|
|
| ในโลกเรามีความลับอีกมากมายที่รอให้เราค้นหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งจากหน้าบ้านของเราเอง
การสังเกตเห็นถึงจุดเล็ก ๆ นำไปสู่ความสงสัย และสามารถเชื่อมโยงไปสู่องค์ความรู้ใหญ่ ๆ ได้ ตัวอย่างง่าย ๆ บางวันเราอาจสังเกตเห็นว่าสนามหน้าบ้านของเรามีหยดน้ำ บางครั้งมาก บางครั้งน้อย บางครั้งไม่มี น้ำเหล่านี้มาจากไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครมารดน้ำบริเวณนี้ ซึ่งบางคนอาจทราบว่าหยดน้ำเหล่านี้เรียกว่า “น้ำค้าง” น้ำค้างที่เห็นเกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ นั่นก็แสดงว่า ในอากาศทั่วไปมีไอน้ำอยู่ แต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ไอน้ำเหล่านี้จะกลายเป็นน้ำค้างเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าจุดน้ำค้าง โดยน้ำค้างจะเกิดขึ้นตอนกลางคืนหรือตอนเช้ามืด เนื่องจากเป็นเวลาที่มีอุณหภูมิของอากาศต่ำ เราจึงมักสังเกตเห็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อน หรือบางครั้งที่อุณหภูมิของอากาศต่ำ และปริมาณความชื้นพอเหมาะ เราอาจสังเกตเห็น “หมอก” ได้ ซึ่งก็คือไอน้ำที่ควบแน่นออกมาเป็นน้ำ แต่มีขนาดเล็กมากและน้ำหนักเบา เราจึงเห็นหมอกลอยอยู่ในอากาศ กมลนารี ลายคราม (อาจารย์ดาว) นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อธิบายว่า “ในหลักสูตรใหม่ สสวท. ได้กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนเรื่องสภาพอากาศรอบ ๆ ตัวตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นด้วย เมื่อเรียนเรื่องนี้เด็ก ๆ จะได้รับคำตอบและความรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศ การเกิดน้ำค้าง เมฆ หมอกต่าง ๆ เข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่างได้ การที่เราสามารถเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นี่แหละคือเสน่ห์ของการเรียนวิทยาศาสตร์” เวลาที่เด็ก ๆ ยืนอยู่หน้าบ้าน อาจสังเกตเห็นฟ้าใส มีเมฆลอยเต็มไปหมดเลย แต่ก้อนเมฆกลับมีรูปร่างไม่เหมือนกัน เมฆเกิดจากการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆบนพื้นโลก ระเหยกลายเป็นไอลอยขึ้นไปบนอากาศ ซึ่งไอน้ำที่ลอยขึ้นไปมีปริมาณและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ประกอบกับสภาพความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศจึงส่งผลให้ก้อนเมฆที่เกิดขึ้นมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป การจัดการเรียนการสอนของครูเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างง่าย ๆ และน่าเรียน โดยเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เด็กสังเกตเห็น เช่น น้ำค้าง หมอก เมฆ หรือแม้กระทั่งหิมะที่ไม่พบในบ้านเรา แต่เราเห็นในทีวีว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมประเทศไทยถึงไม่มี หรือหิมะจำลองตามที่ต่าง ๆ นั้นเขาทำอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การอธิบายทางทฤษฎี และทำการทดลองเกี่ยวกับการตรวจวัดสภาพอากาศต่าง ๆ ดังเช่นกิจกรรมในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ของ สสวท. ในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศจะต่ำ เราต้องใส่เสื้อผ้าหนา ๆ เพื่อกักเก็บความร้อน และถ้าเราสังเกตดี ๆ จะพบว่าผิวหนังก็แตกแห้งและคัน ส่วนฤดูร้อนกลับพบว่า เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะและรู้สึกอึดอัด ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับความชื้นในอากาศ ซึ่งก็คือ ปริมาณไอน้ำในอากาศนั่นเอง คำอธิบายที่ว่า ทำไมหน้าหนาวผิวหนังของเราแห้งคัน ส่วนหน้าร้อนถึงเหนียวเหนอะหนะ ก็คือ ในฤดูหนาวของบ้านเรา ยกเว้นที่ภาคใต้ จะมีปริมาณความชื้นในอากาศต่ำ น้ำสามารถระเหยสู่อากาศได้มาก น้ำบริเวณผิวหนังของเราก็สามารถระเหยสู่อากาศได้มากเช่นกัน เมื่อไม่มีการป้องกัน จึงทำให้ผิวหนังแตกแห้งเป็นขุย เราจึงสามารถป้องกันได้โดยการทาครีมหรือโลชั่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยมากเกินไป ส่วนในฤดูร้อนปริมาณความชื้นในอากาศมีมาก น้ำระเหยกลายเป็นไอน้ำได้น้อย น้ำจากผิวหนังของเราจึงระเหยได้น้อยเช่นกัน และเนื่องจากว่าการระเหยของเหงื่อจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายเรา เมื่อเหงื่อระเหยได้น้อย เราจึงรู้สึกร้อนและเหนอะหนะ การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมีหน่วยการเรียนเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งสามารถอธิบายเกี่ยวกับปริมาณไอน้ำในอากาศ และความสัมพันธ์กับอุณหภูมิ ซึ่งสามารถนำความรู้ที่ได้ไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ และนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ “ผู้ปกครองก็สามารถกระตุ้นให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ให้เขามีคำถามและ ข้อสงสัยกับสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว และร่วมกันแสวงหาคำตอบ เพราะความลับของวิทยาศาสตร์อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง” อาจารย์ดาวกล่าว ทั้งนี้ หากผู้ใดสนใจรับชมสาระดี ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใกล้ ๆ ตัว บัดนี้ สสวท. ได้จัดทำเว็บไซต์ http://stream.ipst.ac.th/index.aspx เพื่อเผยแพร่รายการโทรทัศน์และรายการวิทยุส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ รายการเช้าวันเสาร์กับ สสวท. รายการเรียนรู้วิทย์คณิตกับ สสวท. รายการสาระน่ารู้กับ สสวท. รายการวิทยาศาสตร์รอบตัว รายการบันทึก 366 วัน รายการพลังคิด ฯลฯ ผู้สนใจคลิกเข้าไปรับชมและรับฟังได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2549 09:59 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|