|
|
| นายกฯ ประชุมร่วมกับผู้บริหาร ศธ.เกือบ 4 ชั่วโมง เหมือนมาฟังปัญหาและชี้แนวทางแก้ไขให้ แต่ไร้ข้อสรุป ทิ้งปัญหาต่างๆ ให้ไร้ข้อสรุปต่อไป ศธ.เตรียมขอนายกฯ ฟันธงปัญหาขาดแคลนครู งบประมาณ ถ่ายโอน พร้อมเตรียมแก้ปัญหาครูขาดโดยต่อครูเกษียณ เน้นให้เด็กรุ่นใหม่อ่านเขียน 2 ภาษา พร้อมคิดวิเคราะห์ได้
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมหารือระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เวลาประชุมเกือบ 4 ชั่วโมงว่า นายกรัฐมนตรีได้นำประสบการณ์ส่วนตัวที่พบเห็นจากการศึกษาต่อต่างประเทศ และการทำงานภายในประเทศมาเล่าให้ผู้บริหารของศธ.รับทราบ ว่าควรจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้นายกฯ ได้ฝากถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เพราะประเทศไทยจะไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่เชื่อมโยงถึงกันกับทุกประเทศ และมีการไหลเวียนของข้อมูล ข่าวสาร ความรู้และคน เพราะฉะนั้นไทยจะต้องเตรียมความพร้อมและบุคลากรเพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัฒน์ให้ได้ นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ ศธ.ได้วิเคราะห์สภาพปัญหาการจัดการศึกษาของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ รวมทั้งนำเสนอปัญหาสำคัญของศธ. เช่น ปัญหาขาดแคลนครู ทรัพยากร และความขาดแคลนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ให้นายกฯ ได้รับทราบ พร้อมกันนี้ ศธ.ได้เสนอขอตั้งงบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มเป็นสัดส่วนร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี) จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 4.5 เพราะแม้สัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อจีดีพีของไทยจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่จีดีพีของไทยไม่มาก เมื่อคำนวณงบประมาณด้านการศึกษาออกมาเป็นตัวเงินจึงยังน้อย ทั้งยังมีแนวโน้มที่งบประมาณด้านการศึกษาต่อจีดีพีของไทยจะลดลงเป็นลำดับ ซึ่งในเรื่องนี้ นายกฯ ก็ตระหนักถึงความสำคัญในการลงทุนด้านการศึกษา ที่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างคน ซึ่งเป็นความสำคัญต่อการประเทศในระยะยาว “ได้มีการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสิ่งที่ ศธ.ดำเนินการอยู่ก็ตรงกับแนวคิดนายกฯ คือการปฏิรูปการเรียนการสอนที่ให้เด็กไทยคิดเป็นวิเคราะห์เป็น สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ลดการเรียนแบบท่องจำ อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังห่วงใยถึงการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศเพราะเห็นว่าขณะนี้ มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว อยากให้ ศธ.ปรับการผลิตกำลังคนให้ทันสถานการเปลี่ยนแปลงของตลาดและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงการพัฒนาครู สื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต” รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นโยบายหลักของศธ.ที่นำเสนอต่อนายกฯ ความจริงเป็นนโยบายที่ผ่านการหารือกับนายกฯ มาแล้วทั้งสิ้น รวมถึงผ่านการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของศธ.มาแล้วหลายรอบ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลต่อไป ก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะถือว่าศธ. ได้วางนโยบายที่ดีตรงกับปัญหาอยู่แล้ว นางพรนิภา ลิมปพยอม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมได้เสนอถึงปัญหาการขาดแคลนครูต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจในปัญหา ดังกล่าวและยังบอกว่า ไม่ได้ต้องการให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการลดจำนวนข้าราชการเดียวกันมาใช้กับทุกกระทรวง นอกจากนี้นายกฯเห็นด้วยกับที่ สพฐ.จะเสนอใช้วิธีการต่ออายุครูเกษียณ หรือจ้างครูเกษียณมาช่วยสอนด้วย ซึ่งตนจะนำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ในวันที่ 29 ส.