|
|
| หลังเกิดปัญหาวุ่นวายรอบแล้วรอบเล่า ในการประกาศคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET เพื่อนำมาใช้ ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ในปีการศึกษา 2549 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ต้องมาจับเข่าคุยกันเพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว โดยมีกระแสตั้งแต่ขอให้ยกเลิกการใช้ระบบแอดมิชชั่นที่ยังไม่มีความพร้อม และการปรับเพิ่มสัดส่วนองค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย
การประชุม ทปอ.สมัยสามัญ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกันถกเถียงและหาทางออกในการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย ได้ข้อสรุปสำหรับนำมาใช้ในปีการศึกษา 2550 ในสุดว่า จะยังคงยึดกรอบและแนวทางเดิมในการคัดเลือกนักศึกษาเช่นเดียวกับที่ผ่านมา นั่นคือ ใช้ระบบแอดมิชชั่นเหมือนปีการศึกษา 2549 โดยใช้สัดส่วนผลการเรียนเฉลี่ยรายกลุ่มสาระการเรียนรู้(GPA) ร้อยละ 20 และใช้สัดส่วนผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPAX) ร้อยละ 10 รวมทั้งยังใช้คะแนน O-NET และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง(A-NET) ร่วมในการพิจารณาคัดเลือกเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ทปอ.ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า แม้จะยังคงใช้ระบบแอดมิชชั่นเช่นเดิม และต้องใช้ผลสอบ O-NET ซึ่งจัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) เป็นสัดส่วนหนึ่งในการพิจารณาคัดเลือก ในปีการศึกษาหน้า ซึ่งการเลือกวิธีการดังกล่าว เพื่อให้นักเรียนทราบถึงแนวทางที่ชัดเจนในการคัดเลือก และเตรียมตัวได้ทันไม่สับสนกับระบบ แต่ ทปอ.จะขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสอบ O-NET ด้วย โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของ สทศ. เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป ศ.ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ ซึ่งเป็นประธานในการประชุม ทปอ. กล่าวอย่างชัดเจนว่า ทปอ.จะขอเข้าไปช่วยดูแลความเรียบร้อยของการจัดสอบ O-NET ร่วมกับ สทศ. เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในระบบแอดมิชชั่นของสังคมให้กลับคืนมา หลังเกิดวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรงเมื่อมีปัญหาวุ่นวายในการประกาศผลคะแนน O-NET ในปีการศึกษาที่แล้ว “ที่ ทปอ.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2549 เพราะมีความเชื่อมั่นในระบบที่มีการคิดวิเคราะห์อย่างดีแล้ว แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสอบ เพราะการคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย ถือเป็นหน้าที่สำคัญและเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่จะต้องดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของสถาบันเอง และเป็นความรับผิดชอบของ ทปอ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต่อไปการสอบคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทปอ.จะไม่ปล่อยให้เป็นภาระหรือรอพึ่งพา สทศ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) โดยไม่มีส่วนร่วมอีกต่อไป” ประธาน ทปอ. ยังระบุด้วยว่า ในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น ทปอ.ไม่ต้องการให้ใช้ “คะแนน” เป็นตัววัดผล หรือตัดสินให้ใครมีสิทธิ์เข้าเรียนหรือไม่ได้เข้าเรียนเป็นสำคัญ เพราะคะแนนไม่สามารถชี้วัดอย่างถูกต้องได้ว่านักเรียนคนใดเหมาะสมที่สุด เนื่องจากคุณลักษณะของนักศึกษาที่แต่ละคณะหรือสาขาต้องการนั้น มีความแตกต่างกันไปตามวิชาชีพ เช่น นักศึกษาแพทย์ศาสตร์ก็ต้องมีคุณลักษณะแบบหนึ่ง ต่างจากนักศึกษาสถาปัตยกรรม ขณะที่นักศึกษาสถาปัตฯ ก็ต่างจากนักศึกษาครุศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งเด็กบางคนอาจจะทำคะแนนสอบได้สูง แต่ก็อาจจะขาดคุณลักษณะที่คณะนั้นๆ พึงประสงค์ ดังนั้น การคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทปอ.จะต้องไม่ตัดสินกันด้วยคะแนนแพ้-ชนะ ซึ่งการคัดเลือกลักษณะนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ทปอ.ที่ตั้งเอาไว้ในอนาคต “เราต้องการให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาจากองค์ประกอบหลายๆ ประการ โดยไม่ยึดคะแนนสอบเป็นหลัก โดย ทปอ.จะคำนึงถึงการแก้ปัญหาทางการศึกษาที่ผ่านๆ มาด้วย ทั้งการพยายามลดการกวดวิชาของนักเรียนให้น้อยลง การไม่สนใจเรียนในชั้นเรียน เพิ่มการกระจายโอกาสทางการศึกษา และลดภาระของผู้สมัครเข้าเรียนให้น้อยที่สุด” ดังนั้น ทปอ.จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะทำงานเพื่อพิจารณาระบบการคัดเลือกนักศึกษาระยะปัจจุบัน ระยะกลาง และระยะยาว” โดยมี ศ.นพ.พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานคณะทำงานฯ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางในระยะสั้น อันได้แก่แนวปฏิบัติที่ ทปอ.จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสอบ O-NET กับ สทศ. และการกำหนดองค์ประกอบการคัดเลือกตามกลุ่มคณะและสาขา ส่วนการดำเนินการระยะกลาง และระยะยาวคือการวางระบบการคัดเลือกนักศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ทปอ.ที่ไม่ต้องการให้ใช้คะแนนเป็นตัววัดผลหลัก ทั้งนี้ การรับตรงหรือการคัดเลือกระบบโควต้าของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งในปีการศึกษาที่ผ่านมาเกิดปัญหาหลายกรณีขึ้นเช่นกัน เช่น นักเรียนสละสิทธิ์จำนวนมาก หรือนักเรียนถูกตัดสิทธิ์โดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว เป็นต้น ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป ศ.นพ.พรชัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การรับตรงเป็นภาพสะท้อนของการคัดเลือกนักศึกษาที่เป็นธรรมอย่างชัดเจน เพราะไม่ตัดสินด้วยคะแนนสอบคัดเลือกเป็นหลัก แต่จะพิจารณาจากองค์ประกอบอื่นๆ และเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาที่เห็นผล โดยเฉพาะการให้โควตาแก่นักเรียนในพื้นที่ที่สถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่นอกจากนี้การรับตรงยังไม่ใช่ปัญหาของแอดมิชชั่น หากแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากแอดมิชชั่นตรงและแอดมิชชั่นกลาง ที่หลักเกณฑ์และเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ไม่รัดกุม ทำให้นักศึกษาลังเลและสละสิทธิ์ ซึ่งต่อไปต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน เช่น หากได้ที่เรียนในระบบแอดมิชชั่นตรงแล้วจะต้องไม่สมัครแอดมิชชั่นกลาง หรือกำหนดวันเวลาให้การคัดเลือกของแอดมิชชั่นตรงและกลางสอดคล้องกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว “เรายังเชื่อมั่นในระบบแอดมิชชั่นที่มีเจตนารมณ์ที่ดี เพียงแต่ต้องจัดการให้เกิดข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด และจัดการระบบให้เหมาะสม ซึ่งเราจะต้องพัฒนาการสอบ ต้องไม่ใช่การจำและตอบได้เร็วที่สุด แต่ต้องสะท้อนการคิดวิเคราะห์และคุณลักษณะอื่นๆ ด้วย หากเราทำได้ก็จะช่วยลดปัญหาการกวดวิชาให้น้อยลง ซึ่งคณะทำงานฯ จะระดมสมองและกำหนดกรอบแนวทางต่างๆ ให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด” ท่าทีที่น่าจับตามองอีกประการในการประชุม ทปอ.ที่ผ่านมา นั่นคือแนวโน้มว่า ในอนาคต ทปอ.อาจจะเข้าไปเทกโอเวอร์ระบบแอดมิชชั่นจาก สทศ. และ สกอ. เองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร และการสอบคัดเลือก เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญ ทปอ.จะได้ไม่ต้องพึ่งพาคะแนน 0-NET จาก สทศ.อีกต่อไป ซึ่งการสอบ 0-NET หวังผลในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละช่วงชั้น มิใช่การสอบเพื่อคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 19 มิถุนายน 2549 09:44 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|