|
|
|
จุดมุ่งหมายของการศึกษาโดยทั่วไปก็คือการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งได้แก่ พลเมืองที่มีความรู้ในวิทยาการต่างๆ มีคุณธรรมประจำใจและเป็นพลเมืองดีของชาติ มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างสรรค์สังคม และที่สำคัญจะต้องมีความรู้ทางวิทยาการต่างๆ เพื่อเป็นฟันเฟืองหรือจักรกลในการสร้างชาติ นี่คือการศึกษาในภาพรวม แต่ถ้าจะมุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องกระบวนการทำให้เกิดความรู้ในวิทยาการต่างๆ นั้น จุดมุ่งเน้นของการศึกษาจะประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ 1. การศึกษา คือกระบวนการให้ทราบถึงข่าวสารข้อมูล (information หรือ data) ซึ่งหมายความว่าบุคคลที่อยู่ในสังคมจำเป็นต้องมีการเข้าถึง หรือทราบข่าวสารข้อมูลเบื้องต้น มิฉะนั้น ก็จะเป็นความล้มเหลวของการศึกษาทันที เช่น จะต้องรู้ว่าประเทศที่ตนอาศัยอยู่นั้นมีประชากรเท่าไร คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอะไรบ้าง ฐานะทางภูมิศาสตร์ของประเทศอยู่ที่ใด และฐานะของประเทศในสังคมนานาชาติเป็นอย่างไร ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ประวัติความเป็นมาของชนชาติของตนมีอะไรเป็นจุดเด่น ประเทศในภูมิภาคมีสภาพอย่างไรบ้าง และสภาพของโลกโดยทั่วไปอย่างสังเขปเป็นอย่างไร เหล่านี้คือข้อมูลขั้นพื้นฐานที่ผู้ซึ่งผ่านระบบการศึกษาจำเป็นจะต้องรับรู้และจดจำ แต่ประเด็นที่ต้องเน้นในที่นี้ก็คือ การทราบข่าวสารข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง และตัวข่าวสารข้อมูลในตัวของมันเองยังไม่ถือว่าเป็นความรู้ (knowledge) อย่างดีก็คือความจำ (memory) ดังนั้น ระบบการศึกษาใดก็ตามที่เข้าใจว่าการให้ข่าวสารข้อมูลกับผู้เรียนคือการให้ความรู้นั้น เป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าหากการประเมินผลของการศึกษามุ่งเน้นในการทดสอบความสามารถในการท่องจำ นอกจากจะเป็นการให้การศึกษาแบบผิดๆ แล้วยังมีส่วนที่จะนำไปสู่ผลในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ การสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ที่ว่าคนเก่งคือคนที่ท่องตำรับตำราเก่ง มีความจำแม่นยำ การมีความคิดของตัวเองเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ วิธีพิสูจน์ความเก่งความสามารถคือการอ่านหลายๆ เที่ยวเพื่อจะได้ท่องจำให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ เนื่องจากการวัดผลมุ่งเน้นที่การมีความทรงจำที่ดี ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการศึกษาเช่นนี้เป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง ขจัดความคิดริเริ่ม ทำลายความอยากรู้อยากเห็น และความสามารถในการพินิจพิเคราะห์ ผลก็คือ แทนที่การศึกษาจะมีส่วนช่วยพัฒนาความคิดให้แตกฉาน มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลับกลายเป็นการทำลายการพัฒนาของบุคคลที่ผ่านการศึกษาระบบที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอย่างน่าเสียดายยิ่ง 2. การศึกษาต้องมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งต้องเริ่มจากการฝึกให้มีจิตวิเคราะห์ (analytical mind) ช่างสังเกตและช่างสงสัย มีความสามารถในการตั้งคำถาม และใช้หลักตรรกะในการหาคำตอบเบื้องต้น ความสามารถดังกล่าวนี้คือกุญแจที่นำไปสู่ความรู้ เพราะถ้าสามารถนำข้อมูลมาสัมพันธ์กันด้วยเหตุด้วยผล คือการเกิดความรู้ ตัวอย่างเช่น สสารคือข้อมูลชิ้นหนึ่ง ความร้อนคือข้อมูลอีกชิ้นหนึ่ง เมื่อสสารรับความร้อนก็จะมีการขยายตัว คำว่า