[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

จับตาการหากินกับกฎหมายครู!


ในพลันที่ร่างกฎหมายครูถูกพระราชทานกลับคืนมา ก็มีหลายพวกหลายฝ่ายได้ใช้เป็นข้ออ้างกล่าวหาว่าเป็นความผิดของรัฐบาลและถึงขนาดเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ ที่นำร่างกฎหมายซึ่งมีความผิดพลาดขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 



ว่ากันอย่างสนุกสนาน ราวกับเรื่องเดียวนี้จะเอากันให้ถึงตายจนได้ 



และเห็นจะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง อย่างน้อยจะได้รู้จักหน้าตาของพวกฉวยโอกาส ที่ฉวยโอกาสอิงสถาบันสูงสุดของประเทศมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันในทางการเมือง กล้าบิดเบือนความจริงต่อสายตามหาชนอย่างไม่ละอายต่อบาป 



ร่างกฎหมายครูฉบับนี้บัดนี้ได้ถูกพระราชทานกลับคืนมายังรัฐสภานั้นจริงแล้ว และเหตุผลที่พระราชทานกลับคืนมาเนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำและข้อความผิดพลาด มีการระบุมาตราผิดพลาดกว่าสิบจุด 

เมื่อพระราชทานกลับคืนมาแล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะพิจารณาร่วมกันว่าจะยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าจะให้รัฐบาลนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ 



ผลการพิจารณาร่วมกันของรัฐสภาปรากฏว่า รัฐสภาลงมติไม่ยืนยัน ซึ่งเป็นผลให้ร่างกฎหมายครูฉบับนี้ต้องตกไป และพลันที่รัฐสภามีมติ รัฐบาลก็ได้แถลงท่าทีว่าจะนำเสนอกฎหมายครูอีกครั้งหนึ่งเป็นฉบับใหม่เมื่อมีการเปิดสภาในต้นปีหน้า เพราะในปีนี้สมัยประชุมของสภาได้สิ้นสุดลงแล้ว 



ปัญหามีว่าการที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความผิดพลาดและมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยนั้นเป็นความรับผิดชอบของใคร? 



อันร่างกฎหมายทั้งปวงนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาและในกรณีที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายนั้นแล้วก็จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย นี่เป็นกระบวนการที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดไว้ 



แต่รัฐสภาไม่สามารถนำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบขึ้นกราบบังคมทูลเองได้ หากจะต้องส่งร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภานั้นไปยังรัฐบาล เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล 



ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่นำร่างกฎหมายนั้นขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยจะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ ก็คือในกรณีเช่นนี้รัฐบาลทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นไปรษณีย์ แต่รัฐบาลโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้รับผิดชอบกระทำเอง หากต้องกระทำโดยหน่วยงานราชการประจำคือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี



โดยนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเท่านั้น 



ดังนั้นการที่รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภาขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆ จึงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล และไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ 



ในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับร่างกฎหมายจากรัฐสภาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการนำความขึ้นกราบบังคมทูล 



นายวิษณุ เครืองาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในเรื่องแบบนี้ต่อรัฐสภาในคราวประชุมพิจารณาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเติมข้อความในจุดไข่ปลาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างกฎหมาย ตลอดจนการจัดลำดับมาตรา และลงวันเวลาที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น 



เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ดี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ดี ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขร่างกฎหมายใด ๆ ที่รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ดังนั้นเมื่อรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมายมาอย่างไร เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการนำความขึ้นกราบบังคมทูลไปอย่างนั้น 



แม้ว่าจะเห็นจุดบกพร่องของกฎหมายก็ตามก็ทำอะไรไม่ได้ ทางออกมีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น คือ ในกรณีที่ต้องส่งร่างกฎหมายนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างหนึ่ง หรือทรงพระราชทานกลับคืนมาอีกอย่างหนึ่ง 



ในกรณีร่างกฎหมายครูนี้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้พบเห็นจุดบกพร่องทั้ง 12 จุดนั้นก่อนแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่ใช่กรณีที่ต้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นทางออกจึงมีอยู่แต่ทางเดียวคือการพระราชทานคืนมายังรัฐบาล เพื่อส่งเรื่องให้รัฐสภาได้พิจารณาต่อไปว่าจะยืนยันหรือไม่ 



ซึ่งเมื่อรัฐสภาได้รับเรื่องก็ได้เร่งมือประชุมให้ทันกับเวลาสมัยประชุมที่ยังเหลืออยู่น้อยนิดและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระมหากรุณาธิคุณตามที่พระราชทานคืนมา โดยมีมติไม่ยืนยันให้รัฐบาลนำความขึ้นกราบบังคมทูล จึงเป็นผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป



ดังนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดังที่พยายามมั่วกล่าวหากันอยู่ 



และจะไปตำหนิติเตียนหรือกล่าวหารัฐสภาก็ไม่ได้ เพราะรัฐสภานั้นประกอบขึ้นด้วยสองสภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและต่างก็ได้ทำหน้าที่ของตนตามครรลองที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว 



