|
|
|
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ถูกตีกลับว่า ความผิดพลาดในการเสนอร่างกฎหมายนำขึ้นทูลเกล้าฯ เกิดขึ้นมาตลอด ตั้งแต่ตนเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนับ 10 ปี ซึ่งที่พบอยู่เสมอคือ ความผิดพลาดที่มาจากรัฐสภาแล้วส่งมายังรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็จำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล่าฯ ทั้งที่รู้ว่ายังมีข้อผิดพลาด เนื่องจากกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้แก้ไข เมื่อสภาส่งมาอย่างไร รัฐบาลก็ต้องเสนอไปอย่างนั้น ได้แต่ถวายข้อสังเกตว่ามีความผิดเช่นนี้ เตรียมแนบท้ายเงินเดือนครูเข้าสภา “เรื่องเงินเดือนครู ตอนแรกไม่ได้แนบบัญชีเงินเดือนครูมาด้วย เพราะห่วงว่าจะกระทบต่อระบบงบประมาณของหน่วยราชการอื่น เพราะถ้าระบุตัวเลขเงินเดือนครูเข้าไป จะเกิดคำถามจากข้าราชการอื่น ๆ ทำให้เกิดความลักลั่นขึ้นในระบบ ซึ่งตอนนั้นตัวเลขยังไม่นิ่ง แต่ตอนนี้นิ่งแล้ว สามารถขึ้นเงินเดือนให้กับครูก่อนได้ ขอให้จับตาดูก็แล้วกัน เมื่อร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสภา รัฐบาลจะแนบบัญชีเงินเดือนครูไปด้วย” นายวิษณุ กล่าวว่า การเสนอร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่ทุกมาตรา เพียงแต่แก้ไขจุดที่ผิดพลาด ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เปิดสภาเมื่อใดก็เสนอเข้าไปได้ทันที นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า ได้เสนอให้สำนักงบประมาณ ไปตรวจสอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่งว่า ใช้งบประมาณเท่าไร มีวิธีการที่จะลดงบส่วนนี้ได้อย่างไร ซึ่งสำนักงบประมาณได้เสนอวิธีการ ด้วยการเปลี่ยนให้เป็นการเช่ารถแทน เป็นระยะเวลาหนึ่งปี แต่ความเห็นครม.เห็นว่า น่าจะเป็น 5 ปี จึงได้เสนอว่า ต่อไปน่าจะมีวิธีการให้ข้าราชการมีทางเลือกว่าจะเอารถ หรือจะเอาเงิน อย่างเช่นระดับซี 11 จะได้รับ 43,999 บาท ซี 10 จะได้รับ 33,000 บาท ซี 9 ได้รับ 23,000 บาท กำลังให้กระทรวงการคลังไปดูเรื่องภาษี เพราะอาจจะมีการบวกภาษีเข้าไปด้วยอาจจะทำให้ได้รับเงินมากขึ้น กำลังศึกษาในรายละเอียด และนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.อีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 1 ม.ค. 2547 ‘สิริกร’ยันไม่กดดัน นางสิริกร มณีรินทร์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่าไม่รู้สึกกดดันในการเรียกร้องให้ลาออกจากความผิดพลาดของร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะในฐานะฝ่ายบริหาร ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติได้ ถ้าถามความรับผิดชอบ ขณะนี้ตนเคารพในมติของสภาผู้แทนราษฎร และมีหน้าที่จะต้องนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กลับมาหารือกับ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อดำเนินการต่อไป ใน 2 เรื่อง คือ แก้ไขส่วนที่ผิดพลาด 13 จุด และขยายความคำว่า ข้าราชการครูให้ครอบคลุมถึงข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตามมติ ครม. นอกจากนี้จะต้องวิเคราะห์ถึงการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษา ขณะที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ โดยต้องกำกับดูแลให้มีการใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู 2523 เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ส่วนความรับผิดชอบต่อหน้าที่ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสิน นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จะเดินหน้าทำงานต่อไป ไม่อยากเสียเวลาทะเลาะกัน ส่วนการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่สภาอีกครั้ง คาดว่าจะผ่านเป็นกฎหมายได้ในปี 2547 โดยขณะนี้ จะนำ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู 2523 มาใช้ต่ออ จากการตรวจสอบพบว่า สามารถนำมาปฎิบัติงานได้ และกฎคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ที่ออกตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว สามารถบังคับใช้ได้ 80 % ที่เหลือ จะต้องปรับปรุง ขณะนี้ได้ยกร่างกฎ ก.ค.