ค. นี้ เลขาธิการกพฐ. กล่าวถึงว่า ปัญหาการถ่ายโอนโรงเรียนไปให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น นายกฯ ได้ให้แง่คิดในเรื่องนี้ว่า ให้เดินสายการคือให้เป็นการทำงานร่วมกันด้วยความสมัครใจ และไม่มีนโยบายที่จะกำหนดระยะเวลาในการถ่ายโอนแต่ให้ไปเมื่อพร้อม ส่วนปัญหาของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่หากถ่ายโอนจะเกิดข้อติดขัดในสัดส่วนการบริหาร ซึ่งนายกฯ ก็รับทราบปัญหาโดยเสนอให้แก้ไขสัดส่วนการบริหารเป็นการภายในและอาจเสนอเป็นพระราชกฤษฎีกา นางจรวยพร ธรณินทร์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเสริมว่า นายกฯได้ฝากไว้หลายประเด็นที่จะให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำไปทำเป็นนโยบายเพื่อพัฒนาเยาวชนของประเทศ โดยเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงต้องการให้ ศธ. มีการปรับตัวในด้านการทำงานและหลักสูตรการเรียนการสอนที่จะนำไปใช้กับเด็กมีการปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนนี้ด้วย ซึ่งประเด็นแรกที่อยากให้ทำคือ ลดการทำงานแบบแยกส่วนภายใน 5 องค์กรหลักของ ศธ. เพราะการทำงานให้สำเร็จตามจุดมุ่งหวังได้นั้นต้องทำงานกันเป็นทีม โดยต้องมีการเชื่อมโยงภายในองค์กรเอง และการเชื่อมโยงภายนอกองค์กร ประเด็นต่อมาคือ ต้องการให้ ศธ. กำหนดคุณลักษณะของเด็กไทยว่าควรมีจุดเด่นอะไรบ้าง และนำมาพัฒนาศักยภาพในเยาวชน เพราะคุณภาพของคนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ ถ้าไม่มีพื้นฐานของคนในสังคมที่ดีก็ไม่สามารถไปแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ ซึ่งเราต้องก้าวไปถึงการพัฒนาระดับการใช้ความคิดและสมองที่เป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของสังคมให้ได้มากที่สุด นายกฯ ยังได้เน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ของเยาวชนไทยว่า การอ่านออกเขียนได้ในปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว แต่ต่อไปในอนาคตเด็กไทยจะต้องอ่านออกเขียนได้แบบโลกาภิวัตน์ โดยให้ผู้เรียนต้องอ่าน พูด เขียนภาษาตัวเอง และภาษาที่สองได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น ภาษาอังกฤษ พร้อมกันนี้จะต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ด้วย นอกจากนี้ในส่วนของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ยังฝากให้ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาหาคนเก่งหรือรู้จริงในแต่ละสาขาวิชา มาเป็นต้นแบบในการผลิตคนให้ตรงตามความต้องการของประเทศ เพื่อให้เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาตินับต่อจากนี้มีความรู้ลึก รู้จริงและสร้างประเทศให้มีศักยภาพต่อไปในภายภาคหน้าได้ ทั้งนี้ ในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมให้นักเรียนนักศึกษาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ อีกทั้งเมื่อเรียนไปแล้วพบว่าไม่เหมาะกันตนเองก็น่าจะมีการอนุญาตให้เปลี่ยนสาย หรือสาขาที่เรียนได้ “การใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการเรียนการสอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่นายกฯ ได้ฝากไว้โดยกล่าวว่า เร็ว ๆ นี้ ศธ. จะได้ฮาร์ดแวร์ดี ๆ เป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ฯลฯ แต่ก็ควรมีซอร์ฟแวร์ที่ดีด้วย โดยสนับสนุนโครงการที่ ศธ.จะทำคลังความรู้ทางอินเตอร์เน็ต โดยน่าจะมีการให้ค่าลิขสิทธิ์ของสื่อการเรียนการสอนจากอาจารย์ที่ทำเป็นโปรแกรมไว้ดีแล้ว เพื่อจูงใจให้อาจารย์เหล่านี้นำผลงานที่ดีมาเผยแพร่ให้เด็ก ๆ ได้ใช้ และยังเป็นทำให้ครู อาจารย์ทั่วประเทศมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย นอกจากนี้ นายกฯ ยังพูดถึงหลักสูตรการเรียนการสอนที่ควรเน้นให้มีการคิดวิเคราะห์ และมีการประเมินผลไปในตัว โดยอาจทำเป็นวิชาเฉพาะเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ขึ้นมา หรือนำเอาหลักการคิดวิเคราะห์ไปสอดแทรกในทุกวิชา ทุกระดับชั้นที่เรียน ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อในเยาวชนไทยเรียนรู้การคิดวิเคราะห์เป็นตั้งแต่เด็ก |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2549 22:16 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|