|
|
| วิจัย ป.เอก มศว ชี้! ปัญหายาเสพติดในเยาวชนไม่ลด ถ้าพ่อแม่ - ครูยังไม่ยืนเคียงข้างเด็กงานวิจัยระบุ... สถานบำบัด กระตุ้นให้เสพซ้ำ วิจารณ์แผนบำบัดรักษาแยกส่วน ขณะที่ปัญหาผู้ติดยาซับซ้อน
นางสาวปฤษณา ชนะวรรษ นิสิตปริญญาเอก สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เจ้าของปริญญานิพนธ์ เรื่อง “เทคโนโลยีแห่งตัวตนในการยุติการพึ่งพายาเสพติด” เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นครูในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยังเป็นคนในพื้นที่ เห็นปัญหายาเสพติดแพร่เข้าสู่โรงเรียนจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ปี 2540 เด็กจะเริ่มสูบบุหรี่ จากนั้นก็เริ่มลองยาเสพติดชนิดอื่นๆ จนมาสิ้นสุดที่ยาบ้า จำนวนเด็กเยาวชนติดยาในเขตจ. พระนครศรีอยุธยามีเพิ่มขึ้น ซึ่งเด็กที่ติดยาส่วนเป็นลูกหลานครู ผู้นำท้องถิ่น ลูกคนมีชื่อเสียง ลูกคนมีเงิน ติดยาและได้มาปรึกษาในฐานะที่ตนเป็นครู ทำให้เห็นสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่พาเด็กไปเลิกยา ดูแลระหว่างที่เด็กติดยา สังเกตการรวมกลุ่มของเด็กที่ติดยา ทำให้พบว่าวิธีการบำบัดรักษาผู้ติดยาของสถานบำบัดในปัจจุบันไม่สามารถบำบัดรักษา ทำให้ผู้เสพยายุติการพึ่งพายาได้ ไม่ช่วยลดปัญหาจำนวนผู้ติดยาที่เพิ่มขึ้น แต่มีแนวโน้มทำให้ผู้ติดยากลับไปเสพยาซ้ำอีก แบบแผนการบำบัดรักษาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่มีรูปแบบการทำงานในลักษณะลดทอน แยกส่วน แยกแยะสาเหตุการติดยาออกเป็นส่วนๆ ย่อยๆ และมีการแบ่งแยกศาสตร์ความรู้เข้าไปจัดการแก้ปัญหาในในการบำบัดผู้ติดยา ขณะที่ปัญหายาเสพติดมีความซับซ้อน การก้าวมาสู่การติดยาของเยาวชนมีความซับซ้อน โยงใยกันเป็นกระบวนการมิได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วนและเป็นขั้นตอนตามวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ “การรักษาบำบัดเยาวชนที่ติดยาเสพติดในปัจจุบันมุ่งเน้นการรักษา โดยไม่ได้มองปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมและปัญหาส่วนตัว ขาดความเข้าใจผู้ติดยา ผู้ติดยาถูกมองจากคนในสังคมเป็นผู้ไร้ความสามารถ แนวทางการบำบัดรักษาถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบ เน้นแก้ปัญหาจากปัจจัยภายนอก วิธีการรักษาบำบัดของแพทย์ทำให้ผู้ติดยาไร้อำนาจในการกำกับตัวเอง ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้สังคมมีทัศนคติทางลบต่อผู้ติดยา เป็นการผลักดันให้ผู้ติดยาเกิดความรู้สึกขัดขืน ต่อต้าน ไม่เต็มใจร่วมมือบำบัดรักษา ผู้ติดยาจำนวนไม่น้อยย้อนกลับไปเสพยาอีก” นางสาวปฤษณา กล่าวอีกว่างานวิจัยเรื่องเทคโนโลยีแห่งตัวตนในการยุติการพึ่งพายาเสพติด ต้องการบอกให้สังคมรับรู้ว่า เส้นทางการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติด ไม่ได้มีคำตอบเดียวเดียวคือการส่งผู้ติดยาไปยังสถานบำบัดรักษา อย่าลืมว่าคนติดยาหรือเยวชนที่ติดยามีหลายแบบ หลายลักษณะ ดังนั้นการช่วยเหลือหรือบำบัดผู้ติดยาควรมีหลากหลาย งานวิจัยเชื่อว่าทุกคนสามารถเลิกยาเสพติดได้ด้วยตัวเอง และสามารถเลิกยาโดยไม่กลับไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก เพียงแต่ต้องทำให้เขารู้ว่าศักยภาพในตัวตนมีความเข้มแข็งและมีอำนาจที่จะฝ่าฝันปัญหาได้ทุกอย่าง โดยพ่อแม่ เพื่อน ญาติพี่น้อง และคนที่แวดล้อม ครู ต้องเข้าใจและยอมรับเยาวชนที่หลงผิดติดยาเสพติดได้ทุกกรณี ไม่แสดงความรังเกียจ แต่ต้องให้กำลังใจ ได้รับความรัก ทุกคนต้องแสดงความนุ่มนวล เห็นใจเข้าใจสภาพที่เขาเป็นอยู่ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องมีความจริงใจกับเขา ครอบครัว เพื่อน ครู ต้องพร้อมจะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ ท้ายที่สุดเขาจะสำนึก คิดได้ และพร้อมจะเลิกยาได้อย่างเด็ดขาด “งานวิจัยชิ้นนี้จะมีประโยชน์กับคนติดยาที่ไปสถานบำบัด หรือโรงพยาบาลแล้วไม่ได้ผล ถือว่าทางเลือกในการให้เด็กรู้จักตัวเอง ดูตัวเองและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยคนในครอบครัว ครู เพื่อน ญาติพี่น้องพร้อมจะอยู่เคียงข้างพวกเขา ฝากเตือนผู้ปกครอง ครูว่าอย่าได้มีความคิดที่ว่า เมื่อเด็กหรือลูกหลานติดยา ต้องจัดการเพราะเป็นปัญหารุนแรง ถือเป็นความคิดที่ผิด สิ่งที่ต้องทำก็คือ เมื่อเด็กเกิดติดยาต้องคุยว่าครอบครัว ครู จะช่วยเหลืออย่างไร เด็กจะแก้ปัญหาตัวเองอย่างไร เป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน”ผู้ทำงานวิจัยเรื่องนี้ อยากให้ผู้เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด เปลี่ยนความคิดใหม่ อย่ามองเรื่องการเสพยาเสพติด เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย การเสพติดถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของสังคม ทุกวันนี้เราเสพหลายสิ่งหลายอย่างแล้วติดกันมากมาย แต่สังคมกำหนดว่าการเสพยาเสพเป็นความผิด ถือเป็นความผิด 3 ประการ 1 ความผิดในฐานะหน้าที่มนุษย์ 2. ผิดกฎหมาย 3.ผิดศีลธรรม สังคมได้กำหนดความผิดไว้ล่วงหน้า อยากให้สังคมเปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นปัญหาผู้ติดยา ขอให้มองว่าเป็นความพลาดพลั้งของคนที่ตัดสินใจไปในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งยังมีโอกาสย้อนกลับมาแก้ไขชีวิต แก้ตัวเองให้ดีขึ้นได้ ควรมีเส้นทางให้กับคนที่พลาดพลั้ง แต่อย่าไปกำหนดเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งให้กับพวกเขา การพลาดพลั้งติดยาเสพติดไม่ใช่ความผิดบาปที่อภัยให้ไม่ได้ สังคมต้องเปลี่ยนมุมมองแนวคิด เพื่อลดความรุนแรง ถ้าสังคมยังมองผู้ติดยาในทางชั่วร้าย ซึ่งถือเป็นการใส่ความรุนแรงเข้าไปในปัญหา ผู้ติดยาเสพติดจะปฏิเสธเกิดแรงผลักดันระหว่างผู้ติดยา กับพ่อแม่ คนในครอบครัว เพื่อน ครู จะไม่ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาในทางที่สร้างสรรค์ได้นางสาวปฤษณากล่าวทิ้งท้าย “บทบาทของพ่อแม่ ครู เมื่อเด็กเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ ก็ตาม พ่อแม่ ครูไม่ควรจะตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเด็กและเยาวชน เราควรจะยืนอยู่เคียงข้างเด็ก โดยเฉพาะครู สิ่งที่เด็กต้องการคือ อภัย และเข้าใจและต้องยืนเคียงข้างเขา การยืนเคียงข้างเด็กเป็นสิ่งที่แรกที่พ่อแม่ ครูควรกระทำไม่ว่าเขาจะประสบปัญหาอะไร ถ้าเมื่อไหร่ที่เรายืนตรงข้ามและมีหน้าที่เข้าไปจัดการปัญหา จะทำให้ความสัมพันธอันดีไม่เกิด เมื่อไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อย่าหวังว่าการแก้ปัญหาร่วมกันจะเกิดขึ้น” |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2549 14:49 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|