|
|
| “คุณหญิงกษมา” ปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกตัวมีคนอื่นเหมาะสมหลายคนและได้เสนอชื่อให้คณะปฏิรูปฯ แล้ว 2 คน ระบุตัวเองเหมาะทำหน้าที่เชิงปฏิบัติมากกว่า แจงหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ย้ำให้คนใน ศธ. มีสิทธิร่วมพิจารณาเลือกคนดี คนเก่ง อย่าเอาคนมุ่งผลประโยชน์ พร้อมเสนอแนวคิดแยกศธ.ออกเป็น 3 ทบวงคือการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ขณะที่สมศ.ค้านไอเดีย ''ภาวิช'' แยกกระทรวงอุดมศึกษาฯ
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังหารือกับคณะปฏิรูปการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) พร้อมหัวหน้าส่วนราชการอื่น ๆ ว่า คปค.ได้แจ้งให้ทราบว่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จะให้ทุกหน่วยงานเบิกจ่ายงบประมาณมาใช้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของวงเงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2549 ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2550 จะให้ประกาศใช้ไม่เกินเดือนมกราคม ปี 2550 ถึงแม้ คปค.จะให้เบิกใช้งบได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของวงเงินงบประมาณ 2549 แต่กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังจะเข้ามากลั่นกรองการใช้เงินอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เงินที่เบิกถูกใช้ไปกับงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ อย่างไรก็ตาม หากมีจำเป็นจริง ๆ และพิจารณาเหตุผลในการเบิกเงิน ก็สามารถขอใช้เงินเกินกึ่งหนึ่งได้ เช่น เป็นโครงการที่มีสัญญาผูกมัด เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือมีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับการจัด พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2550 ทาง คปค.ได้วางปฏิทินไว้แล้วว่า ภายในวันที่ 10 ต.ค.สำนักงบประมาณจะเสนอโครงสร้างงบประมาณปี 2550 ต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ วันที่ 7 พ.ย.โดยจะเสนอรายละเอียดของงบประมาณ และภายในวันที่ 21 พ.ย.จะเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2550 ด้วยเงื่อนไขของเวลา ตนจึงให้สำนักนโยบายและแผน สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประสานไปยังหน่วยงานทุกหน่วยงานให้ทบทวนและส่งคำเสนอขอใช้งบประมาณไปยังสำนักงบฯภายในวันที่ 27 ก.ย.นี้ คุณหญิงกษมาเล่าให้ฟังว่า พล.อ.วินัย ภัททิยกุลเลขาธิการ คปค.ได้มีหนังสือตอบกลับมาตามที่กระทรวงไปถามไปว่า โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการไม่เหมือนกระทรวงอื่นๆ จะให้ใครเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยแจ้งให้ปลัด ศธ.เป็นผู้ใช้อำนาจแทน รมว.ศธ. สำหรับการตั้งผู้รักษาราชการแทน เลขาธิการ 2 องค์กรหลักที่จะเกษียณราชการในวันที่ 30 ก.ย.นั้น สามารถใช้อำนาจตาม ม.51 ของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งคนอื่นที่ไม่ใช่รองเลขาธิการขององค์กรหลักนั้น ไปรักษาการราชการแทนในตำแหน่งเลขาธิการได้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นองค์กรใหญ่มีงานมาก แต่จะเหลือรองเลขาธิการ อยู่คนเดียว เพราะนางพรนิภา ลิมปพยอม เลขาธิการ สพฐ.และรองเลขาธิการ สพฐ.อีก 2 คน เกษียณพร้อมกัน น่าจะมีการแต่งตั้งคนจากภายนอกไปช่วยรักษาการ ให้ทำงานร่วมกับคนในของ สพฐ. ส่วนการแต่งตั้งซี 10 ซี 11 ตัวจริงนั้น คปค.ให้รรัฐมนตรีคนใหม่มาพิจารณา แต่ให้ข้าราชการประจำมีส่วนร่วมด้วย เพียงแต่ขอให้พิจารณาคนเก่งคนดี คนที่เข้ามาหาประโยชน์ให้ตัดออกไป ขณะที่กรณีที่มีหน่วยงานหรือองค์กรเสนอชื่อนั่งเก้าอี้ รมว.