[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540

      ทุนนิยมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี นับเนื่องจากทศวรรษ 2500 ซึ่งเราได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาโดยตลอด โดยธุรกิจแบบครอบครัว (family business) เป็นลักษณะเด่นของทุนนิยมไทย
     
      40 ปีที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็น “ยุคทองของมหาบรรษัทครอบครัวไทย” (Thai family business)
     
      ลักษณะสำคัญของยุคนั้น คือความเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภาครัฐ โดยธุรกิจแนวหน้ามีครอบครัวไม่กี่ตระกูลเป็นเจ้าของ ซึ่งตระกูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีจำกัดจากธนาคารที่อยู่ในมือของกลุ่มครอบครัวธุรกิจกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ได้รับเทคโนโลยีสมัยใหม่จากการร่วมทุนกับบรรษัทข้ามชาติ ได้รับใบอนุญาตและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเช่นที่ดิน
     
      ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 นั้น บรรษัทข้ามชาติถูกกะเกณฑ์ให้ดำเนินการอยู่ในกรอบกฏหมายและหลักปฏิบัติซึ่งรัฐบาลกำหนดและบังคับใช้ เช่น กฎหมายควบคุมสัดส่วนของหุ้น ซึ่งบรรษัทข้ามชาติจะเป็นเจ้าของได้ และมีกิจการหลายประเภทซึ่งต่างชาติไม่อาจเข้ามาลงทุนได้ ยกเว้นสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยได้อย่างเต็มที่ (ถือหุ้น 100 % ได้) ภายใต้ข้อตกลงพิเศษแตกต่างจากกรณีอื่นๆ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนายทุนจากสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับการเมืองไทยมากเท่าไร จากทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา บรรษัทข้ามชาติจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยมาก โดยยังต้องดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดดังกล่าวข้างต้น
     
      ในภาวะดังกล่าว กลุ่มทุนไทยจึงอยู่ในฐานะมีสิทธิพิเศษ ทำให้สามารถทำกำไรได้สูง หรือได้ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ในระดับสูง (ค่าเช่าคือรายได้ที่สูงเกินกว่าระดับปรกติในภาวะที่ตลาดมีการแข่งขัน) ธุรกิจครอบครัวไทยได้นำผลกำไรสูงนี้ไปลงทุนเพื่อขยายกิจการต่างๆ และหลายๆครอบครัวสามารถก่อตั้ง “มหาบรรษัทครอบครัว”
     
      ตัวอย่างเช่น กรณี “เจ้าพ่อน้ำเมา” ที่ได้รับสัมปทานทำธุรกิจสุรา ผูกขาดจากรัฐบาลและมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธนาคารแห่งหนึ่ง ส่งผลให้สามารถมีกำไรจากธุรกิจผูกขาดดังกล่าวอย่างมหาศาล และต่อมาขยายการลงทุนสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การบันเทิง โรงแรม ฯลฯ อีกตัวอย่างหนึ่งคือธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งทั้งสองธุรกิจเป็นธุรกิจผูกขาดอยู่เป็นเวลานาน นับว่าเป็นกรณีพิเศษ สำหรับครอบครัวธุรกิจอื่นๆ อาจไม่โชคดีเท่า เพราะส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ที่มีผู้ผลิตน้อยราย (oligopolies) มากกว่า แต่ก็ทำกำไรได้สูง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุนนิยมไทยไม่มีการพัฒนา กระบวนการสะสมทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมส่งออกเช่นในกรณีของอุตสาหกรรมรถยนต์ ครอบครัวธุรกิจระดับนำหลายตระกูลเข้าร่วมทุนกับต่างชาติในช่วงทศวรรษ 2510 และ 2520 สะสมกำไรได้มหาศาล จนสามารถเพิ่มสัดส่วนทุนของฝ่ายไทยได้เมื่อทศวรรษ 2530 และต่อมาได้ขยับขยายสู่การลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งได้ประโยชน์จากนโยบายและการคุ้มครองจากภาครัฐ รวมทั้งได้รับเทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการผลิตในลักษณะเป็นห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้ ในกรณีอุตสาหกรรมเกษตรแปรูป(เจริญโภคภัณฑ์) โรงแรม (ดุสิตธานี) ปูนซิเมนต์ (สยามซีเมนต์) และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสร้างตราสินค้า และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ทำให้ขยับขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ติดอันดับเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศกำลังพัฒนาสำแดงให้เห็นระดับพัฒนาการของทุนนิยมไทยที่เติบโตขึ้น
     
      สำหรับภาวะทางการเมือง ช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจมาจนถึงปี 2544 ยังมีช่องห่างระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมือง คือนักธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไมได้เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ทำให้กลุ่มต่างๆ สามารถแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆจากรัฐบาลได้
     
      ที่กล่าวมาเป็นภาพทั่วๆไปของนายทุนจากส่วนกลาง หรือทุนชาติ ซึ่งในเขตภูธรก็มีภาวะคล้ายๆกัน กล่าวคือธุรกิจครอบครัวยังเป็นลักษณะทั่วไป ตระกูลธุรกิจบางตระกูลเติบโตขึ้นมา อาจเริ่มต้นจากธุรกิจเกษตร หรือเกษตรแปรรูป การประมง การขนส่ง ธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น หวยเถื่อนฯลฯ แล้วขยับขยายเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ และในช่วงที่ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยลงหลักปัก ตระกูลธุรกิจที่เริ่มจากการทำธุรกิจเกษตรแปรรูปก็ผันตัวเองเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและนักการเมืองไปในท้ายที่สุด
     
      นักธุรกิจภูธรเหล่านี้สามารถได้รายได้สูง จากการได้รับสัมปทานโครงการจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง และจากการใช้ “อิทธิพล” เพื่อปกป้องธุรกิจผูกขาด หรือกึ่งผูกขาดของตนหลากหลายประเภท รวมทั้งกิจการอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก การบันเทิง สุรา โรงแรม ฯลฯ ตระกูลธุรกิจเหล่านี้ หลายกลุ่มเข้าข่ายมีลักษณะเป็น “เจ้าพ่อ” เนื่องเพราะใช้วิธีการทั้งในและเหนือกฎหมายในการทำธุรกิจ หรือจัดการกับคู่แข่งทางธุรกิจ
     
      วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นมหันตภัยทำลายทุนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
     
      ที่สำคัญคือ ในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครองต่างๆ ที่เคยกับกลุ่มทุนไทย และยอมให้ทุนข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างเสรีมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าทุนต่างชาติจะเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมีแรงกดดันจากภายนอก (กระแสโลกาภิวัตน์) ให้เปิดรับทุนข้ามชาติอย่างเข้มแข็งขัน
     
      มหันตภัยของวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ต่อกลุ่มทุนไทยต่างๆ นั้นมีความลักลั่นกันอยู่บ้าง กลุ่มทุนไทยบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจมาก บางกลุ่มได้รับผลกระทบน้อย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็มี แต่มีอยู่น้อยราย ได้แก่กลุ่มที่มีเงินสดสำรองไว้มาก และมีหนี้น้อย กลุ่มนี้จึงสามารถอยู่รอดและมีโอกาสซื้อสินทรัพย์และกิจการล้มละลายได้ในราคาถูก ซึ่งในกลุ่มตัวอย่างนี้คือกลุ่มธุรกิจสุรา และกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม
     
      นอกจากนี้ยังมีธุรกิจครอบครัวระดับชั้นนำของไทยจำนวนมาก ที่ขณะนี้อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติและเห็นได้ชัดเจน เช่น ในกรณีของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ธุรกิจค่าปลีกในกรุงเทพฯ ปูนซิเมนต์ ภาคการเงินทั้งระบบ(ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารไทย) สำหรับโทรคมนาคมเจ้าของเดิมพยายามต้านทาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถแข่งขัน(เพราะไม่มีฐานทางเทคโนโลยีเพียงพอ) ก็ต้องออกจากตลาดโดยขายกิจการให้ต่างชาติไป
     
      ขณะนี้เรากำลังอยู่ใน “ยุคการต่อสู้ของทุนไทยด้วยอาวุธการเมืองและวัฒนธรรม”
     
      สาขาธุรกิจซึ่งกลุ่มทุนไทยยังคงเป็นใหญ่อยู่ และหลังปี 2540 ยังมีการขยายการลงทุนต่อไป เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งยังคงได้รับความคุ้มครองปกป้องจากภาครัฐในบางระดับและเป็นกิจการที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งรวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ สื่อสารมวลชร บันเทิง ธุรกิจโรงพยาบาล และบางสาขาในการท่องเที่ยว
     
      นอกจากนั้นแล้วเราจะพบว่าหลังปี 2544 ช่องห่างระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองหายไป ตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย ได้ร่วมมือกันเข้าเกาะกุมอำนาจรัฐโดยตรง ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “ไทคูนคือรัฐ” เพื่อจะได้สามารถกำหนดนโยบายที่ส่งผลคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจของครอบครัวของตนเองได้อย่างชัดเจนและแน่นอน
     
      ยุทธศาสตร์ใหม่ประการหนึ่ง คือการเข้าหาประโยชน์จากการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านการแปรรูปบางส่วน ทำให้ยังคงเป็นกิจการที่รัฐยังถือหุ้นอยู่ และยังคงได้รับการปกป้องหรือมีสิทธิพิเศษจากอำนาจรัฐอยู่ได้ในบางระดับ
     
      กลุ่มทุนภูธร ถูกผลกระทบทางลบน้อยกว่า เพราะว่าพวกเขามีหนี้น้อยกว่าแต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจข้ามชาติ ภายลังการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างประเทศหลังปี 2540 และยังถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐจากส่วนกลาง ซึ่งหลังปี 2544 ถูกยึดกุมไปโดยกลุ่มไทยคูนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ
     
      ทุนภูธรก็กำลังต่อสู้ด้วยวิธีการคล้ายๆกับทุนจากส่วนกลาง นั่นคือ การใช้อำนาจทางการเมือง ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผนึกกำลังสร้างพันธมิตรระหว่างกัน หรือแม้แต่การสร้างพันธมิตรข้ามจังหวัด ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งการระดมปัจจัยทางวัฒนธรรมมาใช้ในการตลาดและอื่นๆ เพื่อต้นทานการคุกคามจากบรรษัทข้ามชาติ และทุนจากส่วนกลาง
     
      สรุปภาพที่ได้ ณ พ.ศ.2549
     
      วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สำแดงให้เห็นความอ่อนแอของระบบทุนนิยมที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นแกนอย่างชัดเจน ถึงกระนั้นก็ตาม ณ ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวไทยก็ยังเป็นลักษณะขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มที่อยู่รอดปลอดภัยมักต้องอิงอำนาจรัฐ หรือมีอำนาจเหนือรัฐ หรือไม่ก็ต้องร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ในระยะยาวแล้วความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวไทยภายใต้กระแสโลกาวิวัฒน์หมายความว่าจะต้องมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และปรับปรุงคุณภาพของผู้บริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
     
      ประเด็นเรื่องการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มมหาบรรษัทครอบครัวต่างๆ ยังเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามีผลลัพธ์มากมาย อะไรเกิดขึ้นกับทุนไทย ส่งผลสำคัญต่อการเมืองด้วย เพราะว่าการเมืองไทยคือเรื่อง ใครกุมอำนาจเงิน ประเด็นที่ว่า ผู้มีอำนาจเงินก็คือผู้มีอำนาจทางการเมือง ยังคงมีความหมายอยู่
     
      การผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจสำคัญ อาจจะลดลงในภาคการเงิน ภาคบริการบางภาค เพราะมีคู่แข่งมากขึ้นจากบรรษัทข้ามชาติ แต่ระดับการผูกขาดเดิมยังมีอยู่สูงและมีความพยายามใช้อำนาจทางการเมืองเพิ่มระดับการผูกขาดต่อไปอีก
     
      ในภาวะก่อนเศรษฐกิจวิกฤติ การเมืองมีหลายขั้วอำนาจทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆสามารถแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงอำนาจทางการเมืองได้ หลังปี 2544 การเมืองแบบธนกิจการเมืองที่มีไทคูนคือรัฐ ทำให้อำนาจการเมือง+อำนาจการผูกขาดธุรกิจ ประสานเข้าด้วยกัน เป็นอภิมหาผูกขาด อันส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมืองอยู่ ณ ปัจจุบัน
     
      ถ้าไม่สลายขั้วอำนาจที่กระจุกตัวอยู่ในขณะนี้ การผูกขาดก็จะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและวิกฤติต่อไป       
     
--------------------------------------------------------------------------------
     
      หมายเหตุ : เรียบเรียงจากงานวิจัยเรื่อง “โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540” ในชุดโครงการวิจัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว.





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2549 09:23 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง