|
|
| 6 แนวทางในการบริหารใจ โดย โกศล อนุสิม
ปัจจุบันคนทั้งหลายมีความเครียดในจิตใจมากยิ่งขึ้น เพราะกิจกรรมทั้งหลายในโลกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว คนต้องรีบเร่งตัวเองให้ทัน จนปัจจุบันนี้ต้องมีคนผลัดเปลี่ยนกันตื่นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว ความรวดเร็วทั้งหลายเหล่านี้ ก็ล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น เมื่อต้องรีบเร่งให้ทันกับความรวดเร็วของโลก ความสัมพันธ์ของคนก็เป็นไปในลักษณะผิวเผินมากขึ้น ความใกล้ชิดกันน้อยลง การติดต่อสัมพันธ์กันเป็นไปตามหน้าที่และความจำเป็นมากกว่าจะเป็นไปด้วยจิตใจ ความเห็นอกเห็นใจมีน้อยลงตามไปด้วย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็ขาดความลึกซึ้ง สรุปว่า สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนก็มีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ในประเทศที่เจริญทางวัตถุมากๆ จะเห็นชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้คนจึงเหมือนอยู่กับตัวเอง เมื่อมีเรื่องที่คับอกคับใจก็เก็บเอาไว้คนเดียว คนทั้งหลายจึงเกิดความเครียดกัน เมื่อเกิดความเครียด ประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง หากมีปัญหามากๆ ก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อคนที่แวดล้อมอยู่ อาจพาลให้เบื่อขี้หน้ากันมากขึ้น พัฒนาไปเป็นคู่เกาเหลาไม่เอาเส้น มากเข้าอาจถึงขนาดเกาเหลาก็ไม่เอา แต่เอาชามเขวี้ยงหัวกันแทน ปัญหานี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากในองค์กรสมัยใหม่ กูรูทั้งหลายของฝรั่งต้องนั่งคิดหาทางออกแล้วเขียนตำราว่าด้วยจิตวิทยาในการบริหารงานบุคคลเอย กลเม็ดในการบริหารจิตใจเอย การบริหารอารมณ์เอย หรือการบริหาร E.Q. ออกมาขายร่ำรวยกันไปหลายต่อหลายคน จิตแพทย์ฝรั่งก็ร่ำรวยไม่แพ้กันเพราะคนไปปรึกษามาก สามารถเก็บค่าปรึกษาแพงๆ แม้ในประเทศไทยจะยังมีไม่มาก แต่แนวโน้มก็เพิ่มขึ้นทุกระดับเช่นกัน อันที่จริงแล้ว การบริหารจิตใจเพื่อให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขนี้ ตำราของพระพุทธเจ้าก็มีอยู่มากมายหลายหมวด พระองค์ทรงแสดงธรรมแก้ไขปัญหาให้ชาวโลกมาแล้ว ซึ่งยังคงใช้ได้เป็นอย่างดีในปัจจุบัน จะเป็นได้ว่า เริ่มมีผู้บริหารระดับสูงของไทยหลายคน ได้เขียนถึงอยู่ บางคนถึงกับกล่าวว่า พระพุทธเจ้านั้น ทรงเป็นสุดยอดซีอีโอมากว่า 2500 ปีแล้ว ในที่นี้ จะขอนำเสนอ 6 แนวทางในการบริหารใจ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ซึ่งเรียกว่า สาราณียธรรม 6 อันเป็นหัวข้อธรรมที่เป็นแนวทางให้คนระลึกถึงกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความห่างเหินของผู้คนในท่ามกลางสังคมสมัยใหม่อันเร่งรีบได้ ซึ่ง พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) ท่านได้อธิบายไว้ในหนังสือ อธิบายหลักธรรมตามหมวดจากนวโกวาท สรุปใจความสำคัญทั้ง 6 ประการได้ว่า 1. เมตตากายกรรม ท่านว่า ทำอะไรก็ทำด้วยเมตตา คือ มีน้ำใจต่อกัน ช่วยเหลือในการงานของเพื่อน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ขัดขา หรือแทงข้างหลังกันนั่นแหละ 2. เมตตาวจีกรรม ท่านว่า พูดสิ่งใดก็ประกอบด้วยเมตตา พูดดี พูดจริง พูดเพื่อให้รักใคร่สามัคคีกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่พูดขัดหู ชวนให้ทะเลาะหรือหดหู่ท้อแท้กันนั่นแล 3. เมตตามโนกรรม ท่านว่า คิดอะไรก็คิดด้วยเมตตาต่อเพื่อน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ เราต้องการสิ่งดีๆ อย่างไร คนอื่นๆ ก็ต้องการสิ่งดีๆ เหมือนกัน ฉะนั้นก็ต้องคิดสิ่งดีๆ กับคนอื่น แล้วสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา คือเมื่อเราคิดดีแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสที่จะทำดี พูดดี ต่อคนอื่น แล้วคนอื่นก็จะพูดดี ทำดี คิดดีกับเรา ต่างคนต่างคิดดี ทำดี พูดดี ก็ดีกันหมด 4. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาในทางที่ชอบธรรม ให้แก่เพื่อน เป็นการแสดงออกถึงความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะบุญวาสนาบารมีของคนไม่เท่ากัน คนที่มีมากก็แบ่งปันคนที่มีน้อย แบบนี้ ก็มีแต่ความเป็นมิตรเกิดขึ้น 5. รักษาศีล พระภิกษุสามเณรท่านต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามพุทธบัญญัติจึงจะอยู่ร่วมกันได้ ส่วนพวกเราผู้ครองเรือน ก็ต้องมีศีลธรรม และเคารพกฎระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรและสังคม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เป็นต้น 6. มีความเห็นร่วมกัน นั่นคือ จะทำอะไรก็ต้องมีความเห็นร่วมกัน ถึงแม้จะไม่เห็นตรงกันแต่ก็ต้องปรึกษาหารือกัน ในห้องประชุมเถียงกันได้ แย้งกันได้ เมื่อตกลงกันในห้องประชุมแล้วก็แล้วกัน ไม่แอบมาแก้แค้นกันข้างนอกเป็นประเภทกีฬาแพ้แต่คนไม่แพ้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอๆ ในสังคมปัจจุบัน ทั้ง 6 ประการนี้ คงพอจะเป็นแนวทางในการบริหารใจให้มีความสุขกับคนรอบข้างขึ้นมาได้ ตามแนวทางของ สาราณียธรรม 6 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ใช้เป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกัน เมื่อพิจารณาแล้วย่อมเห็นว่า หากทำได้ตามนี้แม้สักเพียงครึ่งหนึ่ง ก็จะมีความสุขโดยแท้ ธรรมดาของการทำดีนั้น คือทำยากกว่าการทำไม่ดี เช่น การไม่ด่าตอบคนที่ด่าเรานั้นยากกว่าการด่าตอบ ทั้งๆ ที่การด่านั้นไม่ว่าด่าตอบหรือด่าก่อนก็ไม่ดีทั้งสิ้น ด้วยว่าความไม่ดีทั้งหลายนั้นเราเกิดตาย ตายเกิดอยู่กับมันมาจนชินแล้วนับภพชาติไม่ถ้วน หากนับเป็นเวลาก็ยาวนานนับไม่ถ้วนเช่นกัน วิธีการแก้ไขก็ต้องค่อยๆ ทำดังที่ พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ. อุทัยธานี ท่านแนะนำลูกศิษย์ว่า ให้ตั้งใจไว้ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ตั้งแต่ 6 โมงถึง 9 โมง จะไม่ด่าใคร หรือจะรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ หรือจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งดีๆ ทำแบบนี้ให้ได้ ใหม่ๆ อาจจะพลั้งเผลอก็ให้ตั้งใจใหม่ ท่านว่า ไม่เกิน 3 เดือนก็จะชินและขยายเวลาไปได้เรื่อยๆ ซึ่งปรากฏว่า มีคนทำได้เป็นอันมาก บางคนเพียงเดือนเดียวก็รักษาศีล 5 ได้ตลอดเวลาอย่างสุขใจ แบบนี้ เจ้านายทั้งหลายที่ชอบด่าลูกน้องทุกๆ เช้า อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ ก็ลองทำดู หรือลูกน้องที่ชอบนินทาเจ้านาย นินทาเพื่อนร่วมงานจนหย่อนสมรรถภาพ เจ้านายจะไล่ออกอยู่รอมร่อ ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ เริ่มจากสาราณียธรรมข้อ 1-3 ก่อน หากทำได้วันละ 3 ชั่วโมง ก็คงทำให้ใจมีคุณภาพคือความสุขขึ้นไม่น้อยทั้งนายและลูกน้อง ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้นั้น ไม่เคยผิดและเป็นอกาลิโกคือใช้ได้ทุกเมื่อ. |
www.hrcenter.co.th |
|
โดย:
งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: http://www.bangkokbizweek.com/20060605/localbiz/index.php?news=column_20908379.html |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|