สสารรับความร้อนมีการขยายตัวก็คือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร นี่คือความรู้ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทำให้เกิดมีการตั้งคำถามเพื่อจะพยายามหาคำตอบ เช่น เซอร์ไอแซ็คนิวตันนอนอยู่ใต้ต้นแอปเปิล เมื่อแอปเปิลหล่นลงมาก็เกิดฉงนใจก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ''ทำไมแอปเปิลไม่หล่นขึ้น'' การที่หล่นลงมานั้นน่าจะมีแรงดึงดูดดึงลงมา และจากความอยากรู้อยากเห็นและความฉงนใจดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่การวิเคราะห์หาเหตุและผลพิสูจน์ด้วยหลักฐาน จนสรุปทฤษฎีเรื่องแรงโน้มถ่วงโลก หรือในกรณีที่เจมส์ วัตต์ เห็นฝากาน้ำกระเพื่อมเมื่อน้ำเดือดซึ่งเป็นข้อมูล กล่าวคือ เมื่อน้ำเดือดฝากาจะกระเพื่อม แต่คนที่มีจิตวิเคราะห์จะตั้งคำถามว่า ทำไมฝากาจึงกระเพื่อม โดยหลักเหตุผลก็คือ เมื่อน้ำเดือดกลายเป็นไอจะมีแรงผลักทำให้ฝากาขยับเขยื้อน ซึ่งแสดงว่ามีแรงดันหรือมีพลัง ดังนั้น โดยหลักตรรกะและการวิเคราะห์ถ้าสามารถนำพลังดังกล่าวไปผลักดันสสารให้ขยับตัวหมุนเป็นวงกลม ก็จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ และนี่คือที่มาของการกำเนิดเครื่องจักรไอน้ำ การวิเคราะห์จะต้องมีจิตวิเคราะห์ จิตวิเคราะห์จะเกิดขึ้นได้จากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นสอนคนให้รู้จักคิด หาเหตุหาผล มากกว่าการท่องจำจนเกินความจำเป็น เพราะข้อมูลต่างๆ สามารถจะค้นหาได้โดยไม่ต้องจำ ขณะเดียวกันวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ จะต้องมีส่วนส่งเสริมให้มีการพัฒนาจิตวิเคราะห์ เช่น ถ้าคนในสังคมมีการพูดจาในลักษณะที่มีเหตุมีผล มีความเป็นตัวของตัวเอง หรือที่เรียกว่า ''คิดเป็น'' รวมตลอดทั้งสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์ข่าวในลักษณะการคิดวิเคราะห์ ก็จะมีส่วนอย่างสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ของคนในสังคมนั้น ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมมีความอยากรู้อยากเห็นและมีความสามารถในการวิเคราะห์อยู่แล้ว หากแต่ถูกระบบการศึกษาที่ผิดๆ ทำให้ความสามารถในการวิเคราะห์ลดน้อยถอยลง 3. ความสามารถในการวิเคราะห์และการมีข่าวสารข้อมูลในเบื้องต้น จะต้องเสริมด้วยความสามารถในการหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยการวิจัย ซึ่งอาจจะเป็นการวิจัยจากเอกสาร วิจัยภาคสนาม การสัมภาษณ์ การสอบแบบสอบถาม การวิจัยมีจุดประสงค์สำคัญหลายประการ คือ การวิจัยเบื้องต้นเพื่อหาข้อมูลพื้นฐาน และการวิจัยเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมสนับสนุนการวิเคราะห์ที่ได้วิเคราะห์ด้วยหลักตรรกะและวิธีการตั้งสมมติฐาน จึงจำเป็นต้องวิจัยหาข้อมูลมาสนับสนุนการวิเคราะห์มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสามารถในการวิจัยก็เพื่อการหาข้อมูลเพื่อการให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ เพื่อความแน่ใจในสาเหตุของปัญหาซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ด้วยหลักตรรกะ ในส่วนนี้การวิจัยจะเกิดประโยชน์หลายด้านด้วยกัน กล่าวคือ ได้ข้อมูลใหม่ ได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้น้ำหนักของการวิเคราะห์ ให้ความมั่นใจในการวิเคราะห์ถึงปัญหาและการวางนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหา รวมตลอดทั้งการวิจัยเพื่อประเมินความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายการแก้ปัญหา ที่สำคัญที่สุด การวิจัยบวกกับความสามารถในการวิเคราะห์ คือการสร้างความรู้ขึ้นใหม่ในวงวิชาการ 4. การสร้างทฤษฎี การเก็บข้อมูลจากการวิจัยและการวิเคราะห์ที่มีผลออกมาซ้ำหลายๆ ครั้งในลักษณะเดียวกัน ย่อมนำไปสู่ความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นสามารถจะกล่าวได้เป็นทฤษฎีอย่างกว้างๆ เช่น จากการวิจัยหลายครั้งในหลายท้องที่ได้ค้นพบว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา 7 ครั้ง มีตัวเลขบ่งชี้ชัดว่า คนที่มีระดับการศึกษาสูง เช่น จบปริญญาตรีขึ้นไป จะไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคนที่จบระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้าข้อมูลปรากฏออกมาถึง 7 ครั้ง ก็อาจสรุปเป็นทฤษฎีเบื้องต้นว่า ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์โดยตรงกับความตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งวัดได้จากการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คนที่มีระดับการศึกษาสูงจะตื่นตัวกว่าคนที่มีระดับการศึกษาต่ำ โดยจับตัวแปรอื่นให้นิ่ง เช่น ตัวแปรเรื่องรายได้ ตัวแปรเรื่องภูมิภาค ตัวแปรเรื่องประเพณีการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ การสร้างทฤษฎีจากการวิจัย เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความรู้ใหม่ซึ่งผู้ศึกษาคนใดมีจิตวิเคราะห์ มีการวิจัยหาข้อมูลใหม่ๆ ย่อมสามารถจะสร้างทฤษฎีได้ทั้งสิ้นไม่จำเป็นต้องอาศัยการอ้างปรมาจารย์จากต่างประเทศตลอดไป ดังเช่นที่เป็นความรู้สึกอยู่ขณะนี้ นักวิชาการคนใดไม่ได้อ้างทฤษฎีในตำราฝรั่งจะไม่ได้รับความเชื่อถือ ซึ่งเป็นทัศนคติที่ผิด 5. ส่วนสำคัญของการวิจัยและการวิเคราะห์นอกจากจะนำไปสู่การสร้างทฤษฎีแล้ว ก็คือการนำไปสู่การประยุกต์ การประยุกต์คือการนำเอาความรู้มาเป็นฐานของการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหา การวางนโยบายโดยไม่มีข่าวสารข้อมูลไม่มีความรู้ซึ่งผ่านการวิเคราะห์มาแล้วอย่างดีย่อมจะมีโอกาสสำเร็จได้น้อย ในการแก้ปัญหาในสมัยใหม่จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง นอกจากการประยุกต์ใช้ในแง่นโยบายแล้ว การศึกษาจะต้องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ผู้ที่ได้รับการศึกษายิ่งสูงเท่าไหร่ก็ควรที่จะมีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เพราะจะต้องเป็นผู้ซึ่งมีปัญญาในการหาความสุขให้ชีวิต เนื่องจากมีความสามารถและการวิเคราะห์ถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและครอบครัว รวมตลอดทั้งในสังคม ใครก็ตามที่มีการศึกษาสูงแต่ปราศจากความสุข มีแต่ความกระวนกระวาย ทุรนทุราย ย่อมสะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาโดยสิ้นเชิงสำหรับบุคคลผู้นั้น ระบบการศึกษาที่ถูกต้องจึงต้องครอบคลุมทั้ง 5 มิติ มิใช่มุ่งเน้นเฉพาะการท่องจำจนคนทั้งเมืองกลายเป็นหุ่นยนต์คิดไม่เป็น ขณะเดียวกันคุณธรรมประจำใจ ความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อประเทศชาติ ก็ต้องเป็นส่วนสำคัญของการสร้างมนุษย์ นอกเหนือจากนั้น สุขภาพของประชาชนทั่วๆ ไปจะต้องแข็งแรงปราศจากโรคาพยาธิ โดยสรุปการศึกษาคือการสร้างคนที่มีความรู้ คิดเป็น มีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจที่เอื้ออาทรต่อสังคมและประเทศชาติ มีบุคลิกที่สามารถจะปรับตัวได้กับยุคสมัย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การศึกษาคือกระบวนการทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ โดยมีคุณลักษณะต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4046(4044) [หน้าที่ 9 ] ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|