|
|
| ไม่มี I ใน T E A M
ในช่วงอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าท่านผู้อ่านไปที่ไหนคงหนีไม่พ้นกระแสของวงการลูกหนังและแฟนบอลที่ใจจดใจจ่อกับการเชียร์ทีมโปรดจาก 32 ประเทศ พร้อมทั้งต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ตาลึกโหลเหมือนหมีแพนด้าเพราะอดตาหลับขับตานอนกับนัดสำคัญๆ ที่ชาวไทยโชคดีได้ดูสดๆ จะจะ ตลอดเดือน ไหนๆ ก็ต้องเกาะติดกระแสแล้ว เรามาศึกษาเบื้องหลังของชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ทุก 4 ปีของกีฬาระดับโลกนี้กันดีกว่านะคะ เพราะบทเรียนของความสำเร็จในวงการกีฬาประเภททีมเช่นฟุตบอล ถือเป็นบทเรียนสำคัญขององค์กรอื่นๆ ในการทำงานเป็นทีมเช่นกัน ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ฟังเพื่อนฝรั่งพูดเรื่องการทำงานเป็นทีม ว่า “There is no I in T E A M” ในภาษาอังกฤษคำว่า “ทีม”สะกดด้วยอักษร 4 ตัว คือ T E A และ M ไม่มีตัว I หรืออีกนัยหนึ่ง ในความเป็นทีมต้องลืมความเป็น I หรือความเป็น “ฉัน” เจ้าตัว “อัตตา” นั่นเอง ความสำเร็จของทีมฟุตบอลระดับโลกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างแท้จริง แฟนฟุตบอลตัวยงอย่าง Henry Kissinger อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเคยได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และเป็นแฟนฟุตบอลพันธุ์แท้เนื่องจากเติบโตในประเทศเยอรมนี ได้เขียนมุมมองของเขาเกี่ยวกับฟุตบอลว่า นักฟุตบอลต้องมีทักษะเสมือน “ศิลปะ” ของนักบัลเล่ต์ ที่โลดแล่นบนปลายเท้าบนเวทีกว้าง นักเตะแต่ละคนต้องมีความสามารถส่วนตัวอย่างยิ่งยวดเช่นนักบัลเล่ต์ ทีมหลักๆ ที่อยู่ในระดับโลกต้องมีนักเตะที่มีทักษะพิเศษเฉพาะตนอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ดี บางครั้ง ทีมที่มีนักเตะที่เน้นความเก่งเฉพาะคนก็แพ้ทีมที่มีผู้เล่นที่หากเทียบรายคนอาจเก่งฉกาจไม่เท่าเทียม แต่เมื่อต่อประสานกันเป็นทีมแล้วกลับเหนียวแน่น ยิงไม่เข้าเอาทีเดียว มีเพียงนักเตะไม่กี่คนในโลกที่สามารถใช้ความสามารถเดี่ยวเฉพาะตนคนเดียวบุกทะลวงจนได้คะแนนจากการยิงประตูโดยไม่ต้องอาศัยทีมสนับสนุน อาทิเช่น การยิงประตูลูกที่สองของมาราดอนนาแห่งอาร์เจนตินาในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1986 ที่หลบหลีกพาลูกผ่านกองหลังอังกฤษทั้งกองด้วยตัวคนเดียวแบบอลังการจนประตูลูกเด็ดนี้ได้รับการเลือกให้เป็นประตูแห่งศตวรรษ นอกนั้นแล้ว การแข่งขันฟุตบอล แพ้ชนะขึ้นกับการวางแผนและทำงานเป็นทีม ขึ้นกับการแก้เกมปริศนาในการส่งผ่านลูกจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งตลอดความกว้างยาวของสนาม ผ่านคู่แข่งที่วิ่งหายใจรดคอ ดักหน้าดักหลัง แถมต้องผ่านด่านสุดท้ายที่มีคู่แข่งที่เล่นบทผู้รักษาประตู ซึ่งมีอภิสิทธิ์ในการใช้มือจับลูกได้อีกต่างหาก หลายครั้งแฟนบอลจะเห็นการทำงานอย่างเหนียวแน่นของฝ่ายตั้งรับที่ทำงานเข้าขากันเป็นทีม จนสามารถยันคู่แข่งที่มีทักษะผู้เล่นเหนือกว่าได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวอย่างของฟุตบอลโลกครั้งที่โดดเด่นในแง่นี้คือฟุตบอลโลกปี 1974 ในการชิงชัยระหว่างทีมเยอรมนีที่ได้ชื่อว่ามีการเล่นเป็นทีมและมีวินัยสุดยอด จนสามารถชนะทีมเนเธอร์แลนด์ที่มีผู้เล่นสุดยอดแต่อาจด้อยกว่าด้านทีมและวินัย ทำให้เยอรมนีคว้าชัยไปในปีนั้น ปัจจัยสำคัญที่ดิฉันเชื่อว่าเราเรียนรู้จากทีมนักเตะลูกหนังและประยุกต์ใช้ในที่ทำงานได้ทันที คือ การเป็นผู้ร่วมทีมที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1 รู้บทบาทของตนเอง 2 ฝึกฝนทักษะตามบทบาทอย่างจริงจังต่อเนื่อง 3 เป็นที่พึ่งได้ ประเด็นแรก