แล้ว 20 ฉบับ จะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ก่อนนำเข้า ครม.วันที่ 2 ธ.ค.ต่อไป ดังนั้น ครูที่กำลังสับสนจะมีความชัดเจนในการทำงานมากขึ้นว่าจะสามารถุทำงานได้ วิปรัฐบาลระบุไม่เกี่ยว นายอดิศร เพียงเกษ รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมร่าง พ.ร.บ.ครูฯฉบับใหม่ เพื่อเสนอเข้าสภาฯอีกครั้ง โดยเขาได้เสนอต่อสมาชิกพรรคไทยรักไทย ว่า ควรจะให้พรรคไทยรักไทยได้เสนอร่างเข้าสภาฯด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับร่างของรัฐบาล ทั้งนี้ รัฐบาลจะนำร่างเดิมเข้ามาหรือไม่ คงต้องเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนข้อเสนอเรื่องบัญชีแนบท้ายเงินเดือนครู ที่วุฒิสภาและฝ่ายค้านเสนอนั้น รัฐบาลคงไม่ต้องถึงกับนับหนึ่งใหม่ เพราะในการพิจารณาที่ผ่านมา มีการประมวลข้อมูลจนเพียงพอแล้ว และมีการเสนอบัญชีดังกล่าวเป็นกฎหมายพิเศษ ด้วย ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ นางสิริกรณ์ มณีรินทร์ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น นายอดิศร กล่าวว่า การพิจารณากฎหมายเป็นไปตามขั้นตอน ฝ่ายค้านอย่ามาเรียกร้องมากเกินไป ควรยืนอยู่ในสิ่งที่มีประโยชน์ สำหรับข้อเสนอเรื่องการทำประชาพิจารณ์นั้น หากรัฐบาลมัวแต่มาฟังเสียงฝ่ายค้านก็ไม่ต้องทำอะไร นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยเป็นเสียงข้างมาก ก็คงรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาล จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง นายอดิศร ในฐานะรองประธานวิป รัฐบาล กล่าวว่า วิปมีหน้าที่ในการจัดระเบียบวาระการประชุม ซึ่งจะพิจารณาว่า ตามระเบียบวาระในสภา เสียงส่วนใหญ่ควรมีมติอย่างไร ซึ่งวิปได้ทำหน้าที่อย่างครบถ้วนแล้ว แต่ในเรื่องของถ้อยคำในร่าง พ.ร.บ. เป็นเรื่องของสภา และรัฐบาล ไม่ใช่หน้าที่ของวิป หากวิปทำผิดอะไรคงลาออกไปแล้ว ไม่ต้องมาบอก อย่างไรก็ตาม วิปรัฐบาลคงต้องมีการปรับปรุงบ้าง หลังจาก พรรคชาติพัฒนาออกจากรัฐบาล แต่ไม่ใช่การปรับปรุงการทำงาน และการที่วิปจะทำเกินหน้าที่ของตัวเอง จะถูกกล่าวว่า เป็นรัฐมนตรีได้ ลดกมธ.เหลือ20-ตั้งฝ่ายกม.เฉพาะ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย วิปรัฐบาล กล่าวว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้ อย่าไปโทษฝ่ายใด เมื่อผิดพลาดแล้วก็มีการปรับปรุงแก้ไข และต้องขอชื่นชมรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ที่กล้าออกมายอมรับว่า กฎหมายมีข้อบกพร่อง หากเป็นรัฐบาลสมัยก่อนๆ คงมีการปิดบัง หรือบิดเบือน แต่รัฐบาลนี้กล้ารับผิด ส่วนการทำงานของวิปรัฐบาล ที่ถูกวิจารณ์ว่า บกพร่องในการทำงานนั้น ขอยืนยันว่า ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ แต่วิธีการทำงานคงต้องมีการทบทวนใหม่ ซึ่งนายเสนาะ เทียนทอง ประธานวิปรัฐบาล ได้รับทราบปัญหาแล้ว และจะมีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นายวิชิต กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีวิปรัฐบาล 50 คน ที่ปรึกษา 8 คน อาจต้องมีการแบ่งกลุ่มการทำงานใหม่เป็นกลุ่มละ 5 คน เพื่อแยกดูกฎหมายในแต่ละกระทรวง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก นอกจากนั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือยุบคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาฯ ซึ่งมีอยู่ 31คณะ ที่เห็นว่ามากเกินไป ซึ่งอาจยุบให้เหลือ 20 คณะ และกำหนดให้ ส.ส.เป็นกรรมาธิการได้เพียงคนละ 1 คณะ เพื่อจะได้มีเวลาทำงาน และดูรายละเอียดของกฎหมายได้มากขึ้น จะได้ไม่ต้องวิ่งรอกประชุมหลายคณะ นอกจากนั้น วิปรัฐบาลยังได้หารือกับ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาฯ เสนอให้มีแผนก กฎหมาย เพื่อตรวจสอบกฎหมายที่ผ่านสภาฯให้ละเอียดมากขึ้น จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก โดยขณะนี้เรื่องการปรับปรุงคณะกรรมาธิการ และการตั้งแผนกกฎหมายกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ฝ่ายค้านจี้ซ้ำให้‘สิริกร’ลาออก นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า เท่าที่ดูประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เห็นว่ายังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ โดยแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลก็ตระหนักในความสำคัญ แต่ระบบรัฐสภาไม่เปิดช่องให้รัฐบาลแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งความจริงไม่ถึงขนาดนั้น และเห็นว่า การโยงเช่นนี้ เป็นการปัดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการโยงเอา ส.ว.เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ ส.ว.ไม่ได้มีส่วนในความผิดพลาดดังกล่าว เนื่องจาก ส.ว.แก้ไขร่างที่มีปัญหาภายในระบบคณะกรรมาธิการร่วม แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วยเอง และกรณีนี้จะดึงฝ่ายค้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็คงไม่ได้ เพราะข้อผิดพลาด บกพร่องทั้งหลาย ฝ่ายค้านได้ชี้ให้เห็นแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ “รัฐบาลต้องรับ มากกว่าที่จะแบ่งรับแบ่งสู้ และสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นาง สิริกร มณีรินทร์ รมช. ศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมาธิการร่วมฯด้วย ฉะนั้นความผิดพลาดบกพร่องทั้งหมด ท่านก็รู้อยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องอย่างนี้จะโยนมาที่สภา บอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวไม่ได้ แต่ท่านจะรับผิดชอบขนาดไหน อย่างไร และการที่ส.ส.บางท่านเรียกร้องให้ นางสิริกร ลาออก ก็มีเหตุผลเหมือนกัน เพราะท่านเป็น ประธานกรรมาธิการฯ ส่วนกฎหมายนั้น ตอนนี้ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นแล้ว ต้องเสนอร่างใหม่ขึ้นใหม่ แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลยังรับผิดชอบน้อยเกินไป” นายบัญญัติ กล่าว ส่วนที่ส.ส.รัฐบาลบางคนระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากระบบ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯได้นั้น นายบัญญัติ กล่าวว่า ระบบเช่นนี้ เป็นระบบที่ผ่านการกลั่นกรองมานานมากแล้ว และเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว16 ฉบับ ซึ่งทั้ง16 ฉบับ ก็ไม่เคยมองว่า ตรงนี้มีปัญหา ดังนั้นปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบ แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลฟังคนอื่นหรือไม่ เพราะได้มีการทักท้วงแล้วทั้งในชั้นกรรมาธิการฯ และในที่ประชุมสภา อีกทั้งวุฒิสภายังแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวให้แล้ว โดยทำเป็นร่างฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งสมบูรณ์กว่า แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย แล้วจะมาบอกว่าเป็นความผิดพลาดของระบบคงไม่ได้ เย้ย‘สิริกร’ไม่มีวุฒิภาวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีผลกระทบที่ตามมาคือ นอกจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทฉบับหนึ่งจะต้องล่าช้าออกไปแล้ว ก็จะส่งผลให้พ.ร.บ.เงินเดือนครู ก็ไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาได้ด้วย ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อไปถึงการปฏิรูปการศึกษา และเงินเดือนครูด้วย ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามถ่วงเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว ท้ายที่สุดแล้วการปฏิรูปการศึกษาก็จะเกิดความเสียหาย และครูจะเสียประโยชน์ไปด้วย นอกจากนี้ยังถือเป็นบทเรียนของการใช้เสียงข้างมากลากไป โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางนิติบัญญัติ ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ นางสิริกร ออกมาแสดงความรับผิดชอบนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า นางสิริกร คงไม่ออกมารับผิดชอบ และเท่าที่พิจารณาจากการทำงานของรัฐมนตรีคนนี้ เห็นว่ายังไม่มีวุฒิภาวะทางนิติบัญญัติ คือ ยังไม่เข้าใจว่า กฎหมายมีความสำคัญอย่างไร คงมองเพียงว่ากฎหมายเป็นเพียงเศษกระดาษ จะทำอย่างไรก็ได้ ไม่มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น แต่ในที่สุดขณะนี้ รมช.ศึกษาธิการ คงได้เห็นแล้วว่า มีผลกระทบถึงขั้นต้องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4046(4044) [หน้าที่ 14 ] ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|