|
|
| นักวิชาการสับเละ! การปฏิรูปการศึกษาของพรรคไทยรักไทย ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาล้มเหลว ไม่จริงใจ หยามผลงานเด่นของระบอบทักษิณด้านการศึกษา คือ ข้อสอบรั่ว ปัญหาโอเน็ต-เอเน็ต แจกรถจักรยาน ทุนหวย ขึ้นเงินเดือนครู ระบุคิดใหม่ทำใหม่ ที่แท้เป็นเพียงการพูดอย่างทำอย่าง ชี้พรุ่งนี้อาจสายเสียแล้วหากหวังให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ใหม่
วันนี้ (29 ส.ค.) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย ร่วมกับสถาบันสหสวรรษ จัดเสวนาประชาชนเรื่อง “สร้างบ้านแปงเมือง…ปฏิรูปการศึกษา” พร้อมเสนอแนะแนวทางออกการปฏิรูปการศึกษา ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ กรรมการผู้อำนวนการสถาบันสหสวรรษ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังมากกับการปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยวางฟอร์มใหญ่ ชี้แนวทางการปฏิรูปการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เรื่อง ต้องฉีก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติทิ้งแล้วแก้ไขใหม่ ขณะเดียวกัน พรรคไทยรักไทยเองกลับใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ เปลืองถึง 6 คน โดยที่ 1 ใน 6 คนนั้นมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย แต่สุดท้ายการปฏิรูป แก้ไขปัญหาก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผลงานเด่นๆ ของรัฐบาลทักษิณด้านการศึกษาจึงมีประมาณ 3-4 ชิ้น เช่น ข้อสอบรั่ว ปัญหาโอเน็ต-เอเน็ต แจกรถจักรยาน ทุนหวย ขึ้นเงินเดือนครู เหล่านี้คือวิธีการปฏิรูปการศึกษาในระบอบทักษิณ “คิดใหม่ทำใหม่ ที่แท้เป็นเพียงการพูดอย่างทำอย่าง ไม่เคยมีเจตนาดูแลปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจของประเทศอย่างจริงจัง ถูกต้อง ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่เคยเริ่มขึ้นเลย เพราะการศึกษาไม่ให้ผลประโยชน์ทางการเมือง นโยบายประชานิยมที่แท้จริงเป็นสิ่งดี ที่จะต้องนำประชาชนมาเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหา แต่ประชานิยมระบอบทักษิณเป็นเรื่องจอมปลอม ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทิ้งไว้ก็ไม่เป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง โดยที่เนื้อหาใน พ.ร.บ.100 กว่ามาตรามิได้พูดถึงการปฏิรูปการศึกษาเลย เพียงแต่เป็นการปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษาเท่านั้น วิธีคิดก็ผิด เมื่อมีการยุบหน่วยงานในการตัดสินใจแล้วแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการมาดูแลแทน ต้องผ่านคณะกรรมการ ไม่ช่วยให้เกิดความรอบคอบ แต่ทำให้การทำงานเชื่องช้า หาคนรับผิดชอบไม่ได้ มีคณะกรรมการไว้เป็นไม้ประดับ แถมยังใช้คนผิด นำนักการศึกษามาบริหารกระทรวง ซึ่งนักการศึกษาควรจะเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนการทำงานเท่านั้น ที่สำคัญ ภายในระบบราชการ ถ้าปฏิรูปอย่าให้การศึกษาเป็นธุระของกระทรวงการศึกษาฯอย่างเดียว ด้านศ.ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง นักวิชาการ กล่าวว่า ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ให้บทเรียนกับประชาชนคนไทย ความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งหลาย จึงทำให้เกิดเป็นเครือข่ายประชาชนในการเรียนรู้ เกิดห้องเรียนขนาดใหญ่อย่างท้องสนามหลวง ลานพระบรมรูปทรงม้า ข้างทำเนียบ หรือสวนลุมฯ เป็นชั้นเรียนให้เราได้ติดตามข่าวสาร เกิดความคิด ความเห็น และในที่สุดก็รู้เท่าทันระบอบทักษิณ “ส่วนการปฏิรูปการศึกษาของเราไปไม่ถึงไหน ไม่เพียงประเทศไทยประเทศเดียว ทั่วโลกก็กำลังประสบปัญหาเดียวกัน ขณะเดียวกัน กระแสทั่วโลกบังคับให้เราต้องเรียนรู้รวดเร็ว เท่าทันกับระบบทุนนิยม อำนาจนิยม บริโภคนิยม ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนที่สุขสบายบนความทุกข์ยากของคนเป็นพันๆ ล้าน ความร้ายกาจที่แท้จริง คือ ความโลภของมนุษย์ ซึ่งเราคงไม่สามารถรอการปฏิรูปการศึกษาได้ พรุ่งนี้อาจจะสายเสียแล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ ทุกคนควรเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ใหม่ โดยเรียนรู้ไปด้วยกัน จับมือกันไปเป็นหัวใจของการปฏิรูป” ศ.ดร.เอกวิทย์ กล่าวต่อว่า ไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก ควรเรียนรู้ 3 เรื่องด้วยกัน คือ การเรียนรู้พุทธิปัญญา ทักษะเฉพาะทางด้านต่างๆ และระบบคุณค่าการยอมรับกัน แม้ว่าจะเลือกระบบการเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราสามารถวิเคราะห์แยกแยะความรู้ได้ ไม่มีใครสามารถบังคับใหเรียนรู้เข้าใจได้ แต่การเรียนรู้ต้องออกมาจากความต้องการจากก้นบึ้งของจิตใจ เรียกว่า เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เป็นคนดีและเป็นคนเก่งประกอบกัน ขณะที่ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วันนี้เราจะไม่ด่าวิกฤต แต่จะหาทางฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน การปฏิรูปการศึกษาคงจะไม่เป็นผล หากกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนยังสัมพันธ์กันเชิงอำนาจ ไม่ใช่หลักเหตุผล ทุกวันนี้ครูเก่งมีมาก แต่ถูกระบบกดทับไว้ ทำให้กระบวนความคิดสร้างสรรค์หดหายตีบตันไปหมด “วันก่อนได้มีโอกาสพบกับ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้พูดถึงครูที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นแห่งชาติ ท่านบอกว่าครูที่ได้รับรางวัลมีสิ่งที่เหมือนกัน 3 ข้อ คือ เป็นครูที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นครูอย่างรุนแรง รักเด็กๆ โดยไม่มีเงื่อนไข และไม่จำนนต่อระบบราชการ สามารถคิดนอกกรอบเป็นขบถเล็กๆ ซึ่งโครงการทีชเชอร์วอช ซึ่งเป็นการจับตาสถานการณ์ครู พบว่า มีครู 56% ที่อยากเออลีรีไทร์ ถ้ามีการเปิดให้เออลีอีก ขณะที่เกือบ 30% อยากเปลี่ยนอาชีพอื่น จึงพบว่ามีครูไม่ถึงครึ่งประเทศที่มุ่งมั่นอยากเป็นครูจริงๆ ขณะที่ 90% อยากได้ไม้เรียวคืน ทำให้เห็นว่าครูยังไม่เข้าใจมาตรการของกระทรวงที่สั่งการมาและไม่มีวิธีการจัดการกับเด็ก” ดร.อมรวิชช์ ยังได้เสนอ 3 ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปการศึกษา คือ 1.ปฏิรูปแบบไม่ปฏิรูป คือ เปิดพื้นที่ให้โอกาสบุคลากรเครือข่ายในการปฏิรูปตัวเองกระทรวงเพียงสนับสนุน หยุดการบัญชาการ 2.ติดตามแบบไม่ติดตาม คือ ไม่ติดตามประเมินผลโดยคนของกระทรวง แต่ควรมีหน่วยงานเฉพาะที่รับหน้าที่ตามดูข้อมูลเพื่อเป็นรูปธรรมมากขึ้น และ 3.รับผิดชอบแบบไม่รับผิดชอบ คือ ทุกหน่วยงานควรมีส่วนในการปฏิรูปการศึกษา ทุกคนอยากให้เด็กเป็นเด็กดี เก่ง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของทุกคน โรงเรียนมีส่วนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ซึ่งไม่พอ ครอบครัว สื่อ สังคม มีส่วนสำคัญมากในการแก้ปัญหาเด็ก เยาวชน สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก และอย่าหวังพึ่งสถานศึกษามากเกินไป |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2549 18:12 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|