|
|
| เน้นความต้องการและความขาดแคลนของโรงเรียน ส่วน สมศ.อาสาส่งนักวิจัยพัฒนาการจัดการศึกษา ร.ร.ขนาดเล็ก มั่นใจอีก 3 ปีพัฒนาได้ตามเกณฑ์ นายชินภัทร ภูมิรัตน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวภายหลัง
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมเพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ สพฐ.กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการอุดหนุนงบประมาณให้แก่โรงเรียน จากเดิมใช้วิธีการอุดหนุนรายหัวต่อปีเท่ากันในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545 ปัจจุบันศธ.อุดหนุนรายหัวนักเรียน ระดับประถมศึกษา 1,100 บาท/หัว ระดับมัธยมศึกษา 1,800 บาท/หัว และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2,700 บาท/หัว ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปศึกษา โดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ทำการวิจัย พบว่า นโยบายอุดหนุนงบประมาณรายหัวที่ดำเนินการมาหลายปีนั้นไม่ประสบความสำเร็จในภาพรวม เพราะงบประมาณที่โรงเรียนได้รับการอุดหนุนนั้น บางโรงไม่สามารถจัดสรรให้เพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ เพราะฉะนั้น สพฐ.มีแนวคิดในการจัดสรรงบประมาณโดยกำหนดสูตรใหม่ 4 สูตรในการคิดคำนวณ ได้แก่ 1.ให้งบพื้นฐานเดิมตามที่ได้แล้วอยู่แล้ว (Base) 2.เพิ่มในมิติความต้องการของนักเรียน (Student need) ที่ยากจนหรือขาดแคลนมาก 3.เพิ่มในมิติความต้องการของโรงเรียน (School need) ซึ่งจะแตกต่างกันตามขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และพื้นที่ตั้งของโรงเรียนที่อยู่ในเขตเมือง หรือชนบท และ 4.เพิ่มงบให้สำหรับโรงเรียนที่ดำเนินงานสนองตอบต่อนโยบายของ ศธ.เช่น มีโครงการรักการอ่าน ห้องสมุดมีชีวิต ฯลฯ โดย สพฐ.ได้นำร่องทดลองใน 7 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศแล้ว จากนั้นจะจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นว่านโยบายใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนเอกชนมากน้อยเพียงใด “การใช้งบประมาณในโครงการนี้มีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีแรกจะคิดบนฐานงบประมาณเท่าเดิมแต่ใช้สูตรใหม่นี้เข้ามาจัดการบริหาร ซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนขนาดใหญ่ได้ไม่เท่าเดิม หรือน้อยลง เพื่อนำไปให้โรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มมากขึ้น ส่วนวิธีที่สอง จะให้วงเงินบนฐานเดิมในข้อ 1 แต่ข้อ 2-4 จะของบเพิ่มใหม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นภาระหนักของสำนักงบประมาณที่จะต้องหาเงินมาสำรองจ่ายให้” นายชินภัทร กล่าว สำหรับสูตรใหม่นี้จะเน้นความต้องการและความขาดแคลนของนักเรียน โรงเรียน ผนวกกับการดำเนินนโยบายของโรงเรียนที่สอดคล้องกับ ศธ.ซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กที่ได้เงินอุดหนุนน้อย เพราะมีจำนวนตัวคูณคือนักเรียนน้อยราย ให้มีเงินในการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ด้วยว่า จะนำนโยบายใหม่นี้มาปรับใช้อย่างไรให้โรงเรียนทั้งประเทศได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นายชินภัทร กล่าวว่า สพฐ.จะร่วมมือกับทางสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะ สมศ.ได้ทำการประเมินคุณภาพโรงเรียน พบว่า มีโรงเรียนขนาดเล็กได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ 2.00 คะแนน ถึง 254 โรง ทั้งที่ทั่วประเทศมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ 354 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน จำนวน 213 โรง และที่มีนักเรียน 121-300 คน จำนวน 241 โรง ซึ่งจะเห็นว่าโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มีจำนวนเยอะมาก ดั้งนั้น ทาง สมศ.จึงอาสาส่งนักวิจัยไปจัดทำแผนการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ใน 3 ด้าน คือ หลักสูตรการเรียนการสอน ด้านครู และด้านสื่อการเรียนการสอน คาดว่า จะใช้เวลา 3 ปี (พ.ศ.2551-2553) โรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2549 19:28 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|