|
|
| “เราจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีน้ำอดน้ำทนทำงานได้ทุกสถานการณ์ ไม่เกี่ยงงานหนักเบา ไม่เปลี่ยนงานบ่อยเพียงเพื่ออัปเงินเดือน”
นั่นคือคำพูดของ ประยูร เชี่ยววัฒนา นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ที่บอกเป้าหมายของโครงการตั้งสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ท.ญ.) เปิดสอนระดับอุดมศึกษา เพื่อผลิตบัณฑิตลักษณะดังกล่าวรองรับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังขายการเติบโต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ สำหรับสาเหตุที่ทาง ส.ส.ท.กำหนดเป้าหมายเอาไว้เช่นนั้นย่อมมีที่มาที่ไป “เคยคุยกับเจ้าของกิจการภาคอุตสาหกรรม มักจะบ่นว่าวิศวกรบ้านเราที่จบมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยสู้งานหนัก ชอบทำงานนั่งโต๊ะสบายๆ พูดง่ายๆ ว่าวิศวกรยานยนต์ตัวไม่เปื้อนน้ำมัน ตรงกันข้ามกับวิศวกรของญี่ปุ่นกว่าเขาจะออกแบบอะไรสักชิ้นหนึ่ง เขาจะลงไปคลุกคลีกับพนักงานที่ทำหน้าที่ตรงจุดนั้น พร้อมกับเรียนรู้ด้วยตนเองควบคู่กันไปด้วย เขาจะใช้เวลาเรียนจนมั่นใจว่าถ้าเขาออกแบบมาแล้วเพื่อไม่ให้มีจุดบกพร่อง” ประยูรบอกว่า นี่คือจุดอ่อนของการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานของบ้านเรา และเพื่อขจัดจุดอ่อนนี้ให้หมดไป สถาบันฯ จึงบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนโดยให้เรียนทฤษฎีพร้อมลงมือปฏิบัติจริง ยกตัวอย่างถ้าต้องการออกแบบรถยนต์สักคันหนึ่ง ผู้ออกแบบจะต้องรู้ระบบการทำงานของรถยนต์ทั้งคัน เช่นติดตั้งระบบไฟ หรือระบบอัตโนมัติจุดต่างๆ จะให้นักศึกษาลงมือเดินสายไฟเป็นด้วย แต่ก่อนที่จะลงมือปฏิบัตินั้นจะให้ไปเรียนรู้กับพนักงานหรือคนที่มีความชำนาญเกี่ยวกับติดตั้งระบบไฟระยะหนึ่ง จนมั่นใจว่าทำได้ จึงลงมือทำจริงๆ ด้วยมือตนเอง ไม่ใช่ออกแบบเลิศหรูในคอมพิวเตอร์แต่ชีวิตการทำงานไม่รู้ระบบการทำงานของเครื่องยนต์กลไกเลย “ผมต้องการสร้างคนไทยพันธุ์ใหม่ป้อนภาคอุตสาหกรรม ถ้าวันนี้เราไม่เริ่มผลิตคนที่มีความสามารถขึ้นมา คนไทยจะย่ำเท้าอยู่กับที่ เป็นได้แค่พนักงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ประกอบรถยนต์เท่านั้น เพราะฉะนั้น สิ่งแรก เราต้องยกระดับคนขึ้นมาให้เร็วที่สุด เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนจากต่างประเทศหลายแห่งเริ่มย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้เปรียบด้านค่าแรงที่ถูกกว่าเมืองไทย และเราไม่ต้องให้ค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นซึ่งมาลงหลักปักฐานในเมืองไทยมาหลายสิบปี เบนเข็มไปสร้างฐานใหม่ที่ประเทศอื่น” ประยูร เล่าที่มาของการตั้งสถาบันฯให้ฟังว่า เกิดจากแนวคิดของกลุ่มนักเรียนทุนญี่ปุ่น อยากให้เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเป็นมืออาชีพ หรือเติบโตในภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่มือปืนประกอบรถยนต์เหมือนทุกวันนี้ แต่ต้องสามารถออกแบบและผลิตรถยนต์ทั้งคันโดยที่ไม่มีจุดบกพร่อง “หลายปีก่อนเราคิดตั้งสถาบันฯ นี้ขึ้นมา แต่ติดขัดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก็เลยชะลอการขอตั้งสถาบันฯ กระทั่งปีที่ผ่านมา ผมและนักเรียนทุนหลายคนมาจับเข่าคุยกันว่า ได้ข้อสรุปว่าถ้าไม่ตั้งเกรงว่าสถาบันฯจะไม่เกิด เพราะพวกเราแต่ละคนอายุก็ใกล้ปลดเกษียณกันแล้ว และก็มีเงินทุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งคำนวณแล้วว่าสามารถนำมาดำเนินการซื้อที่ดิน ตลอดจนก่อสร้างอาคาร และซื้อวัสดุอุปกรณ์ สื่อที่ทันสมัยมาใช้ในการสอนได้ ดังนั้น จึงไปดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งสถาบันฯกับสกอ.” ประยูร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ให้รัฐบาลญี่ปุ่นทราบว่า ประมาณเดือนมิถุนายนปี 2550 จะรับนักศึกษาเป็นรุ่นแรก ซึ่งมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นหลายแห่งก็แสดงเจตจำนงส่งอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาช่วยสอน พร้อมกันนี้ยังบอกว่าจะมอบทุนให้เรียนต่อระดับปริญญาโทที่ญี่ปุ่นด้วย แต่ผู้ที่จะได้รับทุนจะต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น และอังกฤษ ค่อนข้างดี ขณะเดียวกันระหว่างนี้กำลังปรึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่นว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้นักศึกษาที่เรียนกับสถาบันฯแห่งนี้ เมื่อเรียนจบแล้วได้รับปริญญา 2 ใบ “สถาบันฯตั้งใจให้นักศึกษา เป็นฝ่ายเลือกว่าจะเรียนหลักสูตรที่ได้ปริญญาของไทยอย่างเดียว หรือปริญญา 2 ใบ ถ้านักศึกษาคนไหนต้องการ 2 ใบ สถาบันฯจะเสริมภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษให้ ทั้งนี้ เวลาไปเรียนที่ญี่ปุ่นจะได้ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร” ทั้งนี้ ทางสถาบันจะเปิดสอนอย่างเป็นทางการในปี 2550 ใน 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมยานยนต์) วิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีสารสนเทศ) บริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม) และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การจัดการอุตสาหกรรม) สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.tpa.or.th/tji หรือโทร 0-2717-3000 ต่อ 664 |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤศจิกายน 2549 08:10 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|