[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

บทความน่ารู้ : รูปแบบความวุ่นวายใจที่ซ้ำซากของมนุษย์

          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสังคมในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน ดังนั้นเราจึงควรมีวิธีการประคับ ประคองจิตใจ เมื่อประสบวิกฤตการณ์ในชีวิต โดยเรื่องราวที่น่าสนใจเหล่านี้ นำมาจากหนังสือ Think Like a Shrink แต่งโดย Emanuel Rosen ซึ่งเป็นจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา ได้รวบรวมประสบการณ์จากการดูแลและพบปะพูดคุยกับผู้ที่มารับคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิต โดยแนวความคิดหลัก ๆ ในการดำรงชีวิตมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ให้คิดเสมอว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์และก็ยังเป็นมนุษย์อยู่วันยังค่ำ

    กล่าวคือ มนุษย์ส่วนใหญ่มักคาดหวังสิ่งต่าง ๆ จากผู้อื่น ซึ่งทำให้เป็นทุกข์ เช่นหัวหน้าเราเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา เขาน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งในชีวิตจริงเมื่อไม่เป็นตามที่คาดไว้ จะทำให้เกิดความผิดหวัง และกล่าวโทษผู้อื่นได้ ดังนั้น จึงให้คิดเสียว่า มนุษย์มักมีเรื่องที่ชอบและไม่ชอบคล้าย ๆ กัน หากเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้หลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งได้ และอย่าคิดว่า ผู้อื่นจะทำอะไรให้เราบ้าง แต่ให้คิดว่าเราจะทำสิ่งใดเพื่อผู้อื่นได้บ้าง

2. มนุษย์ทุกคนสวมหน้ากากเข้าหากันทั้งสิ้น

    เนื่องจากทุกคนมีบทบาทในหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบต่าง ๆ ทำให้มนุษย์มักสร้างภาพตามบุคลิกภาพในอุดมคติของตนเองเสมอ แต่ทว่าข้างในจิตใจนั้น เป็นได้อย่างที่สร้างภาพไว้หรือไม่ ดังนั้น ในการมองคนให้มองลึกเข้าไปภายใต้หน้ากาก อย่าตัดสินแต่เพียงภายนอกที่สายตามองเห็นเท่านั้น และมีคำแนะนำว่าให้สังเกตเวลาที่คน ๆ นั้น อยู่ใกล้คนใกล้ชิด เพราะไม่ต้องระวังตัว จึงจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา

3. ครอบครัวคือสายใยที่จะผูกพันกับเราไปตลอดชีวิต

    ดังนั้น หากจะทำสิ่งใดก็ตามกับคนในครอบครัวให้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เพราะเขาจะต้องอยู่กับเราไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ถ้าเราทำแต่สิ่งดี ๆ ความสุขก็จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต มนุษย์ส่วนใหญ่มักมองข้ามคนที่ใกล้ชิด ยิ่งสนิทเท่าไร ความเกรงใจยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะคนที่ใกล้ชิดเรานั้นสามารถมีผลต่อสภาวะทางจิตใจของเราได้มากกว่าคนภายนอก ดังนั้น ถ้ายิ่งใกล้ชิดใครต้องยิ่งระมัดระวังความสัมพันธ์ให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

4.ให้ระมัดระวังบุคคลที่ไม่มีใครคบ

    คนที่ไม่สามารถคงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้นั้น เช่นเพื่อนไม่คบ มีแฟนกี่คนก็เลิกกัน อยู่กันไม่ยืด ชอบหาเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเสียสละไม่เป็น อดทนเพื่อผู้อื่นไม่เป็น ขาดความเมตตา ซึ่งหากจำเป็นจะต้องร่วมงานให้ระมัดระวังให้ดี

5. การวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดการสร้างสรรค์ จะเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีได้

    ดังนั้น หากจะวิจารณ์ใคร ถ้าหากยังมองไม่เห็นข้อดีของบุคคลนั้น ให้หยุดการวิจารณ์ไว้ก่อน เพราะการมองไม่เห็นจุดดีแสดงว่าเรามีอคติต่อบุคคลนั้นอยู่ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และในการวิพากษ์วิจารณ์นั้นให้กล่าวถึงจุดดีก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงจุดบกพร่องเพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่ชอบถูกวิจารณ์ เราต้องพูดจุดดีให้เขายอมเปิดใจก่อน เขาจึงจะยอมรับจุดเสียได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้วิจารณ์ต้องรู้ตนเองว่า การพูดในครั้งนี้ จะเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์เท่านั้น

6.คนที่ผันตนเองออกจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว เป็นคนที่มีความสามารถจริงหรือ

    การที่คนเราสามารถพลิกผันตนเองออกจากวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็วนั้น มีอยู่สองประเภท คือ คนที่สามารถปล่อยวางปัญหาหลังจากผ่านการพิจารณาถึงข้อแก้ไขมาอย่างถ้วนถี่แล้ว สุดความสามารถแล้วจึงปล่อยวาง กับอีกประเภทคือ พวกหนีปัญหา ชอบคิดอะไรตื้น ๆ ไม่ลึกซึ้ง คิดพอให้ปัญหามันผ่าน ๆ ไป ซึ่งเราต้องแยกให้ออก เพราะพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้โอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นแทบจะไม่มี

7. การแยกตัวจากสังคมเป็นการฝึกให้เราเป็นคนหนีปัญหา

    เพราะการแยกตัวโดดเดี่ยวจากสังคมทำให้ความสามารถในการต่อสู้และแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ไม่พัฒนา เช่นหากเราไม่โดนเพื่อนเอารัดเอาเปรียบเราก็จะไม่รู้ว่า เราเป็นคนที่รู้จักพลิกสถานการณ์หรือไม่ เราสามารถต่อสู้ภายใต้ภาวะความกดดันได้หรือเปล่า ดังนั้น หากเราฝึกที่จะแยกตัวไปโดดเดี่ยวจะทำให้เราแก้ไขปัญหาไม่เป็น ไม่รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งตราบใดที่ยังต้องอาศัยอยู่ในสังคม การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

8. ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก

    หากสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าสุขหรือทุกข์มักจะเกิดจากสาเหตุเดิม ๆ เพียงแต่เปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้นเอง เช่นเด็กที่ถูกเพื่อนแกล้งตั้งแต่ชั้นประถม พอเข้ามัธยมก็มักจะโดนแกล้งอีก เมื่อเข้ามาทำงานก็จะโดนเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ หากมองดี ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ เกิดจากปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ หรือวิธีการแสดงตัวตนของเราต่อคนภายนอก ซึ่งตรงจุดนี้เรามักไม่รู้ตัว จริง ๆ แล้วมันคือสัญญาณที่บอกว่า นั่นคือปัญหาหลักในชีวิตของเรา การแก้ไขนั้นทำไม่ง่ายนัก ต้องใช้ทั้งสติและความตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านั้นให้ได้

9. การกระทำใด ๆ ที่เกินพอดีมักนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดี

    เพราะถ้าเราตั้งใจทำสิ่งใดมากๆ เรามักจะจับจ้องอยู่แต่ที่เป้าหมาย แต่มักลืมมองในแต่ละก้าวในปัจจุบันที่กำลังก้าวไปสู่จุดหมายนั้นว่า อยู่ในทิศทางใด ซึ่งตรงกับหลักทางพุทธศาสนาที่ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเรารู้เป้าหมายว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไรแล้ว ให้มองย้อนกลับมาว่า เราต้องทำสิ่งใดบ้างถึงจะทำให้ถึงจุดนั้นได้ และมาเริ่มตั้งแต่วันนี้แต่ใส่ใจกับทุก ๆ วันว่าเรากำลังทำในสิ่งที่จะพาไปสู่จุดหมาย หรือว่าเรากำลังติดหล่มกับสิ่งที่ไร้สาระอยู่หรือไม่

10. คนเรามีปัญหามักคิดซ้ำไปซ้ำมา

    ส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะแก้ปัญหาดีหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ไม่ได้ก่อให้เกิดหนทางแก้ไขใด ๆ เลย ทางที่ดีแล้วควรจะคิดว่าถ้าการทำหรือไม่ทำสิ่งใด ๆ แล้วผลที่ตามมาเป็นอย่างไร เราจะรับได้หรือไม่

11. การกระทำมักจะเกิดผลชัดเจนมากกว่าคำพูด

    การศึกษานิสัยคน ควรจะตัดสินจากการกระทำมากกว่าคำพูด ให้ลองสังเกตว่าสิ่งที่เขากระทำตรงกับสิ่งที่พูดหรือไม่ หรือถ้าจำเป็นจะต้องดูแค่คำพูด ก็ไม่ต้องสนใจว่าเขาพูดอะไร แต่ให้ใส่ใจว่าทำไมจึงพูดเช่นนั้นมากกว่า

12. ให้ระวังคนที่พูดในเชิงปฏิเสธมาก่อนที่เรายังไม่ทันได้ตั้งคำถาม

    ตัวอย่างเช่น คนที่คอยพูดอยู่เสมอว่า ไม่เคยเอาเปรียบใครเลย ไม่เคยโกหกอะไรเลย ให้ระวังให้มาก เพราะคนประเภทนี้มักไม่แน่ใจว่าตนเป็นอย่างที่ตนเป็นแบบที่พูดหรือไม่

13. การขอร้องให้ใครทำอะไรด้วยวิธีสุภาพ มักจะได้ผลมากกว่าการออกคำสั่ง

    เนื่องจากมนุษย์เรามักชอบคำพูดที่นุ่มนวลมากกกว่าคำพูดที่แข็งกระด้าง ดังนั้น ในการจะขอร้องให้ใครทำอะไร ต้องพยายามชี้ให้เห็นว่า เขาได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะมนุษย์มักจะมองเห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเขาเปิดใจแล้ว เขาจึงจะยินยอมทำตามในสิ่งที่เราขอร้องอย่างเต็มใจ

14. ตราบใดที่ความคิดที่ไม่ดี จำกัดอยู่แค่ในสมอง ยังไม่เปลี่ยนไปเป็นการกระทำ ย่อมไม่เป็นอันตราย

    แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นการกระทำ ความหายนะจึงเกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นข้อแตกต่างระหว่างคนดีและคนเลว เนื่องจากคนดีคิดแต่ไม่สามารถกระทำได้ แต่คนเลวทำโดยปราศจากความคิด

15. คนที่มีเสน่ห์อาจจะอยู่ในคราบของผู้ร้ายได้

      ปกติแล้วคนเรามักตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่เราไม่ควรตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะคนที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป

16. อย่าว่ายน้ำกับปลาฉลาม ยกเว้นจะอยู่ในสระที่ใหญ่เพียงพอ

    ปลาฉลามในที่นี่หมายถึง คนที่มีความสามารถในการทำงานมากๆ แต่มีความหลงตัวเองและเห็นแก่ตัว ซึ่งคนประเภทนี้ เราควรจะหลีกเลี่ยง

              - ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์

              - อย่าต่อสู้กับคนประเภทนี้แบบตัวต่อตัว เพราะหากเขาย้อนกลับมาทำร้ายเรา เราจะไม่มี ทางสู้ เพราะคนจำพวกนี้มีความสามารถสูงในทุกด้าน

              - ไม่ต้องหวังว่าเขาจะขอบคุณเรา หากว่าเราให้ความช่วยเหลือเขา เพราะเขาจะคิดเสมอว่า เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เขาอยู่แล้ว

              - อย่าแต่งงานกับคนประเภทนี้ อย่าไว้วางใจบุคคลจำพวกนี้

              - อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับตนเอง เพราะอาจจะพูดเกินความจริง

17. ถึงแม้ว่าการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายจะหยุดนิ่งแล้วก็ตาม ก็ไม่ควรหยุดพัฒนาวุฒิภาวะทางด้านจิตใจ

      ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่บางคนมักยึดเอาความคิดในวัยเยาว์มาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ส่งผลให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ขาดเหตุผล ซึ่งทำให้เป็นปัญหาในการร่วมงานกับผู้อื่น

18. เด็กที่ได้รับการทะนุถนอมจนเกินควร เมื่อโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจเลย หรือคิดเองไม่เป็น

      ดังนั้น การเลี้ยงดูลูกหลานควรจะต้องฝึกให้รู้จักคิดเองและให้รู้จักความลำบาก ให้รู้จักอดทน ทำอะไรด้วยตนเอง เมื่อเกิดปัญหาเขาจึงจะเป็นผู้ใหญ่ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

19. หากต้องการจะประสบความสำเร็จ ต้องสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวให้ได้เสียก่อน

      ดังนั้นเราต้องหาความกลัวจากภายในให้ได้เสียก่อน แล้วเอาชนะให้ได้ เนื่องจากสิ่งนั้นคือกุญแจแห่งความสำเร็จ และจะทำให้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งการจะมองเห็นได้นั้น ต้องอาศัยภาวะที่จิตนิ่งและสงบ

20. ความสามารถในการยอมรับในสิ่งที่เราเรียกว่าความสุขนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง

      มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ตราบใดที่เรายอมรับมันไม่ได้ เราก็จะไม่รู้จักความสุขที่แท้จริงความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการที่ได้รับในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ เพราะในชีวิตจริงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้ทุกๆอย่าง ดังนั้นความสุขที่แท้จริงคือความสามารถที่จะปล่อยวางจากความทุกข์หรือสิ่งที่เราไม่สบายใจ หรือสิ่งที่เราอยากได้แต่ไม่ได้ตามนั้น





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: Dr.Boonchai.com

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง