|
|
| อาหารขยะ สารก่อภูมิแพ้ที่ถูกมองข้าม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือกลุ่มโรคภูมิต้านทานไวเกินนั้น มีมากเหลือเกินในปัจจุบันนี้ จนเดี๋ยวนี้ถ้าไปบรรยายที่ไหน เมื่อไหร่ที่ถามว่า ในห้องบรรยาย คน 200 กว่าคน มีใครบ้างที่คนรู้จักใกล้ชิดไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลย ปรากฏว่ามียกมือหรอมแหรมไม่กี่คน ที่สำคัญไปกว่านั้น วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ทางการแพทย์แบบแผน โดยภาพรวมแล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ให้หายอย่างเด็ดขาดได้ การรักษายังคงวนเวียนอยู่กับการกินยาแก้แพ้ การกินยากดภูมิต้านทาน หลังๆ เริ่มมีความพยายามในการใช้สารก่อแพ้ฉีดให้คนป่วยทีละน้อย เพื่อทำให้ร่างกายค่อยๆ เคยชินกับ สารก่อแพ้ชนิดนั้น (Desensitize) ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ประกอบกับกระบวนการทำก็มีราคาค่าใช้จ่ายสูง และระหว่างทำคนป่วยก็ยังมีอาการแพ้ได้ด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้น กระบวนการแก้อาการแพ้ด้วยการฉีดสารกระตุ้นให้แพ้ สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อสามารถตรวจจนแน่ใจได้ว่าคนป่วยแพ้ต่อสารอะไร ซึ่งต้องทำด้วยวิธีที่เรียกว่า Skin test สรุปรวบยอดวิธีการทำ Skin test ง่ายๆ ได้ใจความว่า คือการสะกิดผิวหนังบริเวณหนึ่งให้เปิดเป็นแผลเล็กๆ ส่วนใหญ่จะใช้บริเวณหลังเพราะมีพื้นที่ผิวกว้างขวาง แล้วใส่สารก่อภูมิแพ้มาตรฐานที่พบบ่อยหลายๆ ชนิดลงไป แล้ววัดดูว่าหลังจากใส่สารก่อภูมิแพ้ลงไปที่ผิวหนัง ผิวหนังมีปฏิกิริยาแพ้แค่ไหน โดยวัดจากขนาดของรอยนูนบวมแดงของแต่ละจุด จุดไหนที่บวมแดงมากเป็นพิเศษ ก็วินิจฉัยว่าคนป่วยแพ้ต่อสารชนิดนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Skin test ก็คือ คุณหมอที่ทำ Skin test ให้คนป่วย ก็จะได้รายชื่อของสารที่คนป่วยแพ้หรือน่าจะแพ้มาหลายรายการ ถ้าแพ้มากก็จะรักษาด้วยกระบวนการ Desensitize ต่อไป แต่ถ้าแพ้ไม่มาก ก็จะแนะนำคนป่วยว่าให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นซะ เช่น ให้หลีกเลี่ยงตั้งแต่ ไรฝุ่น, เกสรดอกไม้, ขนสุนัขขนแมว ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการทำ Skin test ก็คือ ถ้าไม่มีการใช้สารก่อภูมิแพ้ที่คนป่วยแพ้ในการ Test ล่ะ? คำตอบก็คือ หมอผู้รักษาก็จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่าคนป่วยแพ้อะไร และปัญหาของผู้ป่วยก็จะยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ปัญหาอย่างที่ 2 ของการตรวจ Skin test ก็คือ แม้ว่าเราจะเลือกใช้สารที่คนป่วยแพ้ในการ Test แล้วก็ตาม การแปลผลด้วยการสังเกตดูขนาดของรอยเห่อแดงก็ยังเป็นปัญหา พราะถ้าสารก่อแพ้นั้นก่อให้เกิดรอยแดงที่มีขนาดอยู่เกณฑ์ที่ก้ำกึ่ง หมอผู้รักษาก็ไม่นับสารนั้นเข้าในกลุ่มของสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทั้งๆ ที่สารเหล่านั้นกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นสารหลายตัวที่มีอยู่ในอาหารที่เรากิน จึงไม่ได้ถูกนับอยู่ในสารระบบของสารแพ้ที่ต้องตรวจด้วย Skin test ทำให้คนป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า การที่ภูมิแพ้ของเขาหรือเธอไปไม่ดีขึ้นสักทีนั่นก็เพราะ พวกเขาเหล่านั้นยังรับเอาสารก่ออาการแพ้เข้าสู่ตัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สารเหล่านี้มีหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสารแต่งสีอาหาร เช่น ทาร์ทราซีน (สีเหลืองส้ม), คาร์มัวซีน (สีม่วงแดง), อะมาแรนต์ (สีแดง), อพอนเซีย (สีแดง) ซึ่งพบได้ในขนมและน้ำอัดลมต่างๆ ที่มีสีสันสดใส กลุ่มของสารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก, เกลือเบนโซเอท, โซเดียมเบนโซเอท, เกลือไนไตรด์, เกลือไนเตรท ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ซอง, ขนมกรุบกรอบ ไล่ไปจนถึงอาหารกล่องนึ่งไมโครเวฟ หรือแม้แต่เครื่องปรุงประเภทซีอิ๊วและซอสต่างๆ ทั้งนี้เพื่อยืดอายุการวางสินค้าบนชั้นวาง (Life shelf) ให้ได้นานที่สุด กลุ่มของสารกันหืน ได้แก่ สารประกอบกอลเลท, สารบิวทีเลทเต็ด ไฮดรอกซีอะนีโซล, สารบิวทีเลทเต็ด ไฮดรอกซีโทลูอีน ซึ่งมักจะพบใส่ในอาหารประเภทขนมทอด ขนมกรุบกรอบ ไอศกรีม มาการีน เป็นต้น กลุ่มของสารเพิ่มเนื้อและสารที่ทำให้ข้น เพื่อให้มีปริมาณดูมากขึ้น ได้แก่ วุ้น, คาราจีแนน และทรากาแคนต์ ซึ่งมักพบใช้ในอาหารประเภทไอศกรีม, เยลลี, ครีมแต่งหน้าเค้ก, เนยแข็ง กลุ่มผงชูรส ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดอาการเห่อ และอักเสบของผิวของคนที่มีแนวโน้มผิวแพ้ง่ายได้มากขึ้น บางคนจะบอกได้ทันทีหลังกินอาหารมาว่า โดนผงชูรสเข้าให้แล้ว เพราะทุกครั้งที่กินผงชูรสอาการเห่อแดงของผิวหนังจะเป็นขึ้นมาแทบจะทันที จะเห็นได้ว่า อาหารที่ตกอยู่ในกลุ่มอาหารขยะ หรือ อาหารดัดแปลง ปรุงแต่งต่างๆ จะมีการใช้สารในกลุ่มนี้เป็นส่วนประกอบเยอะมาก อย่างน้อย 3 อย่างขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น ไอศกรีม มีการใส่ทั้งสารเพิ่มเนื้อ สารแต่งสี สารกันหืน, เนยมีการใส่สารกันหืน สารกันบูด หรือแม้แต่สารแต่งสีเข้าไป, ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซอง มีการใส่สารกันบูด สารกันหืน และผงชูรส เป็นต้น |
รายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานพัสดุครุภัณฑ์ อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|