|
|
| เอแบคโพลล์ เผย เยาวชนไทยในเมืองใหญ่ชอบดูทีวีมากกว่าอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่นิยมอ่านหนังสือขำขัน การ์ตูน ขณะที่เพียงร้อยละ 10 อ่านหนังสือเรียนทุกวัน ชี้ รัฐบาลต้องใส่ใจยกพฤติกรรมรักการอ่านของเด็กเป็นวาระแห่งชาติ พัฒนาห้องสมุดประชาชนเป็นแหล่งมั่วสุมเชิงสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง พฤติกรรมการอ่านหนังสือของเยาวชน : กรณีศึกษาตัวอย่างเยาวชนที่มีอายุ 12-23 ปี ทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น และ สงขลา” ครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ถึง วันที่ 5 มีนาคม 2549 โดยมีขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 4,920 ตัวอย่าง ดร.นพดล กล่าวว่า มีการสอบถามความชอบทำกิจกรรม 9 อย่าง เปรียบเทียบกับความชอบอ่านหนังสือของเยาวชน พบว่า มีกิจกรรม 4 อย่าง ที่เยาวชนชอบทำมากกว่าการอ่านหนังสือ ได้แก่ ร้อยละ 65.5 ชอบดูทีวีมากกว่า ร้อยละ 45.0 ชอบฟังวิทยุมากกว่า ร้อยละ 46.1 ชอบเล่นกีฬามากกว่า และร้อยละ 43.3 ชอบโทรศัพท์มากกว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เยาวชนในเมืองใหญ่จำนวนมาก หรือร้อยละ 42.2 ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเดินห้าง ร้อยละ 51.9 ชอบอ่านหนังสือมากกว่าดูภาพยนตร์ในโรงหนัง ร้อยละ 52.9 ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเล่นดนตรี ร้อยละ 57.6 ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเล่นเกมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เยาวชนที่ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเล่นอินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนไม่แตกต่างจากเยาวชนที่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ตมากกว่าอ่านหนังสือ ร้อยละ 37.6 ต่อร้อยละ 37.2 ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ที่น่าเป็นห่วง คือ เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือเรียนของเยาวชนที่กำลังเรียนหนังสือระดับมัธยมต้นถึงปริญญาตรีในช่วงเวลาที่หลายสถาบันมีการทดสอบวัดผลการเรียน กลับพบว่า มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่อ่านหนังสือเรียนทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ซึ่งดูเหมือนว่า “ความชอบ” ของเยาวชนในการอ่านหนังสือ กับ “พฤติกรรมอ่านจริง” อาจจะสวนทางกัน เมื่อวิเคราะห์เวลาเฉลี่ยพบเด็กเยาวชนในเมืองใหญ่อ่านหนังสือเรียนวันละ 1 ชั่วโมง 37 นาที จำนวนชั่วโมงนี้ใกล้เคียงกับจำนวนชั่วโมงของเด็กเยาวชนในหลายประเทศ ที่เป็นพฤติกรรมอ่านหนังสือช่วงเวลาปกติของพวกเขา “ผลสำรวจยังพบว่า เด็กเยาวชนไทยในเมืองใหญ่ยังอ่านหนังสืออื่นๆ นอกจากตำราเรียนอีกด้วย ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.2 อ่านหนังสือตลก ขำขัน ร้อยละ 54.8 อ่านหนังสือการ์ตูน ร้อยละ 44.5 อ่านหนังสือความรู้รอบตัว ร้อยละ 38.2 อ่านนิยาย ร้อยละ 25.9 อ่านหนังสือท่องเที่ยว ร้อยละ 22.8 อ่านหนังสือคู่มือเตรียมสอบ และร้อยละ 20.8 ที่อ่านหนังสือสารคดี” “ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นความน่าห่วงใย ว่า เด็กและเยาวชนในวัย 12-23 ปี มีค่าเฉลี่ยจำนวนชั่วโมงการอ่านน้อยกว่าจำนวนชั่วโมงการอ่านเฉลี่ยในกลุ่มประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปของประเทศ กล่าวคือ จำนวน 1 ชั่วโมง 37 นาที ในกลุ่มเยาวชนอายุ 12-23 ปี ต่อจำนวน 2 ชั่วโมงในกลุ่มประชากรทั่วไป ” ดร.นพดล กล่าว ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ผลกระทบในทางลบต่อคุณภาพเด็กเยาวชนไทยที่ใช้เวลาของพวกเขาหมดไปกับการดูทีวี ฟังวิทยุ และโทรศัพท์มากกว่าการอ่านหนังสือ จะทำให้พวกเขาเหล่านี้เสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาหลายประการในการศึกษาเล่าเรียนของพวกเขา เช่น เบื่อโรงเรียน มีปัญหาในการทำการบ้าน มักจะอาย หรือขาดความมั่นใจเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ได้ผลการเรียนต่ำ และมีเกียรติภูมิแห่งตนต่ำ เป็นต้น การอ่านหนังสือจึงเป็นประตูสำคัญสู่การเรียนรู้ และความสำเร็จในการศึกษาและอาชีพการงาน ในฐานะที่เป็นบิดามารดาก็ย่อมจะต้องมั่นใจว่าบุตรหลานของตนสามารถอ่าน และเขียนหนังสือได้ดีถูกต้องตามการสะกดและออกเสียง “รัฐบาลจึงควรยกระดับนโยบายส่งเสริมการอ่านหนังสือของเด็กเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดมุมอ่านหนังสือตามสถานที่ราชการและเอกชนอย่างกว้างขวาง ยกระดับห้องสมุดประชาชนระดับท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นแหล่งรวมข้อมูลเชื่อมโยงทั่วโลก และเป็นศูนย์กลางการอ่านหนังสือและกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ของเด็กและเยาวชนไทย” ดร.นพดล กล่าว ทั้งนี้ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กยังได้ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สำนักวิจัยเอแบคโพลล์และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีระดมความเห็นเรื่อง “ยุทธศาสตร์หนังสือถึงมือเด็ก” โดย น.ส.เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สยย.) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า การสร้างเด็กให้รักการอ่าน ควรทำตั้งแต่ช่วง 0-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีการเจริญเติบโตของเซลล์สมองมากที่สุด โดยต้องหาช่องทางให้หนังสือถึงมือเด็กตั้งแต่ปฐมวัย เพิ่มจำนวนหนังสือ ควบคุมราคาหนังสือเด็กให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตหนังสือเด็กสูง ผนวกกับผู้ผลิตต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนที่ต้องจ่าย เพื่อการตลาดการกระจายและการจัดจำหน่ายสูงถึงร้อยละ 40 ทำให้ราคาหนังสือขยับสูงขึ้นไป ภาครัฐจึงควรมีมาตรการช่วยเรื่องราคาหนังสือให้เหมาะสม และควรถือเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย นอกจากนี้ ควรเพิ่มห้องสมุดสำหรับเด็กให้มากขึ้น ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมศานติ์ กรรมการกำกับทิศทางแผนสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน สสส.กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนหนังสือให้ถึงมือเด็กได้ มี 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1.กระจายหนังสือให้เข้าถึงกลุ่มเด็กวัย 0-4 ปี 2.รณรงค์ให้เกิดความต้องการในการอ่าน และ 3.ส่งเสริมให้เกิดการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม โดยรัฐควรมีการกำหนด 5-10 ปีข้างหน้าให้เป็นช่วงแห่งการส่งเสริมให้เยาวชนรักการอ่าน และเมื่อเยาวชนรักการอ่านแล้วจึงจะเป็นช่วงแห่งการเรียนรู้ได้ ขณะที่ นายธนะชัย สันติชัยกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สังคมไทยต้องสร้างพฤติกรรมการเลียนแบบในการถือหนังสือ ให้เห็นว่า ไปไหนๆ ทุกคนก็จะถือหนังสือไปด้วย เช่นเดียวกับที่เยาวชนทุกบ้านต้องซื้อวีซีดี เมื่อเกิดพฤติกรรมรักการอ่านและถือหนังสือติดตัวไปในทุกแห่ง ก็จะเกิดความต้องการในการอ่านเพิ่มขึ้นเอง |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2549 13:18 น |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|