ที่มีการกล่าวหาว่าแม้ร่างกฎหมายครูฉบับนี้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภา แต่รัฐบาลต้องรับผิดชอบเพราะมีเสียงข้างมากนั้น เป็นเรื่องการบิดเบือนหลอก ลวงให้ไขว้เขวโดยแท้ 



ร่างกฎหมายครูก็เหมือนกับร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่เสนอมาจากหลายฝ่าย คือจากคณะรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล จากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 



รวมความก็คือร่างกฎหมายครูฉบับนี้ตั้งต้นจากการเสนอจากที่มาหลายฉบับ คือทั้งจากคณะรัฐมนตรี จากผู้แทนราษฎร พรรครัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และจากพรรคฝ่ายค้าน 



เมื่อมีการเสนอกฎหมายเดียวกันหลายฉบับ ในชั้นพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรจึงได้ลงมติให้พิจารณารวมกัน โดยถือร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก 



ร่างกฎหมายครูฉบับนี้เมื่อผ่านการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกแล้ว ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐบาล และผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำหน้าที่พิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายทุกฉบับให้เหลือเป็นฉบับเดียวกัน 



ร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวนี้จะเหลือเพียงฉบับเดียว และเรียกกันโดยนิยมว่าร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร 



จากนั้นร่างกฎหมายครูนี้ก็เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องการแก้ไขถ้อยคำ เมื่อผ่านวาระที่สองแล้วก็จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สามคือการเห็นชอบในร่างกฎหมายนี้หรือไม่ และปรากฏว่าสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขมานั้น 



เสร็จแล้วร่างกฎหมายครูนี้ก็ถูกส่งไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาปรับปรุงแก้ไขแล้วก็ต้องแจ้งผลการพิจารณาให้สภาผู้แทนราษฎรทราบอีกครั้งหนึ่งว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ปรากฏว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาเพราะมีการเพิ่มเติมร่างกฎหมายนอกเหนือไปจากที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร 



ดังนั้นจึงต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนจากแต่ละสภาเท่า ๆ กัน 



แต่ความจริงมันไม่เท่ากันเพราะมีการเล่นเกมการเมืองกันในรัฐสภา คือแทนที่ผู้แทนของสภาผู้แทนราษฎรในคณะกรรมาธิการร่วมกันจะพิจารณาหาเหตุผลตามที่ควรจะเป็น และตามที่ลงมติกันไว้ในสภาผู้แทนราษฎร บางพวกก็ไปเข้าข้างวุฒิสภา เพื่อจะหักหน้าฝ่ายรัฐบาล 



ดังนั้นในความเท่ากันโดยจำนวนของแต่ละสภาแต่เกิดการไม่เท่ากันโดยการเล่นเกมการเมืองที่ว่านี้ เป็นผลให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพ่ายแพ้คะแนนเสียงในคณะกรรมาธิการร่วมกันเสมอมา 



ครั้นคณะกรรมาธิการร่วมกันลงมติเอาตามที่วุฒิสภาแก้ไขแล้ว เรื่องยังต้องกลับไปสู่การพิจารณาของแต่ละสภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าหากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายนั้นก็จะถูกยับยั้งไว้ และจะนำขึ้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเมื่อพ้น 180 วันแล้ว ว่าจะยืนยันเอาร่างฉบับไหน ระหว่างร่างของคณะกรรมาธิการร่วม กับร่างของสภาผู้แทนราษฎร



กระบวนการของกฎหมายเป็นเช่นนั้น จึงตำหนิติเตียนว่าใครผิดไม่ได้ หากจะตำหนิก็ต้องตำหนิกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และถ้าจะตำหนิในเรื่องนี้ก็ต้องตำหนิพรรคประชาธิปัตย์เพราะเป็นพรรคการเมืองที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันร่างด้วยซ้ำไป 



เป็นการเล่นการเมืองกันในขณะที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งสาธุชนทั้งหลายย่อมจำเหตุการณ์ขบวนการธงเขียวที่เรียกร้องให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้มีการปรับปรุงแก้ไขใด ๆ ได้ 



เป็นอันว่ากฎหมายครูฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามกระบวนการแล้ว และถ้าจะพิจารณาถึงความรับผิดชอบก็ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา และควรต้องเป็นความรับผิดชอบของวุฒิสภาด้วยเช่นเดียวกัน แต่นั่นเป็นเรื่องของระบบ ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 



ความจริงการที่ทรงพระราชทานร่างกฎหมายครูฉบับนี้คืนมานั้นควรต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และควรต้องร่วมกันรับผิดชอบคิดอ่านแก้ไขให้บังเกิดผลประโยชน์แก่ระบบการศึกษาและข้าราชการครูทั้งประเทศโดยเร็วที่สุด แต่นี่กลับหยิบฉวยเอามาบิดเบือนกล่าวร้ายป้ายสีกันในทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรหมดยุคหมดสมัยได้แล้วเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย.






ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4046(4044) [หน้าที่ 9 ] ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง