โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังก้าวเข้าไปสู่สังคมของผู้สูงอายุที่มีวัยสูงกว่า 60 ปีขึ้นไปมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในประเทศจีน นโยบายการวางแผนครอบครัวที่ให้มีลูก 1 คนในช่วง 30 ปีที่แล้ว ได้ส่งผลให้ประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง และจากจำนวนประชากรราว 1.3 พันล้านคน ในปัจจุบันจะเพิ่มสูงสุดเป็น 1.45 ล้านคน ภายในปี 2547 และจะลดลงหลังจากนั้น
โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลให้สัดส่วนประชากรในวัยทำงานลดลง และสัดส่วนประชากรวัยสูงอายุต่อประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภายใน 20 ปีข้างหน้า ประชากรวัยบำนาญของจีนจะเพิ่มเป็น 300 ล้านคน
ประชากรญี่ปุ่น เกาหลี ก็มีการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคล้ายคลึงกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุใน 20-25 ปีข้างหน้านี้ โดยจำนวนประชากรมีแนวโน้มลดลง ประชากรวัยเด็กลดลง ประชากรวัยทำงานลดลง และประชากรวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในหนึ่งหรือสองทศวรรษหน้า
ในกรณีของประเทศไทย ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากเอกสารที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของการดำเนินนโยบายทางตัน ประชากร และวางแผนครอบครัว ในช่วงระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ลดลง จาก 6.3 คน ในช่วงปี 2507-2508 เป็น 1.82 คน ในปี 2543-2548 คนไทยมีอายุยาวมากขึ้น ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย กล่าวคือ อายุคาดหมาย (life expectancy) โดยเฉลี่ยของผู้หญิงสูงขึ้นเป็น 74.9 ปี และผู้ชาย 69.9 ปี
การเปลี่ยนทางด้านโครงสร้างประชากรในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก กล่าวคือ
- วัยเด็ก (0-14 ปี) มีสัดส่วนลดลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 40 ในปี 2526 เป็นร้อยละ 24.3 ในปี 2543 และคาดว่าในปี 2558 จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20.2
- วัยทำงาน (15-59 ปี) ยังคงมีสัดส่วนสูงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 54.6 เป็นร้อยละ 65.9 ในปี 2543 และสูงสุดในปี 2552 คือร้อยละ 67.1 ก่อนจะลดลงเป็นร้อยละ 66 ในปี 2538
- วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงขึ้นเป็นลำดับ จากร้อยละ 5.4 เป็นร้อยละ 9.5 และ 13.8 ในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราที่เร็วมาก การที่ประชากรวัยสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้ในอนาคตดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้กลายเป็นสังคมของผู้สูงอายุไปแล้ว ประเด็นทางด้านนโยบายที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ได้แก่ การให้ความสำคัญเป็นลำดับสูงต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพของแรงงานในช่วงที่ประชากรวัยแรงงานยังมีสัดส่วนสูงอยู่ ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนประชากรแรงงานของประเทศ จะพบว่าเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีเท่านั้นที่ประชากรในวัยแรงงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีสัดส่วน ที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรในวัยพึ่งพิง (กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ) จึงจำเป็นจะต้องใช้ประโยชน์จากช่วงปีทองดังกล่าวเร่งรัดการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสะสมความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ เพราะหลังจากปี 2552 เป็นต้นไป โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจลดน้อยลงเข้า ไม่มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาด้านประชากรที่มีพอ เพราะว่า 1)คนวัยแรงงานมีสัดส่วนน้อยลง ทำให้กำลังการผลิตลดลงด้วย 2)อัตราการพึ่งพิงสูงขึ้น เพราะประชากรวัยแรงงานต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีสัดส่วนสูงขึ้น
หากมองจากในแง่ของการเปลี่ยนแปลงประชากร สังคมไทยเราก็เปรียบเสมือนคนในวัยปลายกลางคนกำลังจะผ่านเข้าสู่วัยชราภาพ ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤต (mid-life crisis) กล่าวคือ ในขณะที่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เพื่อทำงานให้มีผลผลิต มีเงินเก็บออมไว้ใช้จ่ายทั้งเพื่อการลงทุนและการบริโภคในอนาคต เพิ่มมากขึ้นเป็นเวลาเพียงอีกไม่กี่ปี ก็มาประสบกับโรคร้าย ต้องเผชิญกับวิกฤตจากปัญหาหนักๆ หลายเรื่อง ประดังประเดกันเข้ามา
ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โรคระบาดไข้หวัดนก ไปจนถึงภัยจากธรรมชาติแผ่นดินไหว น้ำท่วม ที่นับวันจะหนักข้อมากขึ้นทุกขณะ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ก่อนที่สังคมจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ อัตราการออมควรจะเพิ่มขึ้นในระดับสูงเพื่อเก็บเงินไว้ยามชรา แต่ปัญหาหนักๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้การออมระดับบุคคลยังอยู่ในระดับต่ำ คนไทยเราให้ความสำคัญกับการออมน้อยแต่บริโภคมาก ในปี 2542 การออมระดับบุคคลมีร้อยละ 13.39 ของรายได้สุทธิ (disposable income) และลดลงมาเหลือร้อยละ 5.48 ในปี 2545 แม้จะปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อย ในปี 2546 เป็นร้อยละ 6.30 ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำ ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี 2542-2547 อัตราการขยายตัวของบัตรเครดิตในช่วงปี 2542-2547 สูงขึ้นกว่า 5 เท่าตัว ผู้มีรายได้น้อยกว่า 10,000 ต่อเดือน และผู้ที่ถือบัตรเครดิตหลายๆ ใบมีโอกาสเป็นหนี้สะสมได้มาก
การออมในอัตราต่ำ นอกจากจะทำให้ไม่เพียงพอที่จะเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศได้แล้ว ยังทำให้คนไทยเกิดความเสี่ยงจากการขาดหลักประกันรายได้และใช้ชีวิตภายหลังเกษียณอายุ รวมทั้งเป็นภาระของรัฐที่จะต้องวัดสถิติการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินออมใช้เพียงพออีกด้วย ดังนั้นการส่งเสริมการออมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนโดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (aging society)
เราควรพลิกวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ให้เป็นโอกาส ในวันที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรทุกชนิด รวมทั้งการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่อการครองชีพ ช่วยกันนิยมใช้ของไทย และร่วมใจกันเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ต้องไม่ลืมว่าการประหยัดเป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
|