|
|
|
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผมไม่ทราบว่า ร.ม.ต.ศึกษาฯ เดินมาถูกทางหรือไม่ เมื่อท่านเสนอให้ลดเวลาเรียนของนักเรียนลง เหตุผลของท่านก็คือ นักเรียนเครียดเกินไป ฉะนั้นเรียนให้น้อยลงแล้วเอาเวลาที่เหลือไปเรียนดนตรี หรือเล่นกีฬาเพื่อคลายความเครียด ถ้าการเรียนทำให้เครียด ก็เป็นปัญหาอย่างแน่นอน และต้องแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ความเครียดจากการเรียนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ครูดุไปก็เครียด ครูสอนไม่รู้เรื่องก็เครียด ครูเอาแต่สอนไม่ชวนให้ย่อยและคิดเองก็เครียด เรียนเพื่อแข่งกันก็เครียด เรียนวิชามากเกินไปก็เครียด ฯลฯ โดยไม่ได้สำรวจเป็นกิจจะลักษณะ ผมเห็นด้วยว่าเด็กไทยในโรงเรียนนั้นเครียดเกินไป เพราะเด็กนักเรียนที่ผมพบและพูดคุยด้วยนับตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยนั้นล้วนเครียดๆ ทั้งนั้น แต่ผมเห็นว่าสาเหตุที่เครียดมาจากกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่น่าเพลิดเพลินในระบบการศึกษาของเราเอง เช่นต้องใช้ความจำมากเกินไป ไม่มีโอกาสย่อยความรู้ให้กลายเป็นความรู้ของตนเอง และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีโอกาสสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ขึ้นได้เอง อันที่จริง การเรียนรู้นั้นเป็นความเพลิดเพลินในตัวเอง มนุษย์มีธรรมชาติที่ชอบเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้เพิ่มศักยภาพของตัวเอง สามารถเอาไปทดลองใช้ในชีวิต แล้วก็ได้เรียนรู้ใหม่เพิ่มขึ้นจากการทดลองใช้ วนเวียนไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น หัวใจสำคัญของการลดความเครียดในการเรียนของนักเรียนลงก็คือ ฟื้นฟูกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์เช่นนี้ให้กลับคืนสู่ชีวิตของนักเรียน ครับ ผมขอย้ำว่าคืนสู่ชีวิต ไม่ใช่คืนสู่ห้องเรียนเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ควรมองชีวิตนักเรียนตลอดช่วง 24 ชั่วโมง ไม่เฉพาะแต่เวลาที่ใช้ในห้องเรียนเท่านั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เวลานอกห้องเรียน เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ในทุกเวลานาที ห้องเรียนที่เรารู้จักเคยชินในระบบการศึกษาไทยให้การเรียนรู้ที่จำกัด ข้อนี้ก็หวังว่าการปฏิรูปการศึกษาจะเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ในขณะเดียวกันต้องทำให้กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย ตัวอย่างที่เราคุ้นเคยในเมืองไทยก็คือ การให้การบ้านเด็กไปทำที่บ้าน นั่นก็คือสร้างเงื่อนไขให้เกิดกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนนั่นเอง แต่การบ้านที่ครูมักจะให้เด็กทำนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จำกัด เพราะมักเป็นเพียงแบบฝึกหัดสำหรับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น เด็กที่เรียนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง ก็ทำการบ้านไม่ได้ เด็กที่เรียนในห้องจนรู้เรื่องปรุโปร่งแล้ว ก็เบื่อที่จะทำการบ้าน ในขณะที่ชีวิตจริงของเด็ก ได้เรียนรู้อะไรนอกห้องเรียนมากกว่าแบบฝึกหัดอีกมาก แต่ความรู้ที่เขาได้มาเหล่านี้ไม่เคยมีบทบาทในห้องเรียนเลย หรือในทางตรงกันข้าม การเรียนในห้องเรียนไม่กระตุ้นให้เขาออกไปหาความรู้อื่นๆ มากไปกว่าแบบฝึกหัด ฉะนั้น จึงควรวางแผนการศึกษาของเด็กจากชีวิตของเด็กทั้งหมด ถือว่าห้องเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ห้องเรียนอาจเป็นแกนกลางของกระบวนการเรียนรู้ก็ได้ และในฐานะแกนกลาง ห้องเรียนก็จะประสานการเรียนรู้ในชีวิตทั้งหมดของเด็กให้มาเชื่อมโยงกับศาสตร์ต่างๆ ครูจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสอนหนังสือในห้องเรียน แต่ครูจะเป็นหนึ่งในตัวจักรสำคัญที่จะจัดชีวิตแห่งการเรียนรู้ทั้งชีวิตของเด็ก ไม่ใช่เพียงแค่ให้แบบฝึกหัดไปทำเป็นการบ้านเท่านั้น แต่เชื่อมโยงประสบการณ์และการเรียนรู้ของเด็กนอกห้องเรียนเข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน และเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนเข้ากับกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ทำอย่างไร ประสบการณ์และการเรียนรู้ของเด็กเลี้ยงควาย จึงสามารถเข้ามาเชื่อมต่อกับความรู้ของศาสตร์บางอย่างในห้องเรียน ก่อให้เกิดความสนใจใฝ่รู้แก่เด็กอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่วิชาเลี้ยงควาย แต่บางคนอาจเป็นเรื่องของควาย บางคนอาจเป็นเรื่องของเห็บที่กินเลือดควาย บางคนอาจเป็นระบบนิเวศของควาย บางคนอาจเป็นเศรษฐศาสตร์ของการเลี้ยงควาย ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน ประสบการณ์และการเรียนรู้ของเด็กที่เพิ่งไปพักร้อนที่สวิตเซอร์แลนด์กลับมา ก็น่าจะเชื่อมต่อกับศาสตร์อีกหลายแขนงในห้องเรียนได้ และก่อให้เกิดความใฝ่รู้ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากเหมือนกัน ผมขอออกนอกเรื่องตรงนี้ด้วยว่า ชีวิตของนักเรียนไทยนั้นมีความหลากหลายอย่างยิ่ง และถ้าคิดถึงการสร้างชีวิตที่มีกระบวนการเรียนรู้ทั้งชีวิต โดยมีห้องเรียนเป็นแกนกลาง ผมก็ออกจะสงสัยอย่างยิ่งถึงคุณค่าของโรงเรียนในฝันแต่ละอำเภอ เพราะฝันของคนนั้นย่อมจำกัดตามอุดมคติของคนฝัน ฉะนั้น ประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้ของเด็กจำนวนมากจึงไม่อาจผ่านเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ เพราะเด็กเหล่านั้นไม่ได้มีอุดมคติอย่างเดียวกับคนฝัน ในที่สุดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียนก็จะขาดจากกันอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ เหลือแต่การมุมานะเคร่งเครียดแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น แทนที่จะมีโรงเรียนสุดวิเศษที่มีรูปแบบและเป้าหมายตายตัวเหมือนกันหมด สิ่งที่ขาดหายไปในระบบการศึกษาไทยคือความหลากหลายของโรงเรียนต่างหาก เพราะความหลากหลายนี่แหละที่จะทำให้โรงเรียนสามารถเป็นแกนกลางเชื่อมต่อกระบวนการเรียนรู้กับชีวิตที่หลากหลายของเด็กไทยได้ แต่ก็เช่นเดียวกับทางแก้ปัญหาอื่นๆ ของรัฐบาลนี้ กล่าวคือคำนึงถึงความหลากหลายในสังคมไทยน้อยเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย, วิธีการ, หรือเนื้อหา กลับมาเรื่องการลดเวลาในห้องเรียนใหม่ ผมเห็นด้วยว่านักเรียนไทยเรียนในห้องเรียนมากเกินไป แต่ปัญหาจริงๆ ไม่ได้อยู่ตรงนั้น หากอยู่ที่ว่าห้องเรียนไม่เชื่อมโยงการเรียนรู้นอกห้องเรียนต่างหาก ทำอย่างไรจึงจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อสืบเนื่องกันระหว่างในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ลดเวลาในห้องเรียนลงเพียงอย่างเดียว เวลาที่เหลือของเด็กก็กลายเป็นเวลา ''ว่าง'' จากการเรียนรู้ ซึ่งเด็กอาจเอาเวลานั้นไปใช้ผิดๆ อย่างที่วิตกกันก็ได้ แต่ถ้าลดเวลาในห้องเรียน แล้วสร้างความเชื่อมโยงสืบเนื่องของกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนและในห้องเรียนให้ได้ เวลานอกห้องเรียนของเด็กก็จะไม่ ''ว่าง'' จากการเรียนรู้ ไม่ว่าเด็กจะเอาเวลานั้นไปทำอะไรก็จะได้เรียนรู้มากขึ้นเสมอ แม้แต่เอาไปเสพยาอี หรือเอาไปใช้สำหรับเพศสัมพันธ์ ผมก็เชื่อว่าถ้าเอาประสบการณ์และการเรียนรู้ทั้งสองเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ ก็จะบรรเทาปัญหาไปได้มาก เด็กจะได้เรียนรู้คุณสมบัติทางเคมีและเภสัชวิทยาของยาอีซึ่งมีผลต่อร่างกายและจิตใจ ในขณะที่ได้เรียนรู้มิติที่หลากหลายของเพศสัมพันธ์ ทั้งสองอย่างล้วนเป็นความรู้ที่จะช่วยการตัดสินใจดำเนินชีวิตของเด็กเองว่าเขาควรมั่วยามั่วเพศต่อไปหรือไม่ แทนที่จะเข้าไปมั่วโดยมองมิติต่างๆ ของยาและเพศอย่างแคบๆ ก็จะเกิดศีลธรรมประจำใจที่มาจากปัญญา ไม่ใช่มาจากอำนาจ และการศึกษาคืออะไรเล่าครับ ถ้าไม่ใช่ปัญญา |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9397 [หน้าที่ 6 ] ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|