ศธ. คุณหญิงกษมา กล่าวว่า ถูกเสนอชื่อทุกครั้ง ก็ดูตัวเองด้วย ส่วนตนคิดว่ามีผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่า ตนถนัดงานปฏิบัติมากกว่า และได้เสนอชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.ไป 2 คน อย่างไรก็ตาม คนที่จะเป็น รมว.ศธ.ต้องเป็นคนที่สามารถสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ และมองภายรวมของการศึกษาชาติออก คุณหญิงกษมากล่าวต่อด้วยว่า ได้เสนอเรื่องการทบทวนโครงสร้างกระทรวงไปยัง คปค.ด้วย โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมผู้บริหาร ศธ.และหารือกันว่า การรวมกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสภาการศึกษา เป็นกระทรวงเดียวกัน เพราะต้องการเพราะต้องการให้เกิดเอกภาพ มีความเชื่อมโยง และใช้ทรัพยากรร่วมกัน หากเห็นว่า หลักการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี ก็น่าจะคงโครงสร้างในปัจจุบันไว้ แต่แก้ปัญหาในการบริหารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น ปัญหาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถึงแม้ สกอ.จะขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี แต่ ศธ.มีรมต.แค่ 2 คน รับผิดชอบงานใหญ่ของ 5 องค์กรหลัก อาจทำให้บางเรื่องได้รับการดูแลไม่ทันท่วงที ดังนั้น ถ้าเห็นว่า องค์กรไหนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองไปได้ ก็น่าจะแยกออกมาเป็น 3 ทบวง ตามการศึกษาแต่ละประเภท คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งจริงๆ แล้ว จะรวมหรือแยกกระทรวงนั้น เป็นเรื่องปรกติ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศในช่วงนั้นเป็นอย่างไร บางประเทศก็มีกระทรวงอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รวบรวมความคิดและทำเรื่องเสนอไปยัง คปค.ตามนี้ โดยตนเชื่อว่า ท้ายสุดคงต้องนำไปพิจารณากับในสภานิติบัญญัติที่จะตั้งขึ้น แต่ข้อเสนอ ที่ส่งไปนั้น ไม่ได้ใช้แยกแค่ สกอ.ออกมาเป็นอีกหนึ่งกระทรวง นั่นเป็นความคิดส่วนตัวของศ.พิเศษภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ด้านดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.กล่าวถึงการขอจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยว่า วันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สมศ.ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ พอสรุปได้ว่า การขอแยกกระทรวง ควรดูให้ถ่องแท้ว่าปัญหาของอุดมศึกษาปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ระบบ, โครงสร้าง หรือพฤติกรรมการบริหาร ซึ่งต้องพิจารณาให้ดี ทั้งนี้ กรรมการบริหาร สมศ.มีความเห็นทิศทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแยกกระทรวง เนื่องเพราะตามกฎหมายกำหนดให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบอยู่แล้ว หัวใจสำคัญของมหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องการความเป็นเอกภาพเชิงนโยบาย หลากหลายการปฏิบัติ และมหาวิทยาลัยมีอิสระ มีการบริหารงานอาจเป็นองค์คณะบุคคล ที่สามารถตัดสินใจได้โดยตรง หากจัดตั้งกระทรวงฯจะย้อนกลับไปเหมือนทบวงมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ดี การที่ สกอ. ขอจัดตั้งกระทรวงในช่วงเวลา ตนคิดว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะ คปค.มีหลายเรื่องสำคัญจะต้องเร่งดำเนินการแล้วเสร็จ “สกอ.ขอตั้งกระทรวงใหม่ เสมือนกับฉีกมาตรา 36 ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งตามกฎหมายจะให้อิสระมหาวิทยาลัยดูแลบริหารจัดการกันเอง โดย สกอ.จะทำหน้าที่ดูแลในภาพรวม และจะมีขนาดเล็กลง หากจัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมฯ จะย้อนไปเหมือนกับทบวง ที่สำคัญจะต้องมาร่างกฎหมายกันใหม่”ดร.สมหวังกล่าว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2549 15:45 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|