|
|
| วิทยานิพนธ์ดีเด่น มธ.ชำแหละ “รายการนายกฯ ทักษิณพบประชาชน” ชี้ผู้นำใช้อำนาจล้นฟ้าเพื่อพ่นลมปากผ่านรายการวิทยุ เขียนสคริปต์ล่วงหน้า ใช้คำพูดลบอคติที่มีต่อรัฐบาล แต่สร้างอคติให้กับสื่อมวลชนและฝ่ายตรงข้าม จนสังคมเชื่อข่าวลือไม่สนข้อเท็จจริง ฟันธงใช้รายการเพื่อแก้ตัวให้ตัวเอง
วันนี้ (29 ส.ค.) สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโครงการสัมมนาวิทยานิพนธ์ดีเด่นในรอบปี ซึ่งมีวิทยานิพนธ์ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 15 เรื่อง ซึ่งจำนวนนี้มีวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การแปลงสิทธิอำนาจเป็นอำนาจ ผ่านรายการวิทยุนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน ศึกษากรณีวิกฤตการความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมี น.ส.จิราภรณ์ เจริญเดช เป็นผู้จัดทำวิทยานิพนธ์เรื่องดังกล่าว น.ส.จิราภรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับการศึกษาครั้งนี้ พบว่า วิธีการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีพูดในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน” มีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการพูดเพื่อใช้ในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาลในแต่ละสัปดาห์ “ไม่เคยเห็นผู้นำประเทศไหนใช้วิทยุ หรือโทรทัศน์ในการชี้แจงผลงานของรัฐบาลเหมือนนายกฯ คนนี้ จึงเห็นอย่างชัดเจนว่า นายกฯ ใช้อำนาจผู้บริหารทำหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้ในการศึกษาวิทยานิพนธ์ฉบับนี้” ทั้งนี้ ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นวิธีการบริหาร การจัดการข่าว ข่าวสาร สถานการณ์ บุคคล องค์กร และนโยบายของนายกฯ โดยการใช้อำนาจ และกลยุทธ์ในการสื่อสารต่างๆ ต่อวิกฤตความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งวิธีการที่นายกฯ สอบทานการสื่อสารผ่านรายการวิทยุฯ ที่ใช้อยู่ ตลอดจนความเข้มแข็งของเหตุผลที่นำมาใช้ในการกล่าวอ้างแก้ตัว ดังนั้น ข้อสรุปจึงสะท้อนการสร้างภาพลักษณ์และกลยุทธ์ของการจัดการความจริง บนข้อเท็จจริงของวิกฤต การแสดงอำนาจและการแสดงความเป็นผู้นำ น.ส.จิราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า การศึกษาได้อ้างอิงหลักวิชาการ ซึ่งยืนยันต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้รู้ได้ว่า การวิเคราะห์คำพูดของนายกฯ ที่พูดในรายการได้ใช้หลักการทางวิชาการมาวิเคราะห์แล้วพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้อำนาจล้นฟ้า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นายกฯ คนนี้ พูดมากที่สุดเท่าที่มีหลักฐานปรากฏ และต้องขอบคุณเว็บของรัฐบาลและนายกฯ ที่ได้ถอดเทปคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกคำที่พูดผ่านรายการ ทำให้ไม่ต้องมานั่งถอดเทปเอง ซึ่งมีการค้นพบว่า นายกฯ ใช้รายการในการแก้ตัวเป็นอย่างมาก เช่น “เราจะกดดันจนถึงที่สุด เรียนให้ทราบว่า รัฐบาลนี้ใช้หลักเมตตาธรรมสุดๆ แต่ผู้ที่ทำผิดเราต้องใช้หลักของกฎหมายสุดๆ เหมือนกัน” “พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ช่องทางผ่านรายการ ลบอคติต่อรัฐบาล ขณะเดียวกัน ก็ใช้คำพูดโน้มน้าวใจให้ประชาชนเกิดอคติต่อสื่อมวลชน หรือฝ่ายตรงข้ามตนเอง ทำให้ประชาชนไม่เชื่อในสิ่งที่สื่อมวลชนนำเสนอ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แต่กลับเชื่อข่าวลือ เช่น มีตัวอย่างที่นายกฯ มักจะพูดกับสื่อว่า อย่าเขียนข่าวแบบ Play Up หรือทำข่าวให้ไกลเกินจริง โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เล่นข่าวเรื่องนี้เสียหายกับเรามาก” ทั้งนี้น.ส.จิราภรณ์ ยังเปิดเผยว่าจากการประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า 25 ปี พบว่าปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะใช้วิธีการแก้ไขด้วยความรุนแรงไม่ได้ โดยได้ไล่เรียงลำดับการเกิดความรุนแรงไว้ว่า ในปี 2543 เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งสิ้น 12 ครั้ง ปี 2544 เกิด 50 ครั้ง ปี 2545 เกิด 75 ครั้ง ปี 2546 เกิด 110 ครั้ง และปี 2547 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน เกิดมากถึง 1,253 ครั้ง จะเห็นได้ว่าในปีล่าสุดเกิดเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 9 เท่าของค่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สนใจมาทำวิทยานิพนธ์ดังกล่าว ในส่วนของงานวิจัยนั้นจะศึกษาวัจนกรรมในการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้หลากหลายกลยุทธ์โน้มน้าวทางการเมือง โดยทำการศึกษาการพูดของนายกรัฐมนตรีที่แสดงออกต่อเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 มกราคม 28 เมษายน และ 25 ตุลาคม 2547 โดยวิธีการศึกษาจะใช้การถอดจากเทปรายการวิทยุ ‘นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน’ ทั้งสิ้นจำนวน 52 บทความจาก 52 สัปดาห์ในปี 2547 โดยการศึกษา พบว่าวิธีการที่นายกฯ พูดในรายการมีการทำสคริปต์ไว้ล่วงหน้า และเป็นการพูดเพื่อชี้แจงผลงานของรัฐบาลในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งยังไม่เคยเห็นผู้นำในประเทศไหนใช้วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อต่างๆ ที่อยู่ในมือมากเท่ารัฐบาลชุดนี้ สำหรับในส่วนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ มักใช้ถ้อยคำที่มีอำนาจสูง การบอก การสั่ง การเร่งรัด การติดตาม ซึ่งคำพูดที่นายกฯ ชอบใช้อยู่เป็นประจำและได้ยินบ่อยมาก คือ ‘ขอสั่งให้…’ และในการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้นั้น ในผลการศึกษาคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณเชื่อว่าเป็นการผสมโรงของวัยรุ่นที่คึกคะนองและเชื่อว่ามีคนก่อการร้ายไม่เกิน 200 คน และยืนยันว่าจะหาตัวคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันเหตุการณ์ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายแต่อย่างใด อีกทั้ง ในเรื่องของการกล่าวตำหนิสื่อเป็นสิ่งที่นายกฯ กระทำบ่อยมาก คำพูดของนายกฯ มักชี้นำให้ประชาชนมีอคติต่อสื่อ ไม่ยอมรับฟังข้อเท็จจริง แต่ทำให้ประชาชนกลับไปเชื่อในข่าวลือแทน ในขณะเดียวกันชอบใช้คำพูดเพื่อโน้มน้าวใจประชาชนให้เชื่อมั่นในผลงานของรัฐบาล “สิ่งที่ชัดเจนในรายการวิทยุ นายกฯทักษิณคุยกับประชาชนคือนายกฯ ชอบพูดยืนยันและรับรองว่าสามารถทำได้ แก้ปัญหาได้ รวมทั้งการให้คำมั่นสัญญาต่างๆ เพื่อเป็นการปลอบประโลม สิ่งที่จะเป็นการลงมือทำนั้นนับเป็นถ้อยคำที่พูดออกมามากที่สุด ในขณะเดียวกันหากสื่อหรือคอลัมนิสต์เล่มไหนได้เขียนวิจารณ์การทำงานของนายกฯ ซึ่งได้อ้างจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ นายกฯ มักจะบอกว่าสื่อเหล่านั้นอคติ ซึ่งอยากให้ท่านนายกฯ ได้รับรู้ว่าการจัดทำวิทานิพนธ์ในครั้งนี้ได้วิเคราะห์คำพูดที่นายกสื่อออกไปในรายการซึ่งได้ใช้หลักวิชาการเข้ามาศึกษาเพื่อวิเคราะห์ว่าท่านได้ใช้อำนาจอย่างล้นฟ้าจริงๆ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่านายกฯคนนี้พูดมากที่สุดเท่าที่มีหลักฐานมา” นางสาวจิราภรณ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า การทำงานของนายกทักษิณ ชินวัตร จากผลการศึกษาพบว่าได้มีการใช้สิทธิการเป็นผู้นำใช้สื่อของรัฐในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ เหตุการณ์ซึ่งถือว่าใช้มากเกินความจำเป็น ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่การเลือกศึกษาในเฉพาะสื่อวิทยุและในส่วนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น อีกทั้งการศึกษายังพบว่าวัจนกรรมของนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันความเชื่อส่วนตัวว่าสาเหตุหลักของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ความยากจนอันเกิดจากความไม่พัฒนาและการด้อยโอกาสางการศึกษา ทำให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในแถบชายแดนภาคใต้ อีกทั้งยังพบว่าในการใช้อำนาจตามนโยบายของรัฐบาลสั่งงานเพื่อรักษาความสงบและแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่นั้น ได้มีการกำหนดแผนการปฏิบัติ 2 ระดับคือแผนเร่งด่วนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับช่วยเหลือประชากรที่ยากจนเพื่อลดปัญหาหนี้สินและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และแผนระยะยาวในปีงบประมาณของชาติต่อการจัดการการศึกษา โดยทั้งสองระบบนายกรัฐมนตรีแถลงว่าสามารถเริ่มต้นได้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้นนายกฯ ยังได้เสนอและแสดงความคิดสำคัญที่มีจุดหมายเพื่อยุติปัญหาของการก่อการร้ายที่ปรากฏอย่างชัดเจนกับเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น การฆ่าการทำร้ายเป็นรายวัน ขณะเดียวกันการศึกษายังแสดงถึงวัจนกรรมอื่นที่นายกฯ ได้ผลิตซ้ำพร้อมกับการใช้ความรู้สึกในการตัดสินเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ด้วยถ้อยคำต่างๆ เช่น ‘โจรกระจอก’ ซึ่งเป็นคำแก้ตัวต่อความเป็นอื่นของกลุ่มใดก็ตามที่ ‘พฤติกรรมเลวๆ’ และชี้ปัญหาว่า ‘ความแตกต่างด้านศาสนา’ ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น และการกำหนดนโยบายทุกอย่างเพื่อตอบสนอง ‘ความเป็นคนไทยที่เท่าเทียมกัน’ ด้านผศ.ดร.ทัศนีย์ บุนนาค อาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์กล่าวว่า เท่าที่สำรวจยังไม่พบผู้ทำการศึกษาเรื่องการวิเคราะห์คำพูดของผู้นำทั้งในไทยและต่างประเทศแต่อย่างไร ถือเป็นมิติใหม่ที่น่าจะต่อยอดต่อไป โดยวิธีการศึกษา วิเคราะห์ของนักศึกษาท่านนี้ได้ใช้หลักการทางวิชาเข้ามาเกี่ยวโยงทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นการยืนยันได้ถึงความน่าเชื่อถือของวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ ทั้งนี้ ในบทสรุปของกรทำวิทยานิพนธ์เรื่องดังกล่าวทำให้พบว่านายกรัฐมนตรีมีการใช้คำพูดผ่านสื่อมาก แต่คงไม่สามารถวัดระดับได้ว่ามากถึงเพียงใด แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาก็ถือว่าใช้คำพูดผ่านสื่อมากที่สุดเท่าที่มีมา เพราะยังไม่ปรากฏว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใดในประวัติศาสตร์ไทยจัดรายการวิทยุนายกฯ พบประชาชนอย่างนี้ “การจะใช้คำพูดในแต่ละครั้งต้องขึ้นอยู่ที่เหตุการณ์ด้วย เช่น ในต่างประเทศเองเขาจะออกมาพูดเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงหรือเรื่องใหญ่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ภายในประเทศ แต่บางครั้งในบางเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงมากๆ การเงียบไว้บ้างอาจจะเป็นผลดีมากกว่าการใช้คำพูด ถ้าสำหรับตัวท่านนายกฯ ทักษิณเองจะมองว่าท่านพูดมากไปหรือเปล่านั้นในทางวิชาการเรายังไม่มีสเกลเข้ามาวัดว่าอันไหนมากไปน้อยไป แต่หากจะเปรียบกับนายกฯ ในอดีตก็ถือว่าท่านใช้คำพูดผ่านสื่อได้มากสุดเพราะยังไม่มีนายกฯคนไหนเปิดรายการวิทยุหรือสื่อเพื่อคุยกับประชาชน” สำหรับเหตุผลที่ทำให้ได้รับวิทยานิพนธ์ดีเด่นมี 3ประการด้วยกันคือ 1.นักศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบในสไตล์แบบ Lexyco ซึ่งเป็นการจุลทรรศน์คำ ข้อความ แยกย่อยเพื่อพิจารณาวิเคราะห์เพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ยืนยันในทฤษฎีด้านวัจนกรรมและการสื่อสารทางการเมือง ตลอดจนมีศักยภาพในการจัดระบบคำ กลุ่มคำ วลี ข้อความสร้างเป็นกระบวนการทางความคิดที่มีความคิดริเริ่มโดยสาธิตให้เห็นแจ้งด้วยระเบียบวิธีวิจัย 2.งานวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ได้จัดระเบียบความคิดจนค้นพบรูปแบบใหม่ทางโครงสร้างทางปัญญาจนสามารถสรุปรวบยอดเป็นรูปแบบทางความคิดอันสำคัญที่สามารถใช้อ้างอิงต่อไป อาทิ การแปลงสิทธิอำนาจเป็นอำนาจเชิงโครงสร้างและเชิงวัจนกรรม ทำให้เห็นบูรณาการทางอำนาจใน 3 ฐานันดรที่ทำให้เปิดถึงอำนาจทุกระดับของรัฐ นอกจากนี้ยังใช้ความคิดรวบยอดสร้างสถาปัตยกรรมทางปัญญาออกมาเป็น 3 รูปแบบ ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางทฤษฎีได้คือ Polity-Policy,Hetero-Strategy Speech Act และ Multiple-Formulations ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเชิงวิชาการด้านการสื่อสารทางการเมือง และ 3.งานวิทยานิพนธ์นี้ นักศึกษาใช้ความพากเพียรตั้งใจที่จะค้นคว้าส่งเสริม “ศาสตร์” ให้ดำรงอยู่อย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่มีโอกาสที่จะเลือกช่องทางที่มิต้องทำวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษามีความมุ่งมั่นที่จะเจาะลึกในวิทยาการที่สนใจ เพื่อเปิดโลกทัศน์จากความรู้เป็นปัญญาในระดับหนึ่งด้วยความมุ่งมั่นที่จะค้นและคว้าจนลุล่วงไป แม้จะใช้งบประมาณเวลาที่สูง งบประมาณการเงินและจิตใจที่ใส่ลงไปในเนื้องาน นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนางสาวจิราภรณ์ นำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ดีเด่นเสร็จสิ้นลงและอยู่ในระหว่างรอตอบข้อซักถามของผู้เข้าฟังสัมมนามีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าฟังสัมมนาได้แสดงความคิดเห็นต่อวิทยานิพนธ์ดังกล่าวว่าเป็นการนำเสนอเพียงด้านลบของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเพียงด้านเดียวซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรม ทั้งที่จริงแล้วในคนคนหนึ่งไม่น่าจะเกิดมาเป็นคนเลวโดยกำเนิดทุกคนย่อมมีทั้งแง่บวกและลบ อย่างเช่นการทำงานของรัฐบาลชุดนี้นโยบายหลายอย่างเป็นเรื่องที่ดีน่าสนับสนุน ทั้งนี้แม้ตนจะไม่ได้รู้จักกับนายกฯเป็นการส่วนตัว แต่ก็เคยสัมผัสกับตัวจริงก่อนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันซึ่งก็ถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นคนรักพี่น้องพวกพ้องและด้วยบริวาลที่อยู่รอบข้างมีคนหลายประเภททั้งดีและไม่ดีฉะนั้นจึงเกิดการเอนเอียงไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดีไปทั้งหมด จึงอยากให้ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องดังกล่าวนี้ได้นำเสนอในแง่ดีควบคู่กันด้วย ถ้ามัวแต่มานั่งตำหนิกันอย่างนี้คนทำหน้าที่ดีก็หมดกำลังใจจนอาจกลายเป็นคนเลวได้ในที่สุด |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2549 14:42 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|