รู้บทบาทของตนเอง เปรียบดังผู้เล่นในทีมฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นกองหน้า กองหลัง ปีกซ้าย ขวา หรือย้ายไปอยู่เฝ้าประตู ทุกคนมีบทสำคัญที่ต้องเล่นและเล่นให้ดีที่สุด ท่านผู้อ่านคงนึกภาพออกว่าหากมีผู้เล่นที่ลืมหรือไม่ตระหนักถึงบทบาทตัวเอง วิ่งวุ่นเล่นบทอื่นไปทั้งสนาม นอกเหนือทำให้จุดที่ตนเองต้องดูแลโหว่เป็นรูแล้ว ยังก่อให้เกิดความวุ่นวายกับพรรคพวกในทีมที่เป็นเจ้าของบทนั้นๆ ทั้งยังเป็นการใช้พลังอย่างซ้ำซ้อนจนน่าเสียดาย ขณะที่อาจปล่อยให้ทีมมีจุดอ่อนในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย ประการที่สอง เมื่อรู้บทบาทของตนแล้วย่อมชัดเจนขึ้นว่าบทนั้นๆ ต้องมีทักษะใดโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการจ่ายลูกด้วยการมองเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม หรือการบุกด้วยความเร็วและกระบวนท่ายักย้ายลูกด้วยปลายเท้าหลบหลีกคู่ต่อสู้ หรือการพุ่งรับลูกที่ประตูด้วยมือกาว การทำงานเป็นทีมเปรียบเสมือนสายโซ่ โซ่นั้นไม่ว่าจะดูใหญ่และทนทานขนาดไหน แต่ก็จะแข็งแกร่งได้เพียงเท่ากับห่วงที่อ่อนแอที่สุด นั่นคือ เมื่อทีมต้องทำงานร่วมกันเหมือนห่วงโซ่แต่ละห่วงที่ต้องสอดต้องคล้องกันเป็นสาย เมื่อสายโซ่ถูกใช้งานเพื่อลาก เพื่อจูง ห่วงที่ใหญ่ ห่วงที่แข็งแรงก็น่าจะสามารถรับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริง ความแข็งแกร่งนั้นแทบไม่มีความหมาย เพราะห่วงที่บาง ห่วงที่เปราะ จะเป็นจุดอ่อนของโซ่ทั้งสาย ยามต้องออกแรง สายโซ่มักขาดผึงตรงข้อที่อ่อนแอนั่นเอง ดังนั้น ทุกคนในทีมมีหน้าที่พัฒนาฝึกฝนทักษะความสามารถของตนในบทบาทของแต่ละคนให้เต็มที่เต็มฝีมือ ไม่กลายเป็นห่วงที่อ่อนแอที่สุดของทีม ประการสุดท้าย คือ เป็นที่พึ่งของคนในทีมได้อย่างสม่ำเสมอ ท่านผู้อ่านคงเคยทำงานกับเพื่อนร่วมงานบางคนที่ท่านมั่นใจว่า ไม่ว่าจะยากลำบากขนาดไหน หากเขารับปากว่าจะทำให้ หากเขารับปากว่าทำได้ ท่านสามารถไว้วางใจได้ 100% ว่าเขาจะทำอย่างแน่นอน ทำให้ท่านในฐานะเพื่อนร่วมทีม หรือหัวหน้าทีมโล่งอกโล่งใจที่มีคนในทีมที่พึ่งได้และไว้วางใจได้เช่นนี้ ขณะเดียวกัน ท่านผู้อ่านก็คงเคยทำงานกับเพื่อนร่วมงานบางคนที่กินแรงทีมบ้าง เบี้ยวบ้าง นัดแล้วลืม นัดแล้วไม่มาบ้าง มาก็ไม่ตรงเวลา งานก็ไม่สมบูรณ์ เล่นเอางานส่วนอื่นๆ พลาดไปด้วย เปรียบเสมือนนักฟุตบอลที่เลี้ยงลูกหลบหลีกคู่แข่งแบบเลือดตาแทบกระเด็นมาครึ่งสนาม แล้วเปิดบอลให้เพื่อนร่วมทีมในพื้นที่สนามที่ว่างพอเหมาะพอเจาะ กะให้พรรคพวกรับเพื่อยิงลูกชัยให้สะใจ แต่ปรากฏว่าพรรคพวกพึ่งไม่ได้ เพราะซ้อมไม่พอ หรือวิ่งไม่ไหว หรือใจไม่สู้ เสียท่ากันไปทั้งทีม เพื่อนร่วมทีมเช่นนี้ มักไม่มีใครต้อนรับ แม้ให้งานอะไร ใครๆ ก็ต้องคอยมองคอยจ้อง เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำได้ หรือจะทำให้ไหม เสียพลังงานที่น่าจะนำไปใช้พาทีมรุดไปข้างหน้าเพื่อท้าแข่งกับคนนอกทีม กลับต้องใช้แรงใช้เวลากลับมาตรวจ มาตามเพื่อนร่วมทีมที่พึ่งไม่ได้ ในที่ทำงาน คงมีทั้งผู้ที่พึ่งได้และผู้ที่พึ่งไม่ได้ กระนั้นก็ดี ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร เราเริ่มที่ตัวเราเองก่อนดีกว่า ดังนั้น ท่านผู้อ่านอย่ายอมเป็นเพื่อนร่วมทีมที่พึ่งไม่ได้นะครับ นั่งๆ นอนๆ ดูบอลโลก อย่าลืมสังเกตวิธีการเล่นเป็นทีม มุขไหนชอบใจจะได้ปรับใช้ในที่ทำงาน |
www.hrcenter.co.th |
|
โดย:
งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: http://www.bangkokbizweek.com/20060604/bschool/index.php?news=column_20896958.html |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|