยากให้เด็กไทยใช้วิธีเรียนรู้ด้วยการท่องจำ ผมว่านั่นคงเป็นเฉพาะมุมมองของท่าน ท่านนายกฯ ไม่ใช่นักภาษา ผมอยู่โรงเรียนเดียวกับท่าน คือร.ร.มงฟอร์ต ซึ่งโรงเรียนนี้มีวิธีการสอนภาษาอังกฤษแบบท่องจำ ท่านนายกฯ เองก็ต้องท่อง Memory เหมือนคนอื่นๆ ในโรงเรียน ซึ่งการท่องนี้เป็นประโยชน์มาก ดังนั้นที่ท่านบอกว่าการเรียนไม่ต้องท่องจำนั้นเป็นไปไม่ได้” รศ.ดร.อเนกกล่าว
     
      สำหรับศ.ดร.ปราณี กุลละวณิชย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทัศนะว่า การสอนพูดเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากกว่าการสอนแปลหรือสอนไวยากรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวางหลักสูตรว่าจะวางเอาการฝึกทักษะอย่างไหนขึ้นก่อน
     
      “ปัญหาเรื่องการฝึกทักษะพูดในตอนนี้คือเรื่องของ Native speaker บ้านเรายังสอนอ่านออกเสียง ถ้าครูอ่านผิด หรือไม่ได้อ่านแบบมี Native speaker ชัดๆ เด็กก็จะอ่านผิด ซึ่งตรงนี้ถ้าจะแก้ก็อยากให้ใช้เทปหรือแถบบันทึกเสียงที่ออกเสียงโดยเจ้าของภาษาจริงๆ เพราะการเรียนภาษาไม่ใช่เพื่อเรียนรู้ภาษา แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้งานจริงให้ภาษามีชีวิตถึงจะได้ผล” ศ.ดร.ปราณีสรุปทิ้งท้าย





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2549 